Article

Sexual Harassment ทำอย่างไรเมื่อภัยทางเพศอยู่รอบจุฬาฯ


โดย เมื่อ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬากันอย่างแน่นอน แต่ก็เป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่งที่ทุกคนให้ความสนใจสักพักแล้วก็จางหายไป ไม่ได้มีใครยื่นมือมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผู้เขียนและเพื่อนซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิสิตจุฬาฯ และได้รับการแต่งตั้งให้สังกัดกรรมาธิการตรวจสอบและความปลอดภัย จึงได้จัดทำแบบสำรวจออนไลน์ประเด็นการคุกคามทางเพศเพื่อมาเผยแพร่ วิเคราะห์ และนำเสนอในมุมมองต่างๆ จากแบบสำรวจออนไลน์นั้น พบว่ามีนิสิตจุฬาฯผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 50 จาก 220 คน เคยถูกคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬาฯมาก่อน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 22.72 ของนิสิตจุฬาฯ ที่ตอบแบบสอบถาม ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่น่ากังวล จากข้อมูลแบบสำรวจนั้นได้มีการร้องเรียนมาในลักษณะหลายกรณีศึกษาที่น่าสะเทือนใจ โดยจะขอแบ่งเป็น 2 กรณี   จากแบบสำรวจออนไลน์นั้น พบว่ามีนิสิตจุฬาฯ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 50 จาก 220 คน เคยถูกคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬาฯมาก่อน   กรณีแรกคือการคุกคามทางเพศที่กระทำโดยบุคคลภายนอกจุฬาฯ เช่น กรณีมีผู้ชายขับรถจักรยานยนต์มาทำทีเป็นพูดจาถามบางอย่างแต่ไม่ชัดเจน พอนิสิตหญิงขอให้ทวนคำถามจึงพูดจาคุกคามในลักษณะขอกระทำลามกอนาจาร  กรณีการทำท่าทางหรือแสดงวาจาอันสามารถเข้าข่ายการคุกคามทางเพศของเหล่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างต่อนิสิต กรณีการลวนลามนิสิตบนรถโดยสารภายในจุฬาฯ (CU Shuttle Bus) และกรณีการที่มีผู้ชายแสดงอวัยวะเพศหรือแสดงการช่วยตัวเองต่อนิสิตผู้พบเห็น เป็นต้น กรณีที่สองคือการคุกคามทางเพศที่กระทำโดยบุคลากรรวมไปถึงนิสิตจุฬาฯ เช่น การพูดจากคุกคามทางเพศในลักษณะการพูดจาเชิงหยอกล้อนิสิตหญิง การแตะเนื้อต้องตัวของอาจารย์ที่กระทำต่อนิสิตและทำให้นิสิตรู้สึกถูกคุกคามทางเพศ และการคุกคามทางเพศโดยนิสิตด้วยกันเองในหอพักของมหาวิทยาลัย เป็นต้น ก่อนที่ผู้เขียนจะเสนอแนะต่อวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนอยากนำเสนอประเด็นที่อาจเหนี่ยวนำให้เกิดปัญหาการคุกคามทางเพศดังกล่าว โดยทางผู้เขียนขอเลือกกลุ่มผู้เสียหายหลักมานำเสนอประเด็นความไม่เท่าเทียมทางเพศผ่านแนวคิดสตรีนิยม จากแบบสำรวจพบว่ามีนิสิตหญิงถูกคุกคามทางเพศเป็นจำนวนมาก แต่การรับรู้ต่อเหตุการณ์ดังกล่าวกลับพบได้น้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสองเพศที่ไม่เท่าเทียมตามวัฒนธรรมจารีต การที่ผู้หญิงไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราวเพื่อนำปัญหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อาจเป็นเพราะความเชื่อว่าจะถูกนินทาหรือจะกลายเป็นจำเลยของสังคม และอาจไม่เชื่อมั่นในการดำเนินงานของเจ้าพนักงานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในกระบวนการยุติธรรมนี้ ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจไม่รับแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่ผิดและสามารถแก้ไขได้โดยการให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยผู้เสียหายต้องกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เชื่อว่าตนเป็นผู้เสียหายและกระบวนการยุติธรรมสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้   โดยในส่วนท้ายนี้ได้ขอเสนอการแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬาฯ อาศัยหลักการควบคุมอาชญากรรมจากสภาพแวดล้อม ได้แก่ การติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่มเติม เพื่อลดโอกาสการก่ออาชญากรรม และเพิ่มโอกาสในการจดจำอาชญากรโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รวมไปถึงบุคลากรและนิสิตจุฬาฯ และอาศัยหลักชุมชนสัมพันธ์ ในการให้นิสิตมีส่วนร่วมกับองค์กรต่างๆในมหาวิทยาลัยในการดำเนินการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่จุฬาฯ โดยมีการประสานงานร่วม และรับฟังข้อเสนอแนะจากนิสิตจุฬาฯในการป้องกันอาชญากรรม ซึ่งรวมไปถึงการป้องกันอาชญากรรมด้านการคุกคามทางเพศอีกด้วย สุดท้ายแล้วก็หวังว่าทุกคนจะตระหนักถึงปัญหาการคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬาฯ มากขึ้น  เนื่องจากเหตุร้ายแบบนี้ไม่สมควรเกิดกับใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นพื้นที่บริเวณรอบรั้วของสถานศึกษา ที่นิสิตทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุมครองความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง   ขอบคุณรูปภาพจาก ภาพยนตร์เรื่อง “The Hunting Ground ชมรมล่าหญิง” http://www.kriengsak.com/Sexual%20harassment%20in%20India    

ปิดโหมดสีเทา