Interview

[TEDxChula] ต้า ภาณุ : ความท้าทายของงานกราฟิก


โดย เมื่อ

ตัวลูกศรสีแดงซ้อนทับสลับกัน เหมือนกำลังพุ่งไปหาเป้าหมายอะไรบางอย่าง สะท้อนถึงธีมงานของ  TEDxChulalongkornU ในปีนี้ ที่มีชื่อว่า Strive Forward เหล่านี้ล้วนเป็นงานของฝ่ายกราฟิก ที่ต้องสร้างสรรค์งานศิลป์ให้ออกมาตรงกับคอนเซปต์และสะท้อนความเป็น TEDx ให้มากที่สุด ต้า-ภาณุ ตรีธวัชชัยวงศ์ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในทีมงานออกแบบงานกราฟิกต่างๆ ที่ปรากฎสู่สาธารณชน “เราเชื่อว่า TED เป็นพื้นที่สำหรับการกระจายความคิดดีๆ ไอเดียแปลกใหม่ เป็นช่องทางที่ขยายไอเดียเล็กๆเหล่านั้นให้เกิด impact กับสังคมได้จริงๆ หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆในสังคม ดังนั้น เราจึงตั้งใจสมัครเป็นส่วนหนึ่งของทีม ด้วยศักยภาพและความสนใจส่วนตัวในเรื่องของกราฟิกดีไซน์ เมื่อมีโอกาสเราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดีดีผ่าน TEDx” ต้าเล่าถึงความเชื่อของตัวเองที่มีต่อ TEDx ต้ายังเสริมอีกว่า “การได้มาคลุกคลีกับTEDx กับผู้คนที่มีความเชื่อคล้ายๆกัน สร้างแรงบันดาลใจให้ผมหลายอย่าง ทั้งในเรื่องการทำเพื่อสังคม ส่งต่อสิ่งดีๆ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สังคมปัจจุบันกำลังต้องการ ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า คุณไม่ได้กำลังทำหรือช่วยเหลือสังคมเพียงคนเดียว แต่มีคนอีกมากที่กำลังสรรสร้างความเชื่อเหลือ การให้ ในแบบที่แต่ละคนถนัด” สำหรับงานกราฟิกแล้ว แนวทางของการทำกราฟิกคงจะต้องทำตามธีมที่ระบุไว้ รวมถึงต้องดึงความโดดเด่นของงานตัวหนังสือผ่านสัญลักษณ์สีแดงและสีขาวของ TEDx แต่สำหรับต้า งานกราฟิกที่เขาทำให้ TEDx จะต้องมีกลิ่นไอของความแปลกใหม่และเอกลักษณ์ในงานของเขาลงในงานกราฟิกที่ออกมา “ เรื่องความเรียบง่าย สีแดง ขาว ดำและเทา แต่แฝงไปด้วยความมีพลัง เกิด impact ต่อคนที่ให้คือองค์ประกอบหลักในการทำงาน อีกส่วนหนึ่งคือพยายามนำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่ให้เข้ากับธีม อย่างปีนี้ นำเสนอในธีม Strive forward เราก็มีความพยายามในการสื่อให้ตรงตามธีม ซึ่งจะเห็นได้จาก logo และ artwork ต่างๆ” ความท้าทายของงานกราฟิกไม่ได้มาจากตัวงานที่ยาก แต่มาจากคนจำนวนมากที่มาทำงานร่วมกัน ต้ายังเล่าถึงปัญหานี้และการแก้ปัญหาที่เขาเคยเจอว่า “การทำงานอาสาสมัครกับผู้คนที่หลากหลายจำนวนมากเป็นความท้าทายอยู่แล้ว ปัญหาในเรื่องความไม่เข้าใจกัน เรื่องการทำงานภายใต้เวลาที่จำกัด แต่ด้วยความเชื่อว่าอาสาสมัครทุกคนที่มาทำงานนี้ มี passion คล้ายๆกัน จึงทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก้ไขได้ไม่ยาก ทุกคนมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมต่อกันได้ ความพยายามเข้าใจกันและกัน และพร้อมที่จะสนับสนุนกัน เป็นสิ่งที่ช่วยลดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น” ความท้าทายของงานกราฟิกไม่ได้มาจากตัวงานที่ยาก แต่มาจากคนจำนวนมากที่มาทำงานร่วมกัน เมื่อถามถึง TEDx ที่ชอบที่สุดในปีนี้ เขาตอบว่า “ก็คงเป็นของพี่อาร์ต ในยุคสมัยปัจจุบันที่ Technology พัฒนาไปไกลเกินจะคาดการณ์ได้ มนุษย์เรามีความสะดวกสบายมากขึ้น จริงไหมครับ แต่มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ เพียงแค่ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป ไม่ได้ต้องการความสะดวกสบายอะไรมากนัก เทคโนโลยีกลับเข้าไม่ถึงกลุ่มคนกลุ่มนี้ ผมเชื่อว่าผู้พิการควรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นของผู้พิการยังเป็นไปได้ยากและมีปริมาณน้อย ทอร์คนี้อาจจะทำให้ใครหลายๆคนหันมาสนใจและทำความเชื่อของผมให้กลายเป็นจริงก็ได้นะครับ” นี่ก็คงเป็นบทสรุปความเชื่อของต้าที่มีต่อ TEDx  

Interview

[TEDxChula] ธีร์ เชาว์ปรีชา : เพราะภาพถ่ายไม่ได้แค่บันทึกเหตุการณ์


โดย เมื่อ

“ เราเชื่อในศักยภาพของตัวเรา ว่าเราจะตั้งใจ  มุ่งมั่นกับการถ่ายภาพอย่างสุดความสามารถ และสัญญาว่าจะถ่ายภาพเพื่อแสดงตัวตนและความคิดของ speaker แต่ละคนให้ออกมาดีที่สุด ผ่านทางภาพ เพื่อทำให้ผู้ชมได้รับสิ่งดีๆกลับไปเหมือนที่เราสามารถสัมผัสได้ ภาพถ่ายไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึง ความคิด จิตวิญญาณ สภาพสังคม อารมณ์ และความรู้สึก ที่ถูกฉาบด้วยภาพถ่ายแต่ละภาพ” ธีร์-ธีร์ เชาว์ปรีชา นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวด้วยความเชื่อในศักยภาพตัวเองอย่างแน่วแน่ เพื่อที่จะถ่ายทอดภาพที่ดีที่สุดในงานออกมา และประสบการณ์ที่มากกว่า 2 ปีของธีร์ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ถูกนำมาใช้อีกครั้งในฐานะช่างภาพประจำงาน TEDxChulalongkornU ความท้าทายในการถ่ายภาพนอกจากจะเป็นการถ่ายรูปที่มีแสงน้อยโดยต้องรบกวนผู้ชมให้น้อยที่สุดแล้ว การถ่ายคาแรกเตอร์ของ speaker แต่ละคนก็สำคัญในการจัดองค์ประกอบภาพหรือแม้แต่แสงและสีของภาพ “แนวการถ่ายภาพสำหรับงาน Ted talk ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับคาเรคเตอร์ของ speaker แต่ละคน และสภาพแวดล้อม  ตัวอย่างเช่น  หากถ่ายนักวิชาการ เราจะสร้างสรรค์โทนสีให้ออกมานุ่มนวล ละเอียดลออ เช่น การใช้สีขาวเป็นโทนของภาพ เลี่ยงการใช้สีสันฉูดฉาด และควบคุมการปรับแสงให้สอดคล้องกับการใช้สีและโทนของภาพ เพื่อเป็นตัวแทนของการชี้ทางสว่างความรู้ (enlighten knowledge)” ธีร์อธิบาย    ภาพถ่ายไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึง ความคิด จิตวิญญาณ สภาพสังคม อารมณ์ และความรู้สึก ที่ถูกฉาบด้วยภาพถ่ายแต่ละภาพ” นอกเหนือจากความท้าทายแล้ว เหล่าช่างภาพยังต้องเผชิญอุปสรรคหลายๆ อย่าง (ซึ่งเขาไม่พยายามเรียกว่าปัญหา) ประกอบกับความคาดหวังของฝ่ายต่างๆ ที่ต้องการผลงานของเขาเพื่อเผยแพร่สู่สายตาสาธารณะ ธีร์บอกว่า “ช่วงเวลาในการทำงานที่จำกัดที่ถ่าย speaker ตามสถานที่ต่างๆ ให้ทันเวลา นอกจากอุปสรรคด้านภาวะแรงกดดัน ความผิดพลาดจากการทำงานฝ่ายอื่นที่ทำให้การทำงานฝ่ายช่างภาพล่าช้า เป็นอุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่ง วิธีการแก้ไขอุปสรรคดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดคือ เราคิดว่าอุปสรรคทุกอย่างแก้ไขได้    ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ ในไม่ช้า เราก็จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้” แน่นอนว่าการเลือกมาทำงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ยังได้แรงบันดาลใจหรือความเชื่อใหม่ๆ “ที่เราได้รับคือพลังบวกที่ผลักดันให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ทุกครั้งที่ photo ไปถ่ายภาพของ speaker แต่ละคน เราไม่ได้จดจ่ออยู่กับการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสนใจกับความคิด ทัศนคติ และ ความรู้สึกของ speaker แต่ละคนที่เราสัมผัสได้ เมื่อเราสัมผัสได้ เราจะได้รับชุดความคิดกลับมาเป็นของเราและตกผลึกเป็นพลังบวกที่แตกต่างและน่าสนใจ จนทำให้เรารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก” ธีร์กล่าวอย่างมีความสุข ธีร์ยังเพิ่มเติมอีกว่า “มากกว่าแรงบันดาลใจ เราได้รู้จักกับ “ครอบครัวใหม่”   ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นมิตร และพร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ  ครอบครัวที่ไม่ใหญ่โตแต่ทรงพลังทั้งพลังกายและพลังใจ  มีสมาชิกที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์  และที่สำคัญเราอยากบอกว่า งาน EDxChulalongkornU  ปีนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดใครสักคนในครอบครัวไป” ภาพของธีร์ที่ได้ออกมานั้น ก็ปรากฎชัดถึง “ความเชื่อ” ที่เขามีต่อครอบครัว TEDxChulalongkornU แห่งนี้  

Interview

“เนติวิทย์” นิสิตที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชน


โดย , , เมื่อ

เมื่อพูดถึง ‘เนติวิทย์’ หรือ ‘แฟรงค์’ เราเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมรู้จักเขาในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมานำเสนอมุมมองความเชื่อของแฟรงค์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่สองในบทบาทของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนในความคิดของแฟรงค์คืออะไร “สิทธิของมนุษย์ทุกคนที่พึงมี ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย สิทธิในการอยู่อย่างเสรี ไม่อยู่ภายใต้ความกลัวครับ” แฟรงค์บอกกับเราว่า เส้นทางความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนของแฟรงค์เริ่มต้นขึ้นในสมัยมัธยมฯ ผ่านกระบวนการตั้งคำถามถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของครูและนักเรียนในบริบทของสังคมไทย “ความเชื่อในสิทธิมนุษยชน จริงๆ ต้องพูดว่ามันเป็นชุดความคิดหนึ่ง ที่เชื่อกันอย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับตัวผมเอง มันเริ่มมาจากสมัยมัธยมฯ ก็คือรู้สึกว่าทำไมครู อาจารย์ถึงต้องใช้อำนาจ เขามีสิทธิ์ไหมที่จะใช้อำนาจแบบกดขี่หรือทำให้เรากลัว เลยเริ่มรู้สึกว่าเรามีสิทธิเท่ากับเขาไหม การที่เขามาไถผมนักเรียน เขามีสิทธิตามธรรมชาติเหรอ” คำถามที่เกิดขึ้นผลักดันให้เนติวิทย์ศึกษาข้อมูลต่อมาเรื่อยๆ แม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ จนกระทั่งช่วงมัธยมปลาย จึงก้าวเข้าสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะตัวเองเชื่อว่าสิทธิมนุษยธรรมจะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำ “สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ ตั้งแต่นั้นมาก็รู้สึกว่าเราจะต้องทำ ถ้าเราไม่ทำมันก็คือนามธรรมเท่านั้นเอง มันก็ไม่อยู่จริงถ้าไม่มีใครทำ” สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ เห็นอะไรในสังคมไทยจากสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง “สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก หรือไม่ได้สนใจจริงๆ เพราะสังคมและสภาพแวดล้อมของเราไม่เอื้ออำนวยให้เกิดขึ้นจริง ครู อาจารย์ก็ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย โรงเรียนเองก็เหมือนกัน รวมถึงกระทรวงศึกษาฯ ส่วนใหญ่มีอะไรทันสมัยเขาก็เอามาแปะในหนังสือหมด แล้วเราก็รู้แล้วก็แค่นั้น กับชีวิตจริงก็คนละเรื่อง เราเรียนนิติธรรม นิติรัฐ แต่ถ้าไม่มีนิติรัฐ นิติธรรม ก็ไม่มีความหมาย แล้วก็เป็นสังคมที่มีคนที่มีความรู้เยอะ แต่แนวทางปฏิบัติก็อีกเรื่องหนึ่ง” “แสดงว่าเรารู้สึกว่ามันยังไม่ได้ออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นแค่องค์ความรู้แล้วก็จบอยู่ตรงนั้น ใช่มันสามารถเอามาใช้จริงได้ ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมไทย” การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในจุฬาฯ “มีการร้องเรียนเข้ามามาก เช่นเรื่องการแต่งตัวของนิสิตที่เป็นถกเถียงกัน นิสิตหญิงคณะหนึ่งใส่รองเท้ารัดส้นถูกต้องตามระเบียบไปเรียน แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตักเตือน” แฟรงค์บอก พร้อมเสริมว่า “บางครั้งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ไม่ได้อ่านกฎระเบียบใหม่ ทั้งนี้ได้มีการส่งเรื่องไปที่คณะต่างๆ แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหานี้” “หรือแม้แต่การพูดโจมตี ดูถูกนิสิตในห้องเรียนของอาจารย์บางคณะ โดยใช้ทัศนคติทางการเมืองบางอย่าง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจุฬาฯ เดี๋ยวผมว่าจะไปนั่งฟังอยู่ว่าจริงหรือเปล่า” “และยังมีปัญหาการเก็บเงินของบางคณะที่มีปัญหามาถึงตอนนี้ ซึ่งก็มีนิสิต 7-8 คนส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา” สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก รู้สึกกังวลต่อจุดยืนของตัวเองบ้างไหม “รู้สึกกังวลบ้างครับ แต่พยายามจะไม่รู้สึกอะไร ที่ทำไปทั้งหมดเพราะมีเจตนาดี ผมเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน นิสิตหรือใครก็คือคนไทย ควรจะทำให้ดีขึ้น ไม่ได้ยึดติดในตำแหน่ง แต่กลัวว่าสิ่งที่ทำไปจะพังเพราะคนไม่เห็นค่า แต่เราก็พยายามวางรากฐาน พยายามทำให้นิสิตตระหนักและอยากให้สำเร็จในที่สุด” อะไรที่ทำให้เราเดินต่อถึงจะมีแรงเสียดทานมากมาย   “การศึกษาทำให้เราแตกต่าง ทำให้เรารู้อะไรมากกว่าคนอื่น เราอยู่ในสถานะที่พร้อมกว่า เราก็ต้องคิดเพื่อคนอื่นมากกว่า จริงๆ แล้วสังคมนี้สร้างขึ้นมาจากการช่วยเหลือกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน เราเลยรู้สึกว่าเราควรจะรักษาตรงนี้ไว้ เรียกว่าเอาความรู้และความเชื่อเราไปกระจายให้คนอื่น แต่ก็รู้สึกท้อถอยบ้าง คงอาจจะเป็นเพราะได้อ่านบทกวี บทความดีๆ ฟังเรื่องราวที่มีคนต่อสู้เรื่องสิทธิฯ จากต่างประเทศ ก็ทำให้ผมมีความหวัง” ฝากอะไรเกี่ยวกับคนในจุฬาฯ “อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ ถ้าเรานิ่งเฉยต่อปัญหา ปัญหาแบบเดิมก็จะยังอยู่หรืออาจจะเปลี่ยนไป ในทางกลับกัน เพราะเขาคิดว่าการนิ่งคือเรายินยอม ดังนั้นเราอย่านิ่งเฉย อย่าคิดว่าปัญหาอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน อยากให้ช่วยกัน” อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ สังคมเราจะดีขึ้นได้ไม่ใช่เพียงแต่ทุกคนคอยเรียกร้องหาสิทธิมนุษยชนของตนเอง หากแต่ทว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นได้เราต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่นด้วย  

ปิดโหมดสีเทา