Article

ค่ายอาสา: ใครเป็นผู้ให้ ใครเป็นผู้รับ?


โดย เมื่อ

‘ค่ายอาสา’ คงเป็นคำที่นิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเราๆ ได้ยินกันบ่อย  จนรู้สึกเหมือนเป็นกิจกรรมคล้ายวิชาเลือกที่ทุกมหาวิทยาลัยต้องมี ขึ้นกับว่านิสิตนักศึกษาสนใจจะลงหน่วยกิตเรียนวิชาหรือไม่ และยิ่งไปกว่านั้นคือ แต่ละคนที่สนใจลงวิชานี้ คาดหวังว่าตัวเองจะได้ให้ หรือได้รับอะไรกลับคืนมาจากค่ายกันแน่ ค่ายอาสาทำอะไร? ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าค่ายนี้ต้อง ‘อาสา’ ซึ่งแปลว่าจะต้องเป็นการสมัครใจพร้อมทำอะไรบางอย่าง เพื่อก่อประโยชน์ให้แก่สังคม แล้วอะไรบางอย่างที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ล่ะ ค่ายอาสาในจุฬาฯ มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่ายสจม.ของสโมสรนิสิตฯ ค่ายชาวเขา ค่ายสะพาน ค่ายจุฬาฯ สู่ชุมชน ค่ายอาสาของแต่ละคณะ ฯลฯ แต่ละค่ายมีจุดเด่นและวัตถุประสงค์หลักแตกต่างกันไป อย่างค่ายชาวเขา จะเน้นออกค่ายในพื้นที่บนดอยที่มีชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่ หรือค่ายสะพาน จะเน้นการทำก่อสร้างเป็นหลัก ค่ายหนึ่งค่าย อาจจะมีค่ายย่อยไปได้อีก เช่น ค่ายเล็ก ค่ายกลาง ค่ายใหญ่ ค่ายหน้าหนาว ค่ายหน้าฝน ค่ายต้นปี ค่ายปลายปี และอีกนานาค่าย โดยทั่วไปในค่ายหนึ่งๆ จะแบ่งโครงของกิจกรรมออกได้เป็น 1. โครงสอน/โครงเด็ก เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลบางคน มีคุณครูเพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่สอนทุกวิชารวมถึงวิชาชีวิต บางทีเด็กเหล่านี้ก็ต้องเรียนรู้ผ่านครูในจอทีวีสี่เหลี่ยมๆ ที่พวกเขาไม่เคยแม้แต่พบหน้าหรือพูดคุยด้วยซ้ำ เป็นกิจกรรมที่ให้ชาวค่ายทำหน้าที่เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับเด็กนักเรียนในชุมชน ซึ่งอาจเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เด็กไม่เคยเรียนรู้มาก่อน หรือกิจกรรมการทดลองน่าสนใจที่เด็กในพื้นที่ห่างไกลไม่เคยลองทำ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ให้ชาวค่ายได้มอบช่วงเวลาที่ดีให้กับเด็กๆ ถือเป็นการให้ทั้งความรู้และความสุข แก่เด็กในชุมชน รวมถึงช่วยจุดประกายให้เด็กพยายามค้นหาตัวเอง และเปลี่ยนทัศนคติให้เด็กอยากเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้พร้อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขับเคลื่อนชุมชนและสังคมของพวกเขาเองต่อไป 2. โครงพัฒน์/โครงสร้าง/โครงบำเพ็ญ คือการให้ชาวค่ายลงมือพัฒนาพื้นที่ในโรงเรียนหรือชุมชน ด้วยการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคาร เช่น อาคารห้องสมุด โรงอาหาร สร้างสนามเด็กเล่น ฯลฯ โดยอาจจะทาสี ซ่อมแซม ปรับพื้นที่ อะไรก็ตามที่นับเป็นการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และพื้นที่ในชุมชนให้ก่อประโยชน์ได้มากขึ้น สิ่งที่ประทับใจมากคือตอนที่รู้สึกว่า เราได้มีส่วนในการสร้างอาคารแล้วนะ เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ ชอบสุดก็ตอนปีนขึ้นไปบนหลังคาแล้วได้ตอกตะปู จับค้อน ผสมปูน ทำนู่นทำนี่จริงๆ 3. โครงสัมพันธ์ชุมชน/สัมพันธ์ชาวบ้าน/วิถีชุมชน จะเปิดโอกาสให้ชาวค่ายเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ชนบท อาจด้วยการนั่งรถ เดินเท้า ปีนเขา เข้าป่า ฝ่าน้ำตก เพื่อพูดคุยและใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน ให้เห็นวิถีชีวิตของพวกเขาตั้งแต่เสียงไก่ขันดังขึ้นจนตะวันลับขอบฟ้าไปในตอนกลางคืน และอาจให้องค์ความรู้แก่ชุมชนเพื่อช่วยพัฒนาวิถีชีวิตให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ค่ายอาสาของสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร ได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดให้ชาวบ้านได้นำไปประกอบอาชีพหรือบริโภคต่อไป ชาวบ้านบางบ้านก็ยิ้มดีใจเวลาที่มีแขกมาเยี่ยมเยียน เราก็ได้ให้ความสุขไปกับเขาอย่างหนึ่ง คือเป็นการให้ความเข้าใจ ให้เกียรติเขาในฐานะมนุษย์ด้วยกัน ให้เขารู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นสังคมที่ถูกมองเห็น ชาวค่ายได้อะไร? ในทุกคืนหลังกิจกรรมค่ายแต่ละวัน ชาวค่ายจะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด ทัศนคติกัน กิจกรรมนี้มีหลายชื่อเรียก เช่น ประชุมค่าย โครงกลางคืน โครงคุยแกน คุยวง และอื่นๆ แต่จุดประสงค์หลักเหมือนกัน คือเป็นช่วงที่ให้ชาวค่ายแต่ละคนพูดคุยถึงสิ่งที่ตนได้ทำหรือได้เจอ รวมถึงเป็นช่วงสำหรับการถกเถียงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขพัฒนาค่ายในวันต่อไปให้ดีขึ้น ซึ่งในช่วงเวลานี้ บางค่ายอาจมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม เช่น การตั้งคำถาม ว่าค่ายอาสาเป็นช่องทางในการเที่ยวราคาถูกหรือเปล่า ฯลฯ ช่วงเวลานี้จึงจะก่อให้เกิดมุมมองใหม่ๆ และอาจกำเนิดแนวทางแก้ไขปัญหาที่แตกต่าง และใช้ได้จริง แต่กิจกรรมยามค่ำคืนก็อาจจะยังมีกิจกรรมอื่นอีกที่มุ่งเป้าไปที่ชาวค่ายโดยตรง เช่นการให้ลองสำรวจความคิดความรู้สึกของตนเองให้รู้จักและเข้าใจความเป็นตัวเองมากขึ้น ก่อนทำความเข้าใจเพื่อนร่วมโลก จึงกลายเป็นว่าสิ่งที่ชาวค่ายทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ คนทำค่ายได้อะไรจากค่ายเยอะมากๆ เพราะค่ายอาสาได้ช่วยขยายโลกในกะลาให้กลายเป็นโลกที่เห็นสีและขอบของฟ้าชัดเจนกว่าเดิม เพราะทำให้พวกเขาได้ไปในสถานที่อันแสนไกลที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลก ได้ลองทำสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ทำ เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น การไปค่ายเปิดโลกให้เราได้เยอะมากๆ ได้หลีกหนีชีวิตวุ่นวาย ไปสัมผัสและใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียบง่ายและสงบกว่ามาก ได้ทำความรู้จักผู้คนหลากหลายทั้งชาวค่าย ชาวบ้าน คุณครู และเด็กๆ ได้เปิดรับแนวคิดและอุดมการณ์ที่แปลกใหม่ ที่สำคัญคือได้รู้ว่า โลกมันกว้างกว่าที่เราเห็นกันทุกวันเยอะ ชุมชนได้อะไร? บ่อยครั้งที่ชาวค่ายเองไม่กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าการทำค่ายเป็นการช่วยเหลือพัฒนาชุมชนโดยแท้จริง เพราะ หลายครั้งที่คนอาสากลับรู้สึกว่า ‘ได้รับ’ มากกว่า ‘ได้ให้’ ตั้งแต่การขอรบกวนเพราะความจำเป็น เช่น ‘หนูขอรบกวนพาเราเดินในหมู่บ้านหน่อยได้ไหมคะ’ ‘ที่โรงเรียนมีน้ำสำหรับดื่มใช่ไหมครับ’ ที่เกิดจากความไม่พร้อมที่จะจัดหาทุกอย่างสำหรับใช้ชีวิตบนค่ายได้ด้วยตนเอง จึงกลายเป็นการไปเบียดเบียนชุมชนที่เราตั้งใจจะช่วยเสียเอง ไปจนถึงเมื่อเห็นชาวบ้านที่ต้อนรับเราอย่างดี จนทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ‘หากเราไม่มา เขาก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้’ ผุดขึ้นในใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวค่ายหลายคนก็เกิดความสงสัยขึ้นมาบ่อยครั้งว่า ชุมชนต้องการความช่วยเหลือจากเราจริงไหม แล้วสิ่งที่เราไปช่วย เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดอย่างยั่งยืนหรือเปล่า และสุดท้ายแล้ว ค่ายอาสายังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่หรือไม่ เราได้ความเห็นหนึ่งมาจากชมรมอาสาพัฒนาชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นชมรมที่เริ่มมาจากการขึ้นดอยเพื่อไปเปลี่ยนทัศนคติที่นักศึกษาในเมืองมีต่อชาวเขา ว่ายากจน ลำบาก ด้อยโอกาส ไม่มีการศึกษา แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงๆ ภาพเหล่านี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้น หากขึ้นไปด้วยใจอาสาอยากทำอะไรให้เขาก็ไม่แปลกที่จะผิดหวังกลับมา เพราะชาวเขาไม่ได้ขาดแคลนอะไรที่นิสิตอย่างเราๆ จะไปเติมให้ได้ และเขาก็ทำหลายอย่างได้เก่งกว่าเราเสียอีก เขาก็มีความสุขตามที่เขามี ไม่ต้องรอให้เราไปทำอะไรให้เลย แล้วแบบไหนถึงจะดี? จริงๆ แล้ว ‘ค่ายอาสา’ อาจสร้างมาเพื่อให้นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต่างจากชีวิตเมือง แต่ในฐานะที่เป็นนิสิตนักศึกษา ควรตอบแทนกลับสู่สังคมด้วย จึงแฝงเอา ‘การอาสา’ เป็นอุบายหนึ่งของการเรียนรู้ อย่างการไปสร้างไปสอนไปช่วยพัฒนาชุมชน ก็เป็นการทำให้รู้จักทบทวนความรู้ของตนเอง และปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่คนทำค่ายอาสาควรตระหนักอยู่เสมอคือ พยายามเป็นประโยชน์ให้แก่เขาและไม่เป็นภาระ หากจะรบกวนก็ต้องรบกวนให้น้อยที่สุด ส่วนคำถามที่ว่า การอาสาไปช่วยของเราเป็นการช่วยเหลือและพัฒนาชนบทที่ตรงจุดและยั่งยืนจริงหรือไม่ ก็ยังคงไม่ได้รับคำตอบ แต่สิ่งที่ชาวค่ายทำได้ คือไม่ต้องพยายามตอบคำถาม แต่ให้ลงมือทำ ด้วยการสำรวจสภาพปัญหาและอุปสรรคที่เขาเผชิญอย่างจริงจัง รวมถึงพยายามหาวิธีการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างแค่การไปบริจาคสิ่งของ แต่ต้องเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากเท่าที่จะทำได้ เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชหลังนา เพื่อให้คนรู้จักปลูกพืชนอกจากข้าวในฤดูหลังนา เป็นต้น พวกเราสรุปกันว่าค่ายอาสายังคงต้องมีอยู่ แต่กลับไปเป็นแบบ 30 ปีก่อน คือ เข้าใจวิถีชีวิตและความเป็นเขา เพื่อให้เรามีภาพชาวเขาที่ตรงกับความจริงมากกว่าภาพจำ แล้วเอาภาพนั้นลงมาให้คนเมืองได้เห็น ได้เข้าใจไปด้วยกัน เราต้องให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่มองเขาเป็นคนนอก ด้อยโอกาส ค้ายา แล้วปฏิบัติต่อเขาอย่างสมาชิกสังคมที่มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์ และควรได้รับเสรีภาพไม่ต่างไปจากเรา สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ จะพบคำตอบของคำถามที่ว่า ค่ายอาสา ‘ได้ให้’ หรือ ‘ได้รับ’ อย่างง่ายดาย หากมองว่า ทั้งเราและชาวบ้านในชนบทต่างก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึก ความคิด และประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งสิ่งของหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ได้มอบให้ ก็อาจจะไม่ได้สำคัญไปกว่าความรู้สึกอิ่มใจที่เขาได้ต้อนรับ ได้รับการมองเห็นและพบว่าเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นเดียวกับเรา ‘ค่ายอาสา’ จึงเป็นแหล่งรวมของความทรงจำอันมีค่า ของทั้งการรับและการให้ การแลกเปลี่ยนความรู้สึกของคนที่อยู่ห่างกันไกลแสนไกลจนไม่อาจได้รู้จักกัน ให้ได้มาใช้ช่วงเวลาที่มีค่า แม้เพียงเสี้ยวนาทีหนึ่ง ร่วมกันเท่านั้นเอง   ขอบคุณข้อมูลและแรงบันดาลใจ จาก ชาวค่ายอาสาพัฒนาชาวไทยภูเขา (ค่ายภูเขา) ชาวค่ายจุฬาสู่ชุมชน (ค่าย slum club) ชาวค่ายอาสาสมัคร สโมสรนิสิตจุฬาฯ (ค่ายสจม.) ชาวค่ายอาสาพัฒนาฯ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ  

ปิดโหมดสีเทา