Interview


โดย เมื่อ

พลังความคิดที่ยิ่งใหญ่คงไม่สามารถส่งต่อสู่ผู้คนมากมายได้ หากขาดพื้นที่และเวทีในการแสดงออก เวทีและพื้นที่กิจกรรมในงาน TED X Chula นั่นล้วนผ่านการออกแบบ จากฝ่าย Stage and Event managers ทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือ รีน่า หรือ อิษยา กิจเจริญ นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ปี3 Stage and Event Managers ของ TEDxChula เธอทำงานด้วยความเชื่อว่า การออกแบบก็เหมือนกับการสื่อสารด้วยภาษา เมื่อเราถามถึงแรงบันดาลใจในการเลือกเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ เธอตอบว่า “ความตั้งใจหลักของเราก็คือ การถ่ายทอดและส่งต่อความคิดดีดีที่ควรค่าแก่การแบ่งปัน ผ่านการออกแบบเพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้น” ในการออกแบบเวที TED x Chula นั่นมีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เช่น Themeงาน องค์ประกอบโดยรวมของเวที เป็นต้น ซึ่งปีนี้ทีม Stage and Event managers มีแนวคิดในการออกแบบเวทีว่า จะเน้นให้ตัวเวทีช่วย support speaker และให้มีความโดดเด่นเข้ากับ theme  “ด้วยธีมของ Ted x chulalongkornU ปีนี้ คือ strive forward คอนเซ็ปของงานก็คือ การมี movement สอดแทรกเข้าไปในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวเวที หรือในส่วนของงานจัดแสดง“    รีน่ากล่าว ส่วนแนวคิดในการสร้างสรรค์งานจัดแสดง รีน่าเผยว่า จะเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันของผู้เข้าชมเป็นหลัก รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอีกด้วย “ผู้ร่วมงานจะได้สนุกไปกับงานจัดแสดงต่างๆในงาน ทุกคนจะได้มีโอกาส พูดคุย ทำความรู้จักกับบุคคลที่มีความสนใจเหมือนๆกัน เรียนรู้ถึงสภาพสังคมปัจจุบันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะ strive forward ไปกับเรา“ งานออกแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยความงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสื่อสารอะไรบางอย่างด้วย งานออกแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยความงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสื่อสารอะไรบางอย่างด้วย ก็เหมือนกับการทำcontent เผยแพร่ให้ผู้ชมในงาน “มันไม่ใช่ว่าเราจะวางโต๊ะตรงไหน หรือวางเก้าอี้ยังไง แต่เป็นการคำนึงถึงประโยชน์ และ ความประทับใจที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับกลับบ้านไป” ท้ายที่สุด TED x Chula ทำให้เธอ ได้ฝึกฝนในสิ่งที่ร่ำเรียนมา ทำให้มีประสบการณ์ในการทำงานมากขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้เริ่มทำอะไรใหม่ๆ ก้าวออกจาก comfort zone ที่เคยเป็น

Interview

[TEDxChula] ต้า ภาณุ : ความท้าทายของงานกราฟิก


โดย เมื่อ

ตัวลูกศรสีแดงซ้อนทับสลับกัน เหมือนกำลังพุ่งไปหาเป้าหมายอะไรบางอย่าง สะท้อนถึงธีมงานของ  TEDxChulalongkornU ในปีนี้ ที่มีชื่อว่า Strive Forward เหล่านี้ล้วนเป็นงานของฝ่ายกราฟิก ที่ต้องสร้างสรรค์งานศิลป์ให้ออกมาตรงกับคอนเซปต์และสะท้อนความเป็น TEDx ให้มากที่สุด ต้า-ภาณุ ตรีธวัชชัยวงศ์ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในทีมงานออกแบบงานกราฟิกต่างๆ ที่ปรากฎสู่สาธารณชน “เราเชื่อว่า TED เป็นพื้นที่สำหรับการกระจายความคิดดีๆ ไอเดียแปลกใหม่ เป็นช่องทางที่ขยายไอเดียเล็กๆเหล่านั้นให้เกิด impact กับสังคมได้จริงๆ หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆในสังคม ดังนั้น เราจึงตั้งใจสมัครเป็นส่วนหนึ่งของทีม ด้วยศักยภาพและความสนใจส่วนตัวในเรื่องของกราฟิกดีไซน์ เมื่อมีโอกาสเราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดีดีผ่าน TEDx” ต้าเล่าถึงความเชื่อของตัวเองที่มีต่อ TEDx ต้ายังเสริมอีกว่า “การได้มาคลุกคลีกับTEDx กับผู้คนที่มีความเชื่อคล้ายๆกัน สร้างแรงบันดาลใจให้ผมหลายอย่าง ทั้งในเรื่องการทำเพื่อสังคม ส่งต่อสิ่งดีๆ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สังคมปัจจุบันกำลังต้องการ ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า คุณไม่ได้กำลังทำหรือช่วยเหลือสังคมเพียงคนเดียว แต่มีคนอีกมากที่กำลังสรรสร้างความเชื่อเหลือ การให้ ในแบบที่แต่ละคนถนัด” สำหรับงานกราฟิกแล้ว แนวทางของการทำกราฟิกคงจะต้องทำตามธีมที่ระบุไว้ รวมถึงต้องดึงความโดดเด่นของงานตัวหนังสือผ่านสัญลักษณ์สีแดงและสีขาวของ TEDx แต่สำหรับต้า งานกราฟิกที่เขาทำให้ TEDx จะต้องมีกลิ่นไอของความแปลกใหม่และเอกลักษณ์ในงานของเขาลงในงานกราฟิกที่ออกมา “ เรื่องความเรียบง่าย สีแดง ขาว ดำและเทา แต่แฝงไปด้วยความมีพลัง เกิด impact ต่อคนที่ให้คือองค์ประกอบหลักในการทำงาน อีกส่วนหนึ่งคือพยายามนำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่ให้เข้ากับธีม อย่างปีนี้ นำเสนอในธีม Strive forward เราก็มีความพยายามในการสื่อให้ตรงตามธีม ซึ่งจะเห็นได้จาก logo และ artwork ต่างๆ” ความท้าทายของงานกราฟิกไม่ได้มาจากตัวงานที่ยาก แต่มาจากคนจำนวนมากที่มาทำงานร่วมกัน ต้ายังเล่าถึงปัญหานี้และการแก้ปัญหาที่เขาเคยเจอว่า “การทำงานอาสาสมัครกับผู้คนที่หลากหลายจำนวนมากเป็นความท้าทายอยู่แล้ว ปัญหาในเรื่องความไม่เข้าใจกัน เรื่องการทำงานภายใต้เวลาที่จำกัด แต่ด้วยความเชื่อว่าอาสาสมัครทุกคนที่มาทำงานนี้ มี passion คล้ายๆกัน จึงทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก้ไขได้ไม่ยาก ทุกคนมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมต่อกันได้ ความพยายามเข้าใจกันและกัน และพร้อมที่จะสนับสนุนกัน เป็นสิ่งที่ช่วยลดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น” ความท้าทายของงานกราฟิกไม่ได้มาจากตัวงานที่ยาก แต่มาจากคนจำนวนมากที่มาทำงานร่วมกัน เมื่อถามถึง TEDx ที่ชอบที่สุดในปีนี้ เขาตอบว่า “ก็คงเป็นของพี่อาร์ต ในยุคสมัยปัจจุบันที่ Technology พัฒนาไปไกลเกินจะคาดการณ์ได้ มนุษย์เรามีความสะดวกสบายมากขึ้น จริงไหมครับ แต่มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ เพียงแค่ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป ไม่ได้ต้องการความสะดวกสบายอะไรมากนัก เทคโนโลยีกลับเข้าไม่ถึงกลุ่มคนกลุ่มนี้ ผมเชื่อว่าผู้พิการควรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นของผู้พิการยังเป็นไปได้ยากและมีปริมาณน้อย ทอร์คนี้อาจจะทำให้ใครหลายๆคนหันมาสนใจและทำความเชื่อของผมให้กลายเป็นจริงก็ได้นะครับ” นี่ก็คงเป็นบทสรุปความเชื่อของต้าที่มีต่อ TEDx  

Interview

[TEDxChula] ธีร์ เชาว์ปรีชา : เพราะภาพถ่ายไม่ได้แค่บันทึกเหตุการณ์


โดย เมื่อ

“ เราเชื่อในศักยภาพของตัวเรา ว่าเราจะตั้งใจ  มุ่งมั่นกับการถ่ายภาพอย่างสุดความสามารถ และสัญญาว่าจะถ่ายภาพเพื่อแสดงตัวตนและความคิดของ speaker แต่ละคนให้ออกมาดีที่สุด ผ่านทางภาพ เพื่อทำให้ผู้ชมได้รับสิ่งดีๆกลับไปเหมือนที่เราสามารถสัมผัสได้ ภาพถ่ายไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึง ความคิด จิตวิญญาณ สภาพสังคม อารมณ์ และความรู้สึก ที่ถูกฉาบด้วยภาพถ่ายแต่ละภาพ” ธีร์-ธีร์ เชาว์ปรีชา นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวด้วยความเชื่อในศักยภาพตัวเองอย่างแน่วแน่ เพื่อที่จะถ่ายทอดภาพที่ดีที่สุดในงานออกมา และประสบการณ์ที่มากกว่า 2 ปีของธีร์ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ถูกนำมาใช้อีกครั้งในฐานะช่างภาพประจำงาน TEDxChulalongkornU ความท้าทายในการถ่ายภาพนอกจากจะเป็นการถ่ายรูปที่มีแสงน้อยโดยต้องรบกวนผู้ชมให้น้อยที่สุดแล้ว การถ่ายคาแรกเตอร์ของ speaker แต่ละคนก็สำคัญในการจัดองค์ประกอบภาพหรือแม้แต่แสงและสีของภาพ “แนวการถ่ายภาพสำหรับงาน Ted talk ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับคาเรคเตอร์ของ speaker แต่ละคน และสภาพแวดล้อม  ตัวอย่างเช่น  หากถ่ายนักวิชาการ เราจะสร้างสรรค์โทนสีให้ออกมานุ่มนวล ละเอียดลออ เช่น การใช้สีขาวเป็นโทนของภาพ เลี่ยงการใช้สีสันฉูดฉาด และควบคุมการปรับแสงให้สอดคล้องกับการใช้สีและโทนของภาพ เพื่อเป็นตัวแทนของการชี้ทางสว่างความรู้ (enlighten knowledge)” ธีร์อธิบาย    ภาพถ่ายไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึง ความคิด จิตวิญญาณ สภาพสังคม อารมณ์ และความรู้สึก ที่ถูกฉาบด้วยภาพถ่ายแต่ละภาพ” นอกเหนือจากความท้าทายแล้ว เหล่าช่างภาพยังต้องเผชิญอุปสรรคหลายๆ อย่าง (ซึ่งเขาไม่พยายามเรียกว่าปัญหา) ประกอบกับความคาดหวังของฝ่ายต่างๆ ที่ต้องการผลงานของเขาเพื่อเผยแพร่สู่สายตาสาธารณะ ธีร์บอกว่า “ช่วงเวลาในการทำงานที่จำกัดที่ถ่าย speaker ตามสถานที่ต่างๆ ให้ทันเวลา นอกจากอุปสรรคด้านภาวะแรงกดดัน ความผิดพลาดจากการทำงานฝ่ายอื่นที่ทำให้การทำงานฝ่ายช่างภาพล่าช้า เป็นอุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่ง วิธีการแก้ไขอุปสรรคดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดคือ เราคิดว่าอุปสรรคทุกอย่างแก้ไขได้    ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ ในไม่ช้า เราก็จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้” แน่นอนว่าการเลือกมาทำงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ยังได้แรงบันดาลใจหรือความเชื่อใหม่ๆ “ที่เราได้รับคือพลังบวกที่ผลักดันให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ทุกครั้งที่ photo ไปถ่ายภาพของ speaker แต่ละคน เราไม่ได้จดจ่ออยู่กับการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสนใจกับความคิด ทัศนคติ และ ความรู้สึกของ speaker แต่ละคนที่เราสัมผัสได้ เมื่อเราสัมผัสได้ เราจะได้รับชุดความคิดกลับมาเป็นของเราและตกผลึกเป็นพลังบวกที่แตกต่างและน่าสนใจ จนทำให้เรารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก” ธีร์กล่าวอย่างมีความสุข ธีร์ยังเพิ่มเติมอีกว่า “มากกว่าแรงบันดาลใจ เราได้รู้จักกับ “ครอบครัวใหม่”   ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นมิตร และพร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ  ครอบครัวที่ไม่ใหญ่โตแต่ทรงพลังทั้งพลังกายและพลังใจ  มีสมาชิกที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์  และที่สำคัญเราอยากบอกว่า งาน EDxChulalongkornU  ปีนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดใครสักคนในครอบครัวไป” ภาพของธีร์ที่ได้ออกมานั้น ก็ปรากฎชัดถึง “ความเชื่อ” ที่เขามีต่อครอบครัว TEDxChulalongkornU แห่งนี้  

Interview

หมิว ธนียา : แอดมินเพจHIWSUS สู่การเป็น Social Media Planner TEDxChula


โดย เมื่อ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียครองพื้นที่การสื่อสารอย่างรอบด้าน ทำให้ TEDxChula จำเป็นต้องมีตำแหน่ง Social Media Planner รับผิดชอบหน้าที่นี้โดยเฉพาะเพื่อช่วยส่งต่อสิ่งดี ๆ สู่ผู้คนให้มากที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ หมิว-ธนียา ตันติสาธิต นิสิตปี 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่ได้นำประสบการณ์จากการเป็นแอดมิน ฯ และบล็อกเกอร์มาช่วยในการทำงานครั้งนี้     “เชื่อว่าตำแหน่งนี้น่าจะตอบโจทย์สิ่งที่เราทำอยู่ได้ตรงจุด สามารถนำศักยภาพในตัวเองออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์และพัฒนาศักยภาพตรงนั้นไปพร้อม ๆ กันเวลาทำงาน” คือเหตุผลที่เธอเลือกมาทำงานนี้ หมิวยังเสริมอีกว่า “ยิ่งได้มาทำใน TEDxChula เวทีที่ส่งต่อความคิดดี ๆ ผ่านประสบการณ์อันหลากหลาย จุดประกายแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้คนในวงกว้างและเราได้มาเป็นส่วนหนึ่งที่มีหน้าที่ทำให้สิ่งนี้ขยายไปสู่ผู้คนผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ทำให้รู้สึกดีมากที่ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นผู้พูดให้พวกเขาฟังเอง  แต่ว่าเราก็สามารถเป็นปากเป็นเสียงที่ทำให้ข้อความดี ๆ เหล่านี้ส่งไปยังผู้คนในหลากหลายที่และร่วมส่งต่อมันไปด้วยกันอย่างก้าวไกล” เธอมองว่าโซเชียลมีเดียจำเป็นอย่างมากกับการประชาสัมพันธ์งาน TEDxChula เพราะยิ่งมีปฏิกิริยาตอบรับ (interaction) มากเท่าไร ยิ่งเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นเท่านั้น เฟซบุ๊กที่เป็นช่องทางหลักในการรับข่าวสารของคนส่วนใหญ่จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เธอให้ความสำคัญ นอกจากจะรู้ปฏิกิริยาตอบรับแล้ว ยังสามารถตอบคำถามและถ่ายทอดสด (live) เพิ่มความใกล้ชิดกับผู้สนใจได้มากขึ้นด้วย ส่วนทวิตเตอร์แม้จะมีการรีทวิตและติดแฮชแท็กที่สร้างกระแสได้ไว แต่ก็จำกัดตัวอักษรทำให้บอกรายละเอียดมากไม่ได้ “การที่มีคนแชร์โพสต์ TEDxChula ของเราเพียง 1 ครั้งเพียงเพราะเขารู้สึกสนใจและอยากส่งต่อความคิดดี ๆ ในโพสต์ดังกล่าว ก็อาจทำให้โพสต์นั้นกระจายกว้างไปแบบทั่วโลกได้ในพริบตาเพียงเพราะมีคนให้ความสนใจพร้อม ๆ กัน ดังเช่นกระแสสังคมในทุก ๆ วันนี้ จึงเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่าโซเชียลมีเดียในช่องทางต่าง ๆ ที่ทำอยู่นี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้ TEDxChula ประสบความสำเร็จในปีนี้และปีต่อ ๆ ไปแน่นอน” การที่มีคนแชร์โพสต์ TEDxChula ของเราเพียง 1 ครั้ง ก็อาจทำให้โพสต์นั้นกระจายกว้างไปแบบทั่วโลกได้ในพริบตา จึงเชื่อมั่นว่าโซเชียลมีเดียในช่องทางต่าง ๆ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้ TEDxChula ประสบความสำเร็จในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป ทั้งนี้การใช้โซเชียลมีเดียก็ต้องระมัดระวังและรอบคอบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวอย่างภาษา, กฎหมาย, ศาสนา, พฤติกรรมและความนิยม เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าใครสามารถรับรู้เนื้อส่วนนี้และคิดเห็นอย่างไร จึงต้องแสดง “ความเป็นกลาง” ให้มากที่สุดเพื่อป้องกันความขัดแย้งและไม่ให้เกิดข้อความด้านลบในเพจ ทีมโซเชียลมีเดียจึงต้องควบคุมการกระจายข่าวสารและรายละเอียดทุกอย่างให้ถูกต้องและคงความเป็น TEDxChula ให้มากที่สุด เมื่อถามถึงสิ่งที่ผู้ฟังจะได้จาก TEDxChula เธอตอบอย่างมั่นใจว่าทุกคนต้องได้อะไรกลับไปแน่นอน “อย่างที่รู้กันว่า TED นั้น เป็นการร่วมส่งต่อความคิด ประสบการณ์ แรงบันดาลใจในด้านต่าง ๆ อย่างหลากหลายให้แก่ทุกคน ดังนั้นไม่ว่าเรื่องใดก็ตามที่คุณฟัง ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่คุ้นเคยหรือถนัด บางเรื่องอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ แต่เชื่อเถอะว่าพวกเราได้ล้วนเตรียมสิ่งดี ๆ ที่จะทำให้ผู้ฟังทุกคนเกิดแรงกายแรงใจในการกระทำสิ่งที่ดีให้แก่ตัวคุณเองและโลกใบนี้อย่างแน่นอน” นอกจากสิ่งดี ๆ ที่มอบให้กับผู้ฟังแล้ว TEDxChula ก็ได้มอบหลายสิ่งให้กับหมิวจากการเป็นหนึ่งในทีมงานเช่นกัน เธอคิดว่าการมาทำงานนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด เพราะไม่ว่าจะ TED หรือ TEDx ก็ดูเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ ซึ่งสิ่งที่ได้รับกลับมาตลอดการทำงานหลายเดือนก็ไม่ทำให้เธอผิดหวังทั้งประสบการณ์ ทักษะทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเสียสละและความอดทน “สิ่งที่ไม่เหมือนกับการทำกิจกรรมอื่นเลย คือ เรื่องของความเป็น TED ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันกับทีมงาน ทุกการ Brief ทุก Keyword ทุก Theme ที่ร่วมกันคิด มันเป็นเหมือนได้ซึมซับการส่งต่อสิ่งดี ๆ เพราะเราก็อยากทำให้ผู้ฟังรับรู้และเข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อออกไปได้มากที่สุด หลังจากนี้ก็คงยึดหลักความเชื่อในพลังการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้แก่ทุกคนเลยทีเดียว” หมิวกล่าวทิ้งท้าย สิ่งที่ไม่เหมือนกับการทำกิจกรรมอื่นเลย คือ เรื่องของความเป็น TED ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันกับทีมงาน ทุกการ Brief ทุก Keyword ทุก Theme ที่ร่วมกันคิด มันเป็นเหมือนได้ซึมซับการส่งต่อสิ่งดี ๆ  

Chula Life

4 เคล็ด(ไม่)ลับพาหนีโสด ฉบับเด็กนิเทศ


โดย เมื่อ

1.อย่ามีแฟนเป็นคนในคณะ คำเตือนเรื่องหัวใจสำหรับเหล่าเด็กนิเทศก็คือ อย่ามีแฟนเป็นคนในคณะ ถ้าได้คนที่ดีเข้ากันได้และเวิร์คไปเลย จะเป็นคู่ที่เข้าใจกันสุดๆ เป๊ะปังเว่อ แต่ถ้าพลาดได้คนไม่ดี ไม่เข้าใจกัน ก็มีพังได้นะจ๊ะ เพราะถึงเลิกกัน แต่กิจกรรมคณะก็เยอะ อีเวนท์ก็แยะ ก็คงหนีหน้ากันไม่พ้นจากใต้ถุนคณะแน่ มิหนำซ้ำถ้าไปเจอว่าอดีตแฟนของเราไปปิ๊งปั๊งกับใครที่เรารู้จักในคณะอีก มีหวังได้ช้ำใจวนไปใครๆก็ช่วยไม่ได้เลยนะจ้ะนายจ๋า อีนี่ขอเตือน 2.ถ้าปี1ไม่มีแฟน จะไม่มีแฟนไป4ปี เป็นคำพูดติดปากของเหล่าเด็กนิเทศเลยก็ว่าได้ กับประโยคที่ว่า “ถ้าปี1แกยังไม่มีแฟน แกก็จะไม่มีแฟนไปทั้ง4ปีเลยนะ(เว่ย)” ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเป็นประโยคที่รุ่นพี่ปรมาจารย์นกทั้งหลายอยากจะบอกให้น้องปีหนึ่งรีบๆใช้ความสดใสเข้าสู้แบบเฟรชๆก่อนที่จะโดนงานและการสอบทับถมจนหมดโอกาสสะบัดส่าหรีไปซะก่อน แต่ถ้าคณะอื่นๆอยากจะมาช่วยพิสูจน์ให้ว่าความเชื่อของเด็กนิเทศอันนี้มันไม่จริง เด็กนิเทศทุกปีก็ยินดีจะสะบัดส่าหรีรอเลยจ้า   “ถ้าปี1แกยังไม่มีแฟน แกก็จะไม่มีแฟนไปทั้ง4ปีเลยนะ(เว่ย)” 3.เข้าคณะแล้วเลิกกับแฟน ไม่รู้ว่าพอเข้ามาในคณะแล้วเจอทั้งเฟรชชี่น้องใหม่หน้าใส ทั้งรุ่นพี่สุดเท่แสนเอาใจ หรือเพราะในคณะมีแต่คนหน้าตาดี เลยทำให้เหล่าเฟรชชี่ที่เข้ามาพากันหวั่นไหว โรคหัวใจกำเริบเลิฟ หันมาสวมคอนเวิร์ส โบกมือลาแฟนที่เคยคบมากันถ้วนหน้า แต่เอ๊ะ บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะว่าวิถีชีวิตของนิเทศต่างหากที่ทำให้เหล่าเฟรชชี่ต้องกลับมาห่มสาหรีสวัสดีความโสดกันอีกครั้ง เพราะกิจกรรมในคณะ และภาระงานอีกมากมายที่กองกันสูงประหนึ่งเทือกเขาหิมาลัย ทำให้เวลาของเหล่าเด็กนิเทศแทบจะไม่เหลือ คู่รักที่ไม่เข้าใจว่าทำไม๊ ทำไมพวกเด็กนิเทศจะต้องมาเต้น มาทำละคร มาตอกฉากกันนักหนา เวลาไม่มีให้แบบนี้ ก็ไม่รู้ว่างานยุ่งจริงหรือเธอแอบมีใคร คงไม่แปลกที่หวานใจแต่ละคนในคณะจะทนไม่ไหว ได้แต่ขอเซย์กู้ดบายกันทั้งนั้น แต่เด็กนิเทศก็อยากจะกระซิบบอกเหลือเกินว่า วอนสังคมเห็นใจพวกเราด้วย ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างไฟจากการเผางานของนิเทศ กับความฮ็อตปรอทแตกของพี่ราม พระเอกละครปีนี้ อะไรจะร้อนแรงไปกว่ากัน 4.ทำฉากแล้วได้แฟน ก่อนที่ละครนิเทศของทุกปีจะได้แสดงให้กับคนดูได้ดูกัน เด็กนิเทศทั้งสี่ชั้นปีก็ต้องรวมตัวช่วยกันทำฉากละครที่ใต้ถุน กลายเป็นแหล่งที่ทำให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง และเพื่อนๆได้มาพบปะกัน ใครทำฉากมือเลอะ ก็มีคนป้อนน้ำป้อนขนม นั่งทำฉากด้วยกันไป นั่งมองตากันไป ก็อาจจะเกิดปิ๊งปั๊งกันขึ้นมาได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปีนี้เหล่าทีมงานทำฉากจะพากันสะบัดส่าหรีหนีโสด ตามชื่อละครปีนี้รึเปล่าน้า แต่ที่แน่ๆฉากละครปีนี้จะต้องเลิศแน่นอน ถ้าอยากรู้ว่าพลังรัก เอ้ย! พลังการร่วมแรงร่วมใจของเด็กนิเทศจะออกมายิ่งใหญ่แค่ไหน ก็อย่าลืมตีตั๋วมาเข้าชมกันนะจ๊ะนายจ๋า เพราะปีนี้ละครนิเทศฯเค้ามาในชื่อเรื่อง “Bharata Shaadi สะบัดส่าหรี หนีโสด” เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองที่ “ความโสดเป็นเรื่องต้องห้าม” สาวฮอตประจำเมืองอย่าง “เอช่า” กำลังยิ้มร่า เตรียมตัวสะบัดส่าหรีเข้าพิธีวิวาห์ แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อว่าที่สามีแสนดีของเธอกลับสลัดรักเธอไปอย่างกะทันหันและไร้เยื่อใย หนทางเดียวที่เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปกติสุข คือการตามหาเจ้าบ่าวมาเข้าพิธีวิวาห์แทนให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความโสดซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวเมืองหยามเหยียดที่สุดจะสร้างปัญหาให้กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อชายหนุ่มที่เธอต้องการมัดใจคือ “ราม” หนุ่มเจ้าสำราญที่เธอเคยฝากแผลใจไว้ให้เจ็บปวดเมื่อครั้งอดีต ปฏิบัติการมัดใจโจทก์รักเก่าครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่? เรื่องราวระหว่างความรักและความแค้นจะลงเอยอย่างไร? มาร่วมลุ้นและหาคำตอบไปพร้อม ๆ กับพวกเขาได้ในละครเวทีนิเทศจุฬาฯ ปีนี้ ขอเชิญผู้ชมที่สนใจร่วมลุ้นไปกับภารกิจหนีโสดสุดมันครั้งนี้ สะบัดเงินเข้ามาซื้อบัตรกัน และมาร่วมสะบัดส่าหรีกันในวันที่ 17-19 และ 24-26 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ ราคาบัตร 250, 300 และ 350 บาท สถานที่จำหน่ายบัตร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 – 18.00น. หรือซื้อออนไลน์ผ่าน www.showbooking.com  

Interview

มาร์ช มาวีร์: PR งาน TEDxChula ที่ทำมากกว่าแค่ขายบัตรให้หมด


โดย เมื่อ

หลายคนคงรู้จัก TED กันดีว่าเป็นเวทีที่สร้างแรงบันดาลใจกับผู้คนมากมาย แล้วถ้าพูดถึง TEDx ล่ะรู้จักของที่ไหนบ้าง? แต่เชื่อไหมว่าคำถามนี้ไม่ใช่แค่ผู้ชมอย่างเรา ๆ ที่สงสัย เหล่าทีมงานเองก็สงสัยเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรให้ TEDx ของตนเป็นที่รู้จักมากที่สุดโดยเฉพาะทีมพีอาร์ที่ประโยคนี้คงวนเวียนอยู่ในหัวหลายครั้งต่อวัน และความท้าทายนี้ก็ทำให้ใครหลายคนอยากลองทำฝ่ายนี้ดูสักครั้งรวมถึง มาร์ช-มาวีร์ รอบบรรเจิด นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี ที่เลือกมาทำตำแหน่ง วางแผนการตลาด (marketing planner) ของทีมพีอาร์งาน TEDxChula ครั้งล่าสุด “ผมเชื่อว่า ทุกคนมีประสบการณ์หรือไอเดียความคิดที่น่าสนใจและมีคุณค่าแก่การเผยแพร่ และ TED ก็คือสถานที่ที่จะสามารถถ่ายทอดสิ่งดี ๆ เหล่านี้ไปสู่คนจำนวนมากได้ ผมก็เลยอยากที่จะเป็นคนๆ หนึ่งที่จะได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อแนวคิดดี ๆ ไปให้กับคนอื่น ๆ ได้มากที่สุด” ความท้าทายของงานพีอาร์ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้คนรู้จักมากที่สุด แต่เป็นเข้าใจอย่างถูกต้องครบถ้วนที่สุด มาร์ชจึงเลือกเน้นช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลักเพราะเข้าถึงผู้ชมได้มากและสื่อสารได้ตรงสิ่งที่ต้องการจะสื่อ (key message) ที่สุดซึ่งสิ่งสำคัญก็คือต้องทำเนื้อหา (content) ให้ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายหลักและเข้าถึงง่าย นอกจากบนพื้นที่สื่อออนไลน์แล้วสื่อออฟไลน์อย่างสื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นสิ่งที่มาร์ชต้องรับผิดชอบเช่นกันการวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขามองว่าการลงมือทำตามแผนที่วางไว้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะเขาเชื่อว่าถ้าเกิดวางแผนไว้ดีแล้วแต่ไม่สามารถทำตามแผนได้ก็ไม่มีความหมาย เมื่อถามถึงจุดเส้นชัยของฝ่ายนี้ เขาตอบว่า “สำหรับการ PR อื่น ๆ งานสำเร็จอาจจะหมายถึงการขายบัตรหมด หรือมีคนมาดูเยอะๆ แต่สำหรับผม ผมมองว่างานจะสำเร็จจริงๆก็ต่อเมื่อมีคนมาดูงานของเราแล้วเขาได้รับแนวคิดดีๆหรือแรงบันดาลใจกลับบ้านไป ที่สำคัญคือสามารถนำเอาไปปรับใช้ได้จริงและเกิดการส่งต่อให้กับคนรอบข้าง เกิดเป็นแนวคิดดีๆสร้างผลสะท้อนเชิงบวก (positive impact) ให้กับสังคมของเราครับ” สำหรับการ PR อื่น ๆ งานสำเร็จอาจจะหมายถึงการขายบัตรหมด หรือมีคนมาดูเยอะๆ แต่สำหรับผม ผมมองว่างานจะสำเร็จจริงๆก็ต่อเมื่อมีคนมาดูงานของเราแล้วเขาได้รับแนวคิดดีๆหรือแรงบันดาลใจกลับบ้านไป ที่สำคัญคือสามารถนำเอาไปปรับใช้ได้จริง ทั้งภาระงานและความยากของฝ่ายพีอาร์คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำทั้งหมดนี้ได้เพียงคนเดียว มาร์ชจึงขอยกความสำเร็จนี้ให้กับทีมของเขาด้วย “ผมคิดว่าปัจจัยหลักที่ทำให้งานนี้สำเร็จเลยก็คือ การทำงานเป็นทีม (teamwork) และ ความรับผิดชอบ (commitment) ครับ เพราะว่า TED นั้นไม่ใช่งานที่คนคนเดียวจะทำให้สำเร็จได้ เราจึงต้องมีทีมที่พร้อมจะมาร่วมมือกันทำงานนี้ ถ้าเกิดขาดคนใดคนหนึ่งในทีมนี้ไป ผมเชื่อว่างานนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เลย และงานนี้เป็นงานที่จะต้องใช้เวลาเตรียมตัวมาก คนในทีมของเราจึงต้องมีความตั้งใจที่เหมือนกันและมุ่งมั่นอยากที่จะทำให้งานจึงจะทำให้งานนี้สำเร็จขึ้นมาได้ครับ” เนื่องจากต้องทำงานเป็นทีมและประสานกับหลายฝ่ายปัญหาหลักจึงหนีไม่พ้นเรื่องของการสื่อสารแต่การเรียนรู้และความรอบคอบก็ช่วยให้ปัญหานี้ลดลงได้ ซึ่งตรงนี้เองทำให้เขาได้รู้ว่าการทำงานจริง ๆ แตกต่างจากในห้องเรียน แต่ก็ทำให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่มากขึ้น และที่สำคัญคือทำให้รู้สึกดีจากการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งต่อความคิดที่ดี ๆเหล่านี้ไปสู่คนอื่นอีกหลายคน TED นั้นไม่ใช่งานที่คนคนเดียวจะทำให้สำเร็จได้ เราจึงต้องมีทีมที่พร้อมจะมาร่วมมือกันทำงานนี้ ถ้าเกิดขาดคนใดคนหนึ่งในทีมนี้ไป ผมเชื่อว่างานนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เลย แน่นอนว่านอกจาก TEDx จะให้แรงบันดาลใจกับคนที่มาฟังแล้ว ทีมงานอย่างมาร์ชเองก็ได้รับสิ่งดี ๆ เช่นกัน “เมื่อทำงานตรงนี้เรื่อยๆมันทำให้เราเรียนรู้อะไรเยอะมากโดยเฉพาะการเรียนรู้จากปัญหา เลยทำให้เชื่อมั่นว่าทุกความสำเร็จมันต้องมีอุปสรรคเสมอ ถ้ามันไม่มีอุปสรรคแสดงว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย เราก็พยายามช่วยกันแก้ทำให้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ จนทำให้เรามีความเชื่ออีกว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอถ้าเราช่วยกันแก้ไขครับ บางครั้งสำหรับเรามันอาจจะเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก แต่ถ้าเราปรึกษาคนอื่น ๆ หรือช่วยกันปัญหามันอาจจะเล็กมาก ๆ แล้วแก้ไขได้ไม่ยากครับ”

Interview

จุดเริ่มต้น TEDxChula ทอลค์ระดับโลกฝีมือนิสิตจุฬาฯ


โดย เมื่อ

พึ่งจบกันไปสำหรับงาน TEDxChulalongkornU ซึ่งปีนี้มาภายใต้หัวข้อ “STRIVE FORWARD” ถือได้ว่ากระแสตอบรับงาน TEDxChula นั้นดีเยี่ยมในทุกๆปี สังเกตได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมงาน จำนวนผู้เข้าชมถ่ายทอดสด จำนวนยอดผู้เข้าชมวิดิโอบันทึกการพูดในช่อง Youtube และความคิดเห็นต่างๆตามสื่อ social media ใครจะทราบว่าเบื้องหลังการประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้เกิดจากการร่วมมือของนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยนี่เอง และวันนีี้ CHU! จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “ดร. ทิม นพรัมภา” อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่จุดประกายความคิดในการจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อให้นิสิตได้ลงมือทำงานจริง เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนและส่งต่อความคิดๆดีให้กับสังคม อาจารย์เล่าให้ฟังถึงแรงจูงใจและกระบวนการในการขอลิขสิทธ์ TED มาทำกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า “ตัวอาจารย์เองเรียนและเป็นอาจารย์อยู่ที่อเมริกามานานมาก พอมาสอนที่จุฬาฯ เราก็สัมผัสได้ว่าเด็กที่นี่มีความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กเมืองนอกเลย แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ต่างคือ ทำไมเด็กจุฬาฯ ถึงชอบอยู่ในกรอบ จริงๆไม่ใช่แค่เด็กจุฬาต้องเรียกว่าเด็กไทย  ไม่ว่าจะมัธยมหรืออุดมศึกษาแทบทุกคนอยู่ในกรอบหมด เวลาสอนก็นั่งฟังกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดคุย โต้แย้งกับอาจารย์เลย  แล้วพอดีทางคณบดีกับรองคณบดีคณะพาณิชย์ฯ ก็บอกเราว่าเดี๋ยวนี้ TED มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยนะ เราสนใจอยากทำไหม ลองศึกษาดู ประกอบกับที่เราชอบ TED อยู่แล้วจึงลองอ่านศึกษา ก็พบว่าเป็นงานที่ไอเดียดี อยากทำ แต่ทำคนเดียวคงไม่ไหว ก็ได้อาจารย์คณิตเข้ามาช่วย เพราะอาจารย์คิดว่ามันจะให้ประโยชน์กับเด็กเรามากเลย ถ้าได้ลองทำงานจริง ได้คนที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดความคิดให้เขาฟังแบบสนุกภายในสิบแปดนาที จึงคิดจะทำขึ้นมาเป็นครั้งแรก  ตอนแรกไม่รู้เลยว่าต้องจัดงานอย่างไร แต่ช่วงนั้นคุณมาตินผู้ริเริ่มการจัด TED ในไทยมีการจัด workshop ที่เชียงใหม่ เป็น mini event ของ TEDxChiangmai อาจารย์กับอาจารย์คณิตก็ได้ไปเข้าร่วม เพราะแจ้งความประสงค์ไปว่าอยากจัด TED ในจุฬาฯ เขาก็สอนเราว่ากระบวนการต่างๆต้องทำอย่างไรบ้างพอกลับมาเราก็มานั่งกรอกใบสมัคร นั่งคิดว่าจะใช้ชื่ออะไรดี ซึ่งกว่าจะขอลิขสิทธิ์มาได้ก็นานมาก”  จริงๆไม่ใช่แค่เด็กจุฬาต้องเรียกว่าเด็กไทย  ไม่ว่าจะมัธยมหรืออุดมศึกษาแทบทุกคนอยู่ในกรอบหมด ความคิดที่น่าชื่นชมของอาจารย์อย่างหนึ่งนั่นคือ การที่จะไม่เริ่มต้นจากการบอกเด็กว่าถูกหรือผิด เพราะเด็กจะโฟกัสแค่จุดเดียว ว่าจุดที่บอกคือสิ่งที่ต้องทำ ตัวอาจารย์เองอยากให้นิสิตช่วยกันคิด ฟุ้งให้เต็มที่ แล้วค่อยช่วยแนะ ทำให้เข้าที่เข้าทาง เสมือนว่ามีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่ถ้าบอกก่อนว่าอะไรถูก นิสิตก็จะใช้แค่หนึ่งตารางเมตรตรงนั้นที่อาจารย์บอกว่าถูก แต่ถ้าได้ความคิดทั้งหมดจากหลายๆคนมันก็จะเพิ่มคุณค่ายิ่งขึ้น  สามารถใช้พื้นที่ในการคิดและพัฒนาได้มากขึ้น  นอกจากนั้นเด็กๆจะได้ร่วมงานกับบุคคลที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ เช่น การดึงพี่ๆ BEC-Tero มาช่วยทำโปรดักชั่น การถ่ายทำวิดิโอ ถ่ายทอดสด นิสิตก็จะได้เรียนรู้งานการจัด event เขียนแผนงานจากพวกพี่เขา หรือการคุยงานกับสปีกเกอร์นั้นก็จะได้มุมมองอะไรกลับไปเยอะ ทุกคนจะได้เรียนรู้จากการทำงานจริง เสมือนว่ามีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่ถ้าบอกก่อนว่าอะไรถูก นิสิตก็จะใช้แค่หนึ่งตารางเมตรตรงนั้นที่อาจารย์บอกว่าถูก แต่ถ้าได้ความคิดทั้งหมดจากหลายๆคนมันก็จะเพิ่มคุณค่ายิ่งขึ้น  สามารถใช้พื้นที่ในการคิดและพัฒนาได้มากขึ้น แน่นอนว่าในทุกการทำงานนั้นย่อมประสบกับปัญหาหรือความท้าทายต่างๆTEDxChula เองก็ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน อจารย์บอกกับ CHU! ว่า “อย่างแรกคือมันยังไม่มั่นคงด้วยตัวเอง เราอยากให้เด็กๆลุกขึ้นมาทำต่อกันเอง โดยที่ไม่ต้องมีอาจารย์เป็นตัวตั้ง เป็นชมรมหรือเป็นกลุ่มนิสิตอะไรก็ได้ อย่างที่สองคือ เราอยากให้เด็กพัฒนา ถ้าเราทำแบบเดิมเหมือนทุกปี นิสิตก็จะไม่พัฒนา เพราะฉะนั้นเราต้องทำอะไรที่มันไม่เหมือนเดิม ฉีกแนว เช่นปีแรกเราจำกัดคนเข้าฟังหนึ่งร้อยคน  ปีที่สองเราเลยมีโจทย์ว่าต้องมีผู้ฟังมากขึ้นกว่าเดิม อาจารย์เลยไป workshop ที่สวิสเซอร์แลนด์มา ซึ่งถ้าไปอันนี้เราจะสามารถจัดงานได้แบบไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง ถือว่าเป็นสาม TED ในไทยที่ทำได้ จากนั้นเราตั้งเป้าว่าใหญ่อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้แน่นขึ้นด้วย ทุกฝ่ายก็จะมีโจทย์ที่ยากขึ้น เช่น ฝ่าย curator ก็ยากขึ้นกับการพูดคุยกับสปีกเกอร์เพื่อคิดเรื่องที่จะพูด  ฝ่าย PR ก็ยากในการทำอย่างไรให้คนฟังมาเต็มจำนวน แล้วปีนี้เราจะทำอย่างไรให้เด็กพัฒนาขึ้น เพราะเราก็ใหญ่แล้ว ดังนั้นเราต้องไม่มาแนวเดิม ซึ่งนั่นทำให้ต้องคิดต่อว่าแล้วจะทำอย่างไรหล่ะ มันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องท้าทายในทุกปี เพื่อที่ทุกคนจะได้คิดใหม่ ทำใหม่ กล้าออกจาก comfort zone” หากถามถึงปัจจัยที่ทำให้ TEDxChula ประสบความสำเร็จ อาจารย์ทิมมองว่าเกิดจากหลายปัจจัย อย่างแรกคือศักยภาพของนิสิต เด็กๆที่มาทำตรงนี้ทุกคนเก่ง มีความสามารถ ช่วยกันคิดหาทางออก ทางแก้ไขให้กับปัญหาสังคมไทย ความคิดก็มาจากหลายมุมมองเพราะนิสิตมาจากหลากหลายคณะ อาจารย์เป็นเพียงพี่เลี้ยงที่คอยตบซ้าย ตบขวาให้เข้าที่ และผลักดันให้ทุกคนไปถึงจุดสูงสุดของความสามารถ TEDxChula จึงมีความสดใส นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจากคณะ มหาวิทยาลัย และพาร์ทเนอร์เป็นอย่างดี เพราะกระแสตอบรับที่ล้นหลามในสองปีที่ผ่านมา ปีนี้จึงได้ดำเนินการจัดต่อ ซึ่งความโดดเด่นของ TEDxChula ในปีนี้นั้น คือไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่จะผลักดันให้คนลงมือทำจริงๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม นิทรรศการก็จะไม่น่าเบื่อ กิจกรรมในนิทรรศการเน้นการลงมือทำจริง เพราะไม่อยากให้ผู้ฟังมีแรงบันดาลใจแค่ตอนฟัง หรือหลังจบงานเพียงหนึ่งสัปดาห์ อยากให้พอฟังเสร็จได้แรงบันดาลใจแล้วรู้สึกว่าต้องทำให้ได้ แล้วกลับไปทำจริงๆ TEDxChula ในปีนี้นั้น คือไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่จะผลักดันให้คนลงมือทำจริงๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม เราถามต่อว่าถ้ามีโอกาสมี Talk เป็นของตนเองอาจารย์ทิมจะพูดเรื่องอะไร อาจารย์หัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถ้าอาจารย์มีโอกาสได้พุดคงอยากพูดเรื่องการจัดกิจกรมพวกนี้มาเข้าในระบบการศึกษา เรียกว่า Active Learning เรียนรู้จากการได้ทำจริง เรารู้สึกว่าตรงนี้มันยังหายไปจากกระบวนการเรียนของไทย ถ้าตรงนี้มันเข้ามาอยู่ในหลักสูตรได้ อาจารย์ว่าเด็กไทยจะไม่ได้แค่เรียนเก่ง แต่จะทำงานเก่งมากด้วย” สุดท้ายเราให้อาจารย์ฝากถึงนิสิตที่สนใจจะมาทำ TEDxChula หากมีโอกาสจัดอีกในปีหน้า “อาจารย์อยากให้นิสิตหลายคณะ ก้าวจากcomfort zone จริงๆ ทุกคนต้องกล้ามารวมตัวกันเพื่อพัฒนาสังคม TEDเป็นการสื่อสารที่สร้าง การเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้จริงๆ  ถ้าทุกคนมารวมตัวกันทำสิ่งนี้ อาจารย์มั่นใจว่าจะได้เรียนรู้ทักษะการทำงานหลายออย่างและได้คืนประโยชน์กลับสู่สังคม”   เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆที่เกิดขึ้นภายในรั้วจุฬาฯของเราที่ผลักดันให้นิสิตได้แสดงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เห็นได้ว่าสิ่งดีๆแบบนี้เกิดจากประกายความคิดและความร่วมมือร่วมใจจากบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย CHU! เชื่อว่าหากทุกคนเชื่อในความสามารถของตน กล้า ที่จะลงมือทำ เราทุกคนในมหาวิทยาลัยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวดีๆและเปลี่ยนแปลงสังคมได้

Article,Chula Life

มองความเชื่อในรั้วสีชมพูผ่านเลนส์


โดย เมื่อ

ในปีหนึ่งๆ จุฬาฯมีนิสิตนับหมื่นคนเดินเข้าและออกจากสถานศึกษาแห่งนี้ บ้างมาเรียน บ้างมาทำกิจกรรม ไหนจะบุคลากรอื่นที่ไม่ใช่นิสิต เช่น อาจารย์ พนักงานขับรถ พนักงานทำความสะอาด ยิ่งสถานที่นั้นมีคนเยอะ ความคิดในแต่ละเรื่องก็ยิ่งแตกต่างหลากหลาย หรือพูดง่ายๆก็คือยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความคิด และความคิดก็นำมาซึ่งความเชื่อ “ความเชื่อที่แตกต่างกัน” “ความเชื่อกระจายตัวอยู่ทุกที่ เราจะสัมผัสถึงได้หากเรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับความเชื่อนั้น ในจุฬาลงกรณ์แห่งนี้ก็มีความเชื่อมากมาย อาจเป็นความเชื่อที่น่ารักๆ ของนิสิตกลุ่มเล็กๆ หรืออาจจะเป็น ความเชื่อของคนส่วนมากในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แล้วคุณล่ะ มีความเชื่อแบบไหนบ้างในจุฬาฯแห่งนี้” “ชโย ชโย จุฬาฯ สถานศึกษาสง่าพระนาม” “ความเชื่อเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อเป็นของตัวเอง ความเชื่อที่เรายึดถืออาจไม่เป็นความจริง และสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงก็อาจเป็นแค่ความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เราไม่อาจรู้ได้ว่าแต่ละคนมีความเชื่ออย่างไร จนกระทั่งเราได้ไปพูดคุยกับพวกเขา ลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ พูดคุยกับคนอื่นเยอะๆ เราจะได้อะไรกลับมามากมายแน่นอน” “เด็กวิทย์กีฬา เค้าก็ไม่ได้เป็นนักกีฬาสุดโหดทุกคนหรอกนะ” สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงก็อาจเป็นแค่ความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เราไม่อาจรู้ได้ว่าแต่ละคนมีความเชื่ออย่างไร จนกระทั่งเราได้ไปพูดคุยกับพวกเขา ลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ เราจะได้อะไรกลับมามากมายแน่นอน “มีความเชื่อยิบย่อยที่ถูกจำกัดอยู่แค่ในบางสังคม บางคนก็เจอกับมันทุกวัน แต่สำหรับบางคนที่ไม่ใช่คนในท้องที่นั้นๆ ก็คงไม่อาจจะรู้ได้เลย เพราะอันที่จริงแล้วทุกๆที่ในจุฬาฯ มี รายละเอียดเล็กๆซ่อนอยู่มากมาย อาจเป็นความเชื่อที่สร้างความเฮฮาในหมู่เพื่อน ความเชื่อสนุกๆในแต่ละกิจกรรมของคณะ หรือ ความเชื่อที่ทำให้เราขนหัวลุก ทุกสิ่งพร้อมที่จะให้เราไปค้นหา ถ้าเรากล้าเปิดใจ” “ถาปัตย์เป็นอีกคณะที่มีความเชื่อเยอะและน่าสนใจมาก แต่มันถูกจำกัดอยู่ในลานของพวกเขาแหละ ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่นัก” “ความเชื่อมักเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ นี่เองที่ทำให้สิ่งนี้แตกต่างจากความจริง แต่ความเชื่อก็เป็นจริงในความรู้สึกของเราเสมอ ถึงเราจะเป็นนิสิตที่ศึกษาเกี่ยวกับหลักความจริง สิ่งที่เป็นตรรกะ แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของใครหลายคนทั้งยามสุขและยามทุกข์เช่นกัน เราอยู่ในสังคมที่มีความลงตัวระหว่างวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์” “เข้าหอประชุมแล้วเคารพองค์พ่อด้วยนะครับน้องๆ” “ความเชื่อ ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือนกับเพลง เพลงบางเพลงเมื่อหมดยุคสมัยของมัน เพลงก็ถูกลืมเลือนไปตามวันเวลา มีเพลงใหม่ๆ เข้ามาแทนที่อยู่เสมอ บางเพลงก็ฮิตติดตลาดยาวนานเหลือเกิน บางเพลงก็ดังเป็นพลุแตก แล้วก็เงียบหายไป นั่นก็อยู่ที่ว่าคนในรุ่นนี้ได้ร้องเพลงให้คนรุ่นหลังได้ฟังสืบทอดต่อไปไหม” “ตึกนี้เคยใช้ทำกิจกรรมของจุฬาฯมากมาย พอเวลาผ่านไปที่แห่งนี้ก็กลายเป็นเพียงอนุสรณ์ความทรงจำของพี่ๆ รุ่นก่อนๆ” ความเชื่อ ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือนกับเพลง เพลงก็ถูกลืมเลือนไปตามวันเวลา บางเพลงก็ฮิตติดตลาดยาวนาน อยู่ที่ว่าคนในรุ่นนี้ได้ร้องเพลงให้คนรุ่นหลังได้ฟังสืบทอดต่อไปไหม “ความเชื่อส่วนใหญ่ ถูกตีกรอบด้วยสถานที่ สถานที่แห่งหนึ่งมีความเชื่อแบบนี้ อีกสถานที่หนึ่งก็มีอีกแบบ หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะผู้คนมีความทรงจำต่อเวลา สถานการณ์ และสถานที่ ความเชื่อจึงถูกตรึงอยู่กับสถานที่ด้วย” “ไหนตุ๊กแกน้า ว่ากันว่าใครเจอตุ๊กแกบนเรือสำเภาที่อยู่ในตึกนี้จะได้แฟนเป็นเด็กบัญชีแหละ”  

Interview

“เนติวิทย์” นิสิตที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชน


โดย , , เมื่อ

เมื่อพูดถึง ‘เนติวิทย์’ หรือ ‘แฟรงค์’ เราเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมรู้จักเขาในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมานำเสนอมุมมองความเชื่อของแฟรงค์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่สองในบทบาทของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนในความคิดของแฟรงค์คืออะไร “สิทธิของมนุษย์ทุกคนที่พึงมี ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย สิทธิในการอยู่อย่างเสรี ไม่อยู่ภายใต้ความกลัวครับ” แฟรงค์บอกกับเราว่า เส้นทางความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนของแฟรงค์เริ่มต้นขึ้นในสมัยมัธยมฯ ผ่านกระบวนการตั้งคำถามถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของครูและนักเรียนในบริบทของสังคมไทย “ความเชื่อในสิทธิมนุษยชน จริงๆ ต้องพูดว่ามันเป็นชุดความคิดหนึ่ง ที่เชื่อกันอย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับตัวผมเอง มันเริ่มมาจากสมัยมัธยมฯ ก็คือรู้สึกว่าทำไมครู อาจารย์ถึงต้องใช้อำนาจ เขามีสิทธิ์ไหมที่จะใช้อำนาจแบบกดขี่หรือทำให้เรากลัว เลยเริ่มรู้สึกว่าเรามีสิทธิเท่ากับเขาไหม การที่เขามาไถผมนักเรียน เขามีสิทธิตามธรรมชาติเหรอ” คำถามที่เกิดขึ้นผลักดันให้เนติวิทย์ศึกษาข้อมูลต่อมาเรื่อยๆ แม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ จนกระทั่งช่วงมัธยมปลาย จึงก้าวเข้าสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะตัวเองเชื่อว่าสิทธิมนุษยธรรมจะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำ “สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ ตั้งแต่นั้นมาก็รู้สึกว่าเราจะต้องทำ ถ้าเราไม่ทำมันก็คือนามธรรมเท่านั้นเอง มันก็ไม่อยู่จริงถ้าไม่มีใครทำ” สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ เห็นอะไรในสังคมไทยจากสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง “สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก หรือไม่ได้สนใจจริงๆ เพราะสังคมและสภาพแวดล้อมของเราไม่เอื้ออำนวยให้เกิดขึ้นจริง ครู อาจารย์ก็ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย โรงเรียนเองก็เหมือนกัน รวมถึงกระทรวงศึกษาฯ ส่วนใหญ่มีอะไรทันสมัยเขาก็เอามาแปะในหนังสือหมด แล้วเราก็รู้แล้วก็แค่นั้น กับชีวิตจริงก็คนละเรื่อง เราเรียนนิติธรรม นิติรัฐ แต่ถ้าไม่มีนิติรัฐ นิติธรรม ก็ไม่มีความหมาย แล้วก็เป็นสังคมที่มีคนที่มีความรู้เยอะ แต่แนวทางปฏิบัติก็อีกเรื่องหนึ่ง” “แสดงว่าเรารู้สึกว่ามันยังไม่ได้ออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นแค่องค์ความรู้แล้วก็จบอยู่ตรงนั้น ใช่มันสามารถเอามาใช้จริงได้ ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมไทย” การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในจุฬาฯ “มีการร้องเรียนเข้ามามาก เช่นเรื่องการแต่งตัวของนิสิตที่เป็นถกเถียงกัน นิสิตหญิงคณะหนึ่งใส่รองเท้ารัดส้นถูกต้องตามระเบียบไปเรียน แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตักเตือน” แฟรงค์บอก พร้อมเสริมว่า “บางครั้งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ไม่ได้อ่านกฎระเบียบใหม่ ทั้งนี้ได้มีการส่งเรื่องไปที่คณะต่างๆ แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหานี้” “หรือแม้แต่การพูดโจมตี ดูถูกนิสิตในห้องเรียนของอาจารย์บางคณะ โดยใช้ทัศนคติทางการเมืองบางอย่าง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจุฬาฯ เดี๋ยวผมว่าจะไปนั่งฟังอยู่ว่าจริงหรือเปล่า” “และยังมีปัญหาการเก็บเงินของบางคณะที่มีปัญหามาถึงตอนนี้ ซึ่งก็มีนิสิต 7-8 คนส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา” สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก รู้สึกกังวลต่อจุดยืนของตัวเองบ้างไหม “รู้สึกกังวลบ้างครับ แต่พยายามจะไม่รู้สึกอะไร ที่ทำไปทั้งหมดเพราะมีเจตนาดี ผมเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน นิสิตหรือใครก็คือคนไทย ควรจะทำให้ดีขึ้น ไม่ได้ยึดติดในตำแหน่ง แต่กลัวว่าสิ่งที่ทำไปจะพังเพราะคนไม่เห็นค่า แต่เราก็พยายามวางรากฐาน พยายามทำให้นิสิตตระหนักและอยากให้สำเร็จในที่สุด” อะไรที่ทำให้เราเดินต่อถึงจะมีแรงเสียดทานมากมาย   “การศึกษาทำให้เราแตกต่าง ทำให้เรารู้อะไรมากกว่าคนอื่น เราอยู่ในสถานะที่พร้อมกว่า เราก็ต้องคิดเพื่อคนอื่นมากกว่า จริงๆ แล้วสังคมนี้สร้างขึ้นมาจากการช่วยเหลือกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน เราเลยรู้สึกว่าเราควรจะรักษาตรงนี้ไว้ เรียกว่าเอาความรู้และความเชื่อเราไปกระจายให้คนอื่น แต่ก็รู้สึกท้อถอยบ้าง คงอาจจะเป็นเพราะได้อ่านบทกวี บทความดีๆ ฟังเรื่องราวที่มีคนต่อสู้เรื่องสิทธิฯ จากต่างประเทศ ก็ทำให้ผมมีความหวัง” ฝากอะไรเกี่ยวกับคนในจุฬาฯ “อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ ถ้าเรานิ่งเฉยต่อปัญหา ปัญหาแบบเดิมก็จะยังอยู่หรืออาจจะเปลี่ยนไป ในทางกลับกัน เพราะเขาคิดว่าการนิ่งคือเรายินยอม ดังนั้นเราอย่านิ่งเฉย อย่าคิดว่าปัญหาอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน อยากให้ช่วยกัน” อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ สังคมเราจะดีขึ้นได้ไม่ใช่เพียงแต่ทุกคนคอยเรียกร้องหาสิทธิมนุษยชนของตนเอง หากแต่ทว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นได้เราต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่นด้วย  

Interview

พลิกความเชื่อ “ใครว่ารักแท้ผ่านแอพพลิเคชั่นไม่มีอยู่จริง”


โดย , เมื่อ

  ทินเดอร์อาจจะเป็นแอปพลิเคชัน ที่หลายคนเชื่อว่ายากที่จะเจอความรักจริงๆ แต่โซ่ ธนภรณ์ ชายหาด คณะวิทยาศาสตร์ ปีสอง กลับเป็นอีกหนึ่งคนที่ยังเห็นว่าไม่ว่าจะชีวิตจริงหรือแอปพลิเคชัน ก็มีรักดีๆ เกิดขึ้นได้ ความรักครั้งนี้เกิดขึ้นได้ยังไง “ตอนแรกคือเล่นแบบขำๆ ก็ไม่ได้เชื่อว่าจะเจอความรักได้ แต่ส่วนหนึ่งคือเรามีเพื่อนเป็นฝรั่งเยอะ เลยใช้ทินเดอร์ (Tinder) เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกภาษาอังกฤษด้วย” เล่นนานแค่ไหนแล้วเจอกับแฟนคนปัจจุบันได้ไง สามเดือนที่โหลดแอปพลิเคชันนี้ไว้ในโทรศัพท์ แต่โซ่บอกว่าเธอไม่ได้เล่นแบบจริงจัง แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของรักครั้งนี้ “ถ้าปัดขวาคือถูกใจ ถ้าไม่ชอบก็ปัดซ้าย เราปัดหน้าจอไปเรื่อยๆ แล้วก็เจอรูปเขา (แฟนคนปัจจุบัน)  เลยกดเข้าไปอ่านประวัติแบบย่อของเขา เขาลงประมาณว่า เป็นสุภาพบุรุษ 90% อีก 10% เป็นวายร้าย เราว่ามันดูตลกๆ ดี เลยปัดขวา ถ้าสองคนปัดขวาเหมือนกันก็จะแมทช์กัน ถึงจะส่งข้อความคุยกันได้ แล้วเราสองคนก็แมทช์กัน” โซ่บอกว่าตอนที่ปัดขวาไปเขาอยู่ห่างออกไปประมาณสามกิโลเมตร แต่หลังจาก Match กันแล้วก็ยังไม่ได้คุยกันทันที ผ่านไปสักพักเขาจึงทักมา “เค้าบอกว่าเค้าเพิ่งถึงสิงคโปร์ เราก็ดูระยะทางมันเปลี่ยนจากสามกิโลฯ เป็นสามพันกว่ากิโลฯ สรุปคือเค้าเป็นคนสิงคโปร์ที่มาเที่ยวไทย” โซ่บอกอีกว่า ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจริงจัง เพราะเค้าอยู่ไกล ถ้าอยู่ไทยก็คงนัดเดทกันไปแล้ว “ก่อนหน้านี้เราก็แบบนานๆ ทีถึงจะตอบ เพราะรู้สึกว่าคงเป็นไปได้ แต่มันมีช่วงหนึ่งที่เค้าโทรวิดีโอผ่านไลน์มา แรกๆ เราก็ไม่อยากรับ เหมือนเจอในทินเดอร์ เรากลัว ก็ปฏิเสธไป” โซ่บอกว่าคนที่เคยเล่นทินเดอร์จะรู้ว่าในแอปพลิเคชันมีคนหลายประเภท รวมไปถึงบางคนที่จู่ๆ ก็ทักมาชวนไปทำกิจกรรมเข้าจังหวะตรงๆ หรือบางครั้งก็ส่งรูปวาบหวิวมาให้ใจหายเล่น จึงทำให้ตัวเองอดกลัวไม่ได้ว่าการโทรวิดิโอมาของอีกฝ่ายอาจมีจุดประสงค์แอบแฝง “แต่พอได้คุยกับไปเรื่อยๆ เราได้รู้จักตัวตนเขามากขึ้น ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนทัศนคติดี ความคิดดี หลังจากนั้นก็ได้คุยกันมากขึ้น เรื่อยๆ แล้วก็คุยกันมาตลอด” ทำไมถึงเชื่อในรักครั้งนี้ “คือบางทีเราคบกับใครสักคน เราโฟกัสแค่ปัจจุบัน แต่สำหรับเขา คือเขาคิดไปถึงอนาคตไว้เยอะมาก อย่างเช่น เราไม่ค่อยได้เจอกันนะ เราจะทำยังไง เราจะวางแผนยังไง เขาคิดไว้หมดเลย ทำให้เรารู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้โอเค ถ้าจะเชื่อดูก็ไม่เสียหาย” อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางไกลเป็นไปได้ “ส่วนตัวเราเป็นคนที่ถ้ามีความรักหรือมีแฟน จะไม่ค่อยเป็นคนที่เยอะมาก ไม่ต้องเจอก็ได้ นานๆ เจอทีเราโอเค เพราะเราเป็นคนรักอิสระนิดนึง แบบว่าอยากมีพื้นที่ส่วนตัว เลยไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนั้น ส่วนเขาก็จะคอยพูดอยู่ตลอดว่าเค้ารู้สึกยังไง บอกตลอดว่า ถึงจะห่างกัน แต่ก็ให้เรารับรู้ว่าเขารู้สึกยังไงกับเรา” “ตัวเขาทำให้เรารู้สึกเชื่อว่ามันเป็นไปได้ คือเราก็เคยคุยกันแรกๆ ว่า เออมันดูไม่น่าเป็นไปไม่ได้เลยนะ เจอกันในทินเดอร์ แถมเขากลับประเทศเขาไปแล้ว ไม่ใช่มาเจอกันตอนที่อยู่ไทย แต่เราก็คุยกันมาได้จนถึงตอนนี้” คิดว่าความสัมพันธ์ในอนาคตต่อจากนี้จะเป็นยังไง “ก็… (นิ่งคิด) ตอนนี้ก็คงต้องเชื่อ ว่าจะทำให้มันเป็นไปได้จริงๆ แต่เหมือนเราก็วางแผนกันว่าเราจะทำยังไง โอเคเราจะมาหา สลับกันไป เดี๋ยวเขามาไทยเดี๋ยวเราไปนู่น เราก็ไม่ได้ให้เขาพิสูจน์อย่างเดียวว่าเขาชอบเรา เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นด้วย ต้องมีความไว้ใจเชื่อใจกันเยอะมาก” เราก็ไม่ได้ให้เขาพิสูจน์อย่างเดียวว่าเขาชอบเรา เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นด้วย ต้องมีความไว้ใจเชื่อใจกันเยอะมาก โซ่บอกกับเราว่า ความสัมพันธ์ตอนนี้เป็นไปด้วยดี และตัวเองกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมแฟนหนุ่มที่สิงคโปร์ในวันสุดสัปดาห์ที่จะมาถึง เป็นตัวอย่างความรักที่เกิดขึ้นได้ และกำลังเป็นไปอย่างสวยงามแม้ทั้งคู่จะไม่เคยได้เจอกันจริงๆ  

Interview

เปิดมุมมองชีวิต “นน” นิสิตออทิสติกในรั้วมหาวิทยาลัย


โดย , เมื่อ

เชื่อว่าหลายคนอาจจะมองว่าเด็กออทิสติกไม่สามารถมาเรียนมหาวิทยาลัยได้ แต่นน ขจิตพันธ์ ธีรวรวัชร์ คณะนิเทศศาสตร์ ได้แสดงให้เห็นว่าออทิสติกแล้วอย่างไร เรียนมหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน วันนี้เราจะมาเปิดมุมมองของหนุ่มออทิสติกที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการใช้ชีวิต อธิบายถึงลักษณะอาการของออทิสติกที่เป็นอยู่ให้ฟังหน่อย “เราค่อนข้างที่จะควบคุมระดับอารมณ์ได้ยาก เมื่อปะทะกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่รบกวนสมาธิ เช่นการพูดคุยกับคนจำนวนมาก การสื่อสารที่ไม่คุ้นชินกับคนแปลกใหม่ว่าจะปรับตัวอย่างไรดี นอกจากนี้ ยังมีปัญหากับการปรับตัวบางส่วนของการทำงานในองค์กรที่มี การทำงานยืดหยุ่นหรือไม่เป็นเวลา โดยการปรับตัวและการสื่อสารกับแหล่งใหม่เป็นไปค่อนข้างลำบาก” แล้วอะไรทำให้เราเอาชนะโรคออทิสติกได้ “เราเชื่อว่าเราปกติ ไม่มองว่าตนเองแปลกแยก แม้ว่าการเรียนรู้เราจะค่อนข้างช้า แต่เรียนรู้ได้ พยายามสังเกตคนรอบข้างในการปรับตัวและปฏิบัติตาม การก้าวข้ามผ่านความกลัวอาจไม่ใช่เรื่องง่าย” “ตอนปีหนึ่งเข้ามาใหม่ๆ เรากลัวกลุ่มเพื่อนบางกลุ่มมาก แต่เมื่อรู้จักถึงจะเริ่มหายกลัวไปทีละนิดๆ  การที่เราอยู่กับสิ่งนั้นบ่อยๆ ก็ทำให้เราหายกลัวไปทีละนิด พร้อมคอยกำกับตนเองและปรึกษาเพื่อนสนิทรอบข้างไปด้วย” เราเชื่อว่าเราปกติ ไม่มองว่าตนเองแปลกแยก แม้ว่าการเรียนรู้เราจะค่อนข้างช้า แต่เรียนรู้ได้   ทัศนคติของคนรอบข้าง         “ครอบครัวไม่ได้รู้ว่ามีอาการเหล่านี้แฝงอยู่ แต่มีการคอยดูแล และค่อยๆ สอนให้เรียนรู้การใช้ชีวิต  ส่วนการเข้าสังคมเพื่อนก็จะพยายามหาคนที่เข้าใจเรา สามารถคุยได้ตลอด ในตอนแรกเราไม่ค่อยเข้าหาใครบ่อย แต่การพิสูจน์ฝีมือในการทำงานที่ไม่แตกต่างจากคนทั่วไปทำให้เราสนิทใจกับเพื่อนมากขึ้น” อุปสรรค “การสื่อสารกับผู้อื่น บางครั้งเริ่มพูดไม่ถูก แต่ก็ค่อยเรียนรู้ และต้องฝึกการปรับตัวให้เข้ากับคน องค์กร หรือสถานที่ใหม่ๆ เช่นการฝึกงาน การปรับตัวช่วงแรกต้องค่อยๆ สังเกตและทำความเข้าใจ ต้องใช้เวลาในการปรับตัวที่นานกว่าผู้อื่น ซึ่งกำลังพยายามร่นเวลาให้ปรับตัวให้รวดเร็วยิ่งขึ้น” เป้าหมายในอนาคตต่อไปของเราคืออะไร “เป้าหมายคือการเรียนต่อด้านจิตวิทยาในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์พร้อมทั้ง เสริมสร้างความเข้าใจตนเองเกี่ยวกับอาการออทิสติก และการทำงานด้านสื่อออนไลน์ตามที่ได้เรียนมา” เป้าหมายคือการเรียนต่อด้านจิตวิทยาในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์พร้อมทั้ง เสริมสร้างความเข้าใจตนเองเกี่ยวกับอาการออทิสติก   ความเชื่ออีกหนึ่งอย่างที่นำทางไปสู่ความสำเร็จได้นั่นก็คือความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อเราเชื่อในตัวเอง ความเชื่อมั่นจะนำพาเราให้ก้าวไปสู้เป้าหมาย  

Interview

ไพ่ยิปซีในมุมมองของ “กั้ง” นิสิตวิทยาศาสตร์


โดย , เมื่อ

หลายคนอาจมองว่าความเรื่องเชื่อโชคชะตาเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องการทำนายอนาคตด้วยวิธีการต่างๆ วันนี้กั้ง อรกช เชาว์โพธิ์ทอง จากคณะวิทยาศาสตร์ จะมาแบ่งปันมุมมองความเชื่อเกี่ยวกับไพ่ยิปซีกับทุกคน   จุดเริ่มต้นที่ทำให้เชื่อในไพ่ยิปซีคืออะไร “ตอนแรกเราไม่เชื่อในไพ่ยิปซีเลย ไม่เชื่อว่าแผ่นกระดาษใบหนึ่งมันจะสามารถบอกอนาคตได้ แล้วมีวันหนึ่งก็มีคุณครูสมัยมัธยมฯที่ดูไพ่เป็นชวนเราไปดู เราอยากพิสูจน์ว่าจริงหรือเปล่า ก็เลยไป เราเลยถามว่าจะได้คณะตามที่หวังไหม แล้วปรากฏว่าเราก็ได้จริง” กั้งบอกว่าหลังจากนั้นตัวเองก็ยังไม่เชื่อในคำทำนายร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะพอรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีโอกาสสอบติดสูง แต่การได้ดูไพ่ยิปซีในวันนั้นได้จุดประกายให้กลับไปหาข้อมูลและเริ่มต้น เรียนรู้เกี่ยวกับไพ่ยิปซีอย่างจริงจังมากขึ้น   ช่วยอธิบายหลักการทำนายด้วยไพ่ยิปซีหน่อยได้ไหม ว่าเริ่มต้นยังไง แต่ละขั้นตอนจำเป็นกับกระบวนการในการทำนายยังไงบ้าง “อย่างแรกเราจะต้องให้คนที่มาดูสับไพ่เอง เหตุผลที่จะต้องให้เขาสับไพ่เองเป็นเพราะว่าเหมือนมันเป็นดวงของเรา จะสับกี่ครั้งก็ได้ จากนั้นก็ให้เขาตัดไพ่ออกเป็นสามกอง จะใช้มือซ้ายหรือขวาตัดก็ได้” กั้งเสริมว่าการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งตัดไพ่ไม่มีผลกระทบใดๆต่อดวงชะตา แม้หลายๆคนจะเชื่อว่าต้องใช้มือซ้าย หรือมือข้างที่ไม่ถนัด กั้งบอกต่อว่า เมื่อตัดไพ่เสร็จแล้วจะต้องรวมไพ่ทั้งสามกองเป็นกองเดียวอีกครั้ง แล้วส่งให้ผู้ทำนายที่จะรับไพ่ทั้งหมดไปกรีดก่อนจะวางตรงหน้าคนดูเพื่อให้เลือกออกมาสามใบ แต่ก่อนจะเลือกคนดูจะต้องตั้งสมาธิให้แน่วแน่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการถาม กั้งบอกว่าขั้นตอนนี้สำคัญมาก คนดูจะต้องมีสติมากๆ เพราะต้องใช้จิตในการถาม และคำถามที่ถามจะต้องชัดเจน “จากนั้นคนดูจะต้องเลือกไพ่มาทั้งหมดสามใบ แล้วส่งให้เราที่เป็นผู้ทำนาย ผู้ทำนายจะถามคนดูอีกครั้งว่าคำถามคืออะไรแล้วถึงจะตีความไพ่ออกมาเป็นคำตอบ” ไพ่ที่เลือกออกไปแล้วจะไม่ถูกนำกลับไปรวมกับกองไพ่ที่เหลืออยู่ เพราะกั้งบอกว่ายังมีไพ่อีกจำนวนมากที่ตอบคำถามเราได้ โดยไพ่ทุกใบสามารถตอบคำถามได้ในทุกๆ แง่มุม ทั้งความรัก สุขภาพ และการเงิน สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำนายด้วยไพ่ยิปซี คือถ้าเราถามคำถามเดิมซ้ำ คำตอบมีแนวโน้มจะออกมาประมาณเดียวกัน กั้งเสริม   สิ่งที่น่าสนใจและทำให้ไพ่ยิปซีแตกต่างจากการทำนายชนิดอื่นๆ คืออะไร “เรารู้สึกว่าไพ่ยิปซีเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัวเหมือนชีวิตของเรา เพราะชีวิตเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไพ่ยิปซีเราสามารถถามเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมันไม่ได้กำหนดคำตอบที่ตายตัวให้กับเรา ไม่เหมือนการดูด้วยวัน เดือน ปีเกิด ที่จะกำหนดไปเลยว่าจะต้องเป็นแบบนี้ๆ แต่ว่าเขาไม่รู้หรอกว่าชีวิตที่เป็นเส้นไป พอมองเข้าไปในกราฟนั้นยังมีขึ้นลงๆอีกมาก ไพ่ยิปซีสามารถเข้าถึงชีวิตเราได้มากกว่า” กั้งเชื่อในไพ่ยิปซีกี่เปอร์เซ็นต์ “เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เชื่อประมาณ 50:50 เพราะสิ่งที่เราถามไปมันเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งเราจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นจริง ยังไงเราก็ไม่สามารถปักใจเชื่อได้ว่ามันจะต้องเกิดขึ้นจริงๆ”   เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเชื่อในไพ่ยิปซี “สองสามเดือนที่แล้วเราดูไพ่ให้ตัวเอง แล้วไพ่ตีความหมายเตือนเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว แต่เราก็ไม่ได้เอะใจหรือถามต่อ ปรากฏว่าวันต่อมายายเราเสีย ตรงนี้เลยทำให้เราเชื่อมากขึ้น แล้วก็รู้สึกเสียใจว่าทำไมไม่ถามต่อ”   การเรียนวิทยาศาสตร์กับศาสตร์กับไพ่ยิปซี “(หัวเราะ) เราคิดว่าการดูไพ่ยิปซีมันเป็นงานวิจัย เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ถ้าดูแล้วมันเป็นจริงมันก็เหมือนสมมติฐานของเราเป็นจริง ถูกต้อง  การดูไพ่มันจะสนับสนุนเหตุผล ยกตัวอย่างว่าเราดูเกี่ยวกับการเรียน อ่านไพ่ออกมาแล้วปรากฏว่ามันบอกว่าการเรียนจะไม่ดี เลยถามต่อแล้วก็ตีความไพ่ได้ว่าเป็นเพราะเราจะขี้เกียจ ดูๆแล้วมันก็ดูสมเหตุสมผลดี”    เราคิดว่าการดูไพ่ยิปซีมันเป็นงานวิจัย เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ถ้าดูแล้วมันเป็นจริงมันก็เหมือนสมมติฐานของเราเป็นจริง ถูกต้อง เอาความเชื่อไปปรับใช้ในชีวิตในด้านไหนบ้าง “การดูไพ่ยิปซีช่วยให้เราระมัดระวังตัวมากขึ้น ทำให้เราพร้อมในการใช้ชีวิตในวันถัดไป ถึงแม้ว่าไพ่จะบอกว่าจะมีเรื่องดีๆ เราก็ต้องไม่ประมาท” “เรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราขึ้นอยู่กับการกระทำ การทำนายก็มีผลมาจากการกระทำของเราด้วยส่วนหนึ่ง ผลจากการทำนายก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการกระทำของเรา อย่างเช่น ถามวันนี้ พรุ่งนี้คำตอบอาจจะเปลี่ยนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้เราไปทำอะไรมาบ้าง”   เรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราขึ้นอยู่กับการกระทำ การทำนายก็มีผลมาจากการกระทำของเราด้วยส่วนหนึ่ง ผลจากการทำนายก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการกระทำของเรา อย่างเช่น ถามวันนี้ พรุ่งนี้คำตอบอาจจะเปลี่ยนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้เราไปทำอะไรมาบ้าง หากการทำนายไพ่ยิปซีเปรียบเหมือนการเตือนผลของการกระทำล่วงหน้าในอนาคต มันก็คงไม่มีข้อเสียหายอะไรหากเราจะทำนายเพื่อเปลี่ยนแปลงการกระทำในปัจจุบัน

ปิดโหมดสีเทา