Chula Life

พระตำหนักดาราภิรมย์: พื้นที่จุฬาฯ ในเมืองเหนือ


โดย เมื่อ

กิจกรรมยอดฮิตเวลาไปเที่ยวเชียงใหม่ คงหนีไม่พ้นการหนีร้อนขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวๆ บนยอดดอย แต่ถ้าใครคิดเปลี่ยนแนว หาที่เที่ยวสวยๆ สบายๆ ได้ความรู้ CHU! ก็อยากแนะนำ พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ ที่ใครหลายคนอาจไม่รู้ว่าอยู่ภายใต้การดูแลของจุฬาฯ ด้วย วิธีเดินทางไป เริ่มกันที่การเดินทางก่อนเลย สำหรับใครที่ไปโดยรถส่วนตัวจะง่ายที่สุด นั่นคือขับมาตามถนนสายหลักมุ่งสู่อำเภอแม่ริมได้เลย ขับมาเรื่อยๆ พอห่างจากตัวเมืองได้ประมาณ 20 กิโลเมตร ให้เริ่มมองหาที่ว่าการอำเภอแม่ริมเป็นหลัก แล้วเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกไฟแดงเข้าไปอีก 50 เมตรก็ถึงแล้ว แต่ถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็ไม่เป็นไร สามารถขึ้นรถโดยสารไปได้ โดยขึ้นรถตรงท่ารถฝั่งร้านทองโอ้จินเฮงในกาดวโรรส (กาดหลวง) รถที่จะพาเราไปเป็นรถสีเหลืองที่มีป้ายเขียนว่า ‘แม่ริม’ อยู่หน้ารถ เป็นรถประจำทางสายแม่ริม-เชียงใหม่ ระวัง! โปรดเช็คป้ายหน้ารถให้ดีว่าไปแม่ริมแน่ เพราะรถสีเหลืองมีหลายสาย ระวังไปผิดสายน้า สำหรับสายนี้ ค่าโดยสารจะอยู่ที่ 16 บาทต่อคนเท่านั้น พอขึ้นรถแล้วบอกคนขับว่าขอลงที่สี่แยกอำเภอแม่ริม เดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกนิดก็จะถึงที่หมายของเรา พอถึงส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็จะสังเกตเห็นพระตำหนักได้ไม่ยาก เดินเข้าไปที่จุดประชาสัมพันธ์เพื่อซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้เลย ตั๋วราคา 20 บาทสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ถ้าพกบัตรนิสิตหรือแต่งชุดนิสิตไปด้วยก็เข้าชมฟรี! ถ้าพกบัตรนิสิตหรือแต่งชุดนิสิตไปด้วยก็เข้าชมฟรี! ภายในพิพิธภัณฑ์ เมื่อเราซื้อตั๋วเสร็จแล้ว อาสาสมัครของทางพิพิธภัณฑ์ก็จะมาช่วยพาชมรอบๆ พิพิธภัณฑ์พร้อมกับบรรยายความรู้ประกอบไปด้วย น่าเสียดายที่ทางพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายใน ดังนั้นถ้าอยากเห็นว่าเป็นยังไงก็ต้องไปดูด้วยตาตัวเองเท่านั้น แอบแชะมาให้คนอื่นดูไม่ได้จ้า พี่อาสาสมัครเล่าให้ฟังว่า พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ซึ่งต่อมาจุฬาฯ ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดูแลรักษาพระตำหนักแห่งนี้ ทางมหาวิทยาลัยจึงได้บูรณะพระตำหนักขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์งดงามและใกล้เคียงสภาพเดิมมากที่สุด ก่อนจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนได้เข้าชม ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2541 เป็นต้นมา จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 20 ปีแล้ว หลังจากได้รับเกียรติให้ดูแลรักษาพระตำหนักแห่งนี้ จุฬาฯ ก็ได้บูรณะพระตำหนักขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์งดงามและใกล้เคียงสภาพเดิมมากที่สุด ก่อนจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนได้เข้าชม ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2541 เป็นต้นมา ตัวพระตำหนักแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเอาไว้แสดงเครื่องมือทางหัตถกรรม ศิลปกรรม และเกษตรกรรม เช่น เครื่องทอผ้า เครื่องตำข้าว เครื่องสานไหม ส่วนชั้นบนเอาไว้แสดงประวัติความเป็นมาของพระตำหนัก และของใช้ของพระชายาเจ้าดารารัศมีครั้งยังอาศัยอยู่ที่พระตำหนักแห่งนี้ โดยแบ่งเป็น 7 ห้อง ดังนี้ ห้องโถง ในส่วนโถงทางเดินภายในพระตำหนัก เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติของพระตำหนัก และพระราชประวัติของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ให้เดินอ่านกันไปเพลินๆ เลย ส่วนบริเวณโถงกลางพระตำหนักจะมีพระแท่นที่พระราชชายาใช้สำหรับขึ้นหลังช้างจัดแสดงอยู่ ห้องรับแขก ห้องนี้มีไว้จัดแสดงของถวายอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ส่วนใหญ่เป็นเครื่องเรือนร่วมสมัย เครื่องเงิน เครื่องประดับ ที่แม้จะเก่าแก่แต่ก็งดงามไม่ต่างจากเครื่องประดับที่คนยังใช้กันอยู่ทุกวันนี้เลย ห้องบรรทม หรือว่าเรียกง่ายๆ ก็คือ ห้องนอน ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีนั่นเอง มีจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ พระแท่น และเครื่องบรรทมถวายของพระองค์ โดยทั้งหมดเป็นของที่พระราชชายาเคยใช้จริง แต่ละชิ้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ห้องพักผ่อน มีลักษณะคล้ายกับห้องนั่งเล่น มีแท่นยาวๆ สำหรับนั่งคุยสังสรรค์ กับถ้วยหมากหลายถ้วยบนขันโตก รวมไปถึงชุดน้ำชาที่จัดเรียงไว้เหมือนจะรอการใช้งาน ดูเผินๆ แล้วหน้าตาเหมือนฉากในละครย้อนยุคตามโทรทัศน์เลย ห้องจัดแสดงพระราชวงศ์ อีกส่วนหนึ่งของห้องโถง ที่พิพิธภัณฑ์ทำไว้สำหรับแสดงแผนผังลำดับพระราชทายาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ผู้เข้าชมได้ศึกษาความรู้ทางประวัติศาสตร์ ห้องฉลองพระองค์ ก็คือห้องแต่งตัวของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีการจัดแสดงตัวอย่างฉลองพระองค์บางชุดของพระองค์ พร้อมคำอธิบายวิธีการแต่งตัวของเจ้านายในสมัยนั้น ห้องสรง ห้องนี้ไม่ใช่ห้องที่พระราชชายาเคยใช้สรงน้ำจริง แต่เป็นแค่ส่วนจัดแสดงลักษณะห้องน้ำของราชวงศ์ในยุคก่อนโดยมีตั้งแต่อ่างอาบน้ำ อุปกรณ์ชำระร่างกาย ซึ่งในส่วนนี้ทางพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เอาของจริงมาจัดแสดง เป็นเพียงแค่ของจำลองให้คล้ายคลึงกับหน้าตาของใช้ในสมัยนั้น เพราะของจริงเสียหายไปมากแล้ว ชมบรรยากาศโดยรอบ พอเดินทั่วพระตำหนักแล้ว ก็ได้เวลาถ่ายรูปเล่นรอบๆ พระตำหนัก จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์แห่งนี้คือ สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของพระตำหนัก ที่สร้างตามสถาปัตยกรรมตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้จะดูโบราณ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าค่อนไปทางความคลาสสิกเหนือกาลเวลามากกว่า นอกจากนี้ บริเวณรอบพระตำหนักยังมีสวนเจ้าสบาย ซึ่งเป็นสวนที่ปลูกขึ้นมาตามพระประสงค์ของพระราชชายา ถ้าฤดูหนาวปีไหนอากาศเหมาะสม สวนตรงนี้จะกลายเป็นสวนกุหลาบพันปีด้วย ดังนั้นถ้าปีไหนที่หนาวๆ ก็ลองแวะมาดูได้นะว่าจะสวยสะพรั่งแค่ไหน   หากใครอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศการเที่ยวเชียงใหม่ มาลองเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์แห่งนี้ พิพิธภัณฑ์ก็ยินดีเปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเลย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 053-299-175

ปิดโหมดสีเทา