Interview

“เนติวิทย์” นิสิตที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชน


โดย , , เมื่อ

เมื่อพูดถึง ‘เนติวิทย์’ หรือ ‘แฟรงค์’ เราเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมรู้จักเขาในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมานำเสนอมุมมองความเชื่อของแฟรงค์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่สองในบทบาทของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนในความคิดของแฟรงค์คืออะไร “สิทธิของมนุษย์ทุกคนที่พึงมี ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย สิทธิในการอยู่อย่างเสรี ไม่อยู่ภายใต้ความกลัวครับ” แฟรงค์บอกกับเราว่า เส้นทางความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนของแฟรงค์เริ่มต้นขึ้นในสมัยมัธยมฯ ผ่านกระบวนการตั้งคำถามถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของครูและนักเรียนในบริบทของสังคมไทย “ความเชื่อในสิทธิมนุษยชน จริงๆ ต้องพูดว่ามันเป็นชุดความคิดหนึ่ง ที่เชื่อกันอย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับตัวผมเอง มันเริ่มมาจากสมัยมัธยมฯ ก็คือรู้สึกว่าทำไมครู อาจารย์ถึงต้องใช้อำนาจ เขามีสิทธิ์ไหมที่จะใช้อำนาจแบบกดขี่หรือทำให้เรากลัว เลยเริ่มรู้สึกว่าเรามีสิทธิเท่ากับเขาไหม การที่เขามาไถผมนักเรียน เขามีสิทธิตามธรรมชาติเหรอ” คำถามที่เกิดขึ้นผลักดันให้เนติวิทย์ศึกษาข้อมูลต่อมาเรื่อยๆ แม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ จนกระทั่งช่วงมัธยมปลาย จึงก้าวเข้าสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะตัวเองเชื่อว่าสิทธิมนุษยธรรมจะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำ “สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ ตั้งแต่นั้นมาก็รู้สึกว่าเราจะต้องทำ ถ้าเราไม่ทำมันก็คือนามธรรมเท่านั้นเอง มันก็ไม่อยู่จริงถ้าไม่มีใครทำ” สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ เห็นอะไรในสังคมไทยจากสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง “สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก หรือไม่ได้สนใจจริงๆ เพราะสังคมและสภาพแวดล้อมของเราไม่เอื้ออำนวยให้เกิดขึ้นจริง ครู อาจารย์ก็ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย โรงเรียนเองก็เหมือนกัน รวมถึงกระทรวงศึกษาฯ ส่วนใหญ่มีอะไรทันสมัยเขาก็เอามาแปะในหนังสือหมด แล้วเราก็รู้แล้วก็แค่นั้น กับชีวิตจริงก็คนละเรื่อง เราเรียนนิติธรรม นิติรัฐ แต่ถ้าไม่มีนิติรัฐ นิติธรรม ก็ไม่มีความหมาย แล้วก็เป็นสังคมที่มีคนที่มีความรู้เยอะ แต่แนวทางปฏิบัติก็อีกเรื่องหนึ่ง” “แสดงว่าเรารู้สึกว่ามันยังไม่ได้ออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นแค่องค์ความรู้แล้วก็จบอยู่ตรงนั้น ใช่มันสามารถเอามาใช้จริงได้ ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมไทย” การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในจุฬาฯ “มีการร้องเรียนเข้ามามาก เช่นเรื่องการแต่งตัวของนิสิตที่เป็นถกเถียงกัน นิสิตหญิงคณะหนึ่งใส่รองเท้ารัดส้นถูกต้องตามระเบียบไปเรียน แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตักเตือน” แฟรงค์บอก พร้อมเสริมว่า “บางครั้งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ไม่ได้อ่านกฎระเบียบใหม่ ทั้งนี้ได้มีการส่งเรื่องไปที่คณะต่างๆ แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหานี้” “หรือแม้แต่การพูดโจมตี ดูถูกนิสิตในห้องเรียนของอาจารย์บางคณะ โดยใช้ทัศนคติทางการเมืองบางอย่าง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจุฬาฯ เดี๋ยวผมว่าจะไปนั่งฟังอยู่ว่าจริงหรือเปล่า” “และยังมีปัญหาการเก็บเงินของบางคณะที่มีปัญหามาถึงตอนนี้ ซึ่งก็มีนิสิต 7-8 คนส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา” สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก รู้สึกกังวลต่อจุดยืนของตัวเองบ้างไหม “รู้สึกกังวลบ้างครับ แต่พยายามจะไม่รู้สึกอะไร ที่ทำไปทั้งหมดเพราะมีเจตนาดี ผมเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน นิสิตหรือใครก็คือคนไทย ควรจะทำให้ดีขึ้น ไม่ได้ยึดติดในตำแหน่ง แต่กลัวว่าสิ่งที่ทำไปจะพังเพราะคนไม่เห็นค่า แต่เราก็พยายามวางรากฐาน พยายามทำให้นิสิตตระหนักและอยากให้สำเร็จในที่สุด” อะไรที่ทำให้เราเดินต่อถึงจะมีแรงเสียดทานมากมาย   “การศึกษาทำให้เราแตกต่าง ทำให้เรารู้อะไรมากกว่าคนอื่น เราอยู่ในสถานะที่พร้อมกว่า เราก็ต้องคิดเพื่อคนอื่นมากกว่า จริงๆ แล้วสังคมนี้สร้างขึ้นมาจากการช่วยเหลือกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน เราเลยรู้สึกว่าเราควรจะรักษาตรงนี้ไว้ เรียกว่าเอาความรู้และความเชื่อเราไปกระจายให้คนอื่น แต่ก็รู้สึกท้อถอยบ้าง คงอาจจะเป็นเพราะได้อ่านบทกวี บทความดีๆ ฟังเรื่องราวที่มีคนต่อสู้เรื่องสิทธิฯ จากต่างประเทศ ก็ทำให้ผมมีความหวัง” ฝากอะไรเกี่ยวกับคนในจุฬาฯ “อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ ถ้าเรานิ่งเฉยต่อปัญหา ปัญหาแบบเดิมก็จะยังอยู่หรืออาจจะเปลี่ยนไป ในทางกลับกัน เพราะเขาคิดว่าการนิ่งคือเรายินยอม ดังนั้นเราอย่านิ่งเฉย อย่าคิดว่าปัญหาอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน อยากให้ช่วยกัน” อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ สังคมเราจะดีขึ้นได้ไม่ใช่เพียงแต่ทุกคนคอยเรียกร้องหาสิทธิมนุษยชนของตนเอง หากแต่ทว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นได้เราต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่นด้วย  

Interview

พลิกความเชื่อ “ใครว่ารักแท้ผ่านแอพพลิเคชั่นไม่มีอยู่จริง”


โดย , เมื่อ

  ทินเดอร์อาจจะเป็นแอปพลิเคชัน ที่หลายคนเชื่อว่ายากที่จะเจอความรักจริงๆ แต่โซ่ ธนภรณ์ ชายหาด คณะวิทยาศาสตร์ ปีสอง กลับเป็นอีกหนึ่งคนที่ยังเห็นว่าไม่ว่าจะชีวิตจริงหรือแอปพลิเคชัน ก็มีรักดีๆ เกิดขึ้นได้ ความรักครั้งนี้เกิดขึ้นได้ยังไง “ตอนแรกคือเล่นแบบขำๆ ก็ไม่ได้เชื่อว่าจะเจอความรักได้ แต่ส่วนหนึ่งคือเรามีเพื่อนเป็นฝรั่งเยอะ เลยใช้ทินเดอร์ (Tinder) เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกภาษาอังกฤษด้วย” เล่นนานแค่ไหนแล้วเจอกับแฟนคนปัจจุบันได้ไง สามเดือนที่โหลดแอปพลิเคชันนี้ไว้ในโทรศัพท์ แต่โซ่บอกว่าเธอไม่ได้เล่นแบบจริงจัง แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของรักครั้งนี้ “ถ้าปัดขวาคือถูกใจ ถ้าไม่ชอบก็ปัดซ้าย เราปัดหน้าจอไปเรื่อยๆ แล้วก็เจอรูปเขา (แฟนคนปัจจุบัน)  เลยกดเข้าไปอ่านประวัติแบบย่อของเขา เขาลงประมาณว่า เป็นสุภาพบุรุษ 90% อีก 10% เป็นวายร้าย เราว่ามันดูตลกๆ ดี เลยปัดขวา ถ้าสองคนปัดขวาเหมือนกันก็จะแมทช์กัน ถึงจะส่งข้อความคุยกันได้ แล้วเราสองคนก็แมทช์กัน” โซ่บอกว่าตอนที่ปัดขวาไปเขาอยู่ห่างออกไปประมาณสามกิโลเมตร แต่หลังจาก Match กันแล้วก็ยังไม่ได้คุยกันทันที ผ่านไปสักพักเขาจึงทักมา “เค้าบอกว่าเค้าเพิ่งถึงสิงคโปร์ เราก็ดูระยะทางมันเปลี่ยนจากสามกิโลฯ เป็นสามพันกว่ากิโลฯ สรุปคือเค้าเป็นคนสิงคโปร์ที่มาเที่ยวไทย” โซ่บอกอีกว่า ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจริงจัง เพราะเค้าอยู่ไกล ถ้าอยู่ไทยก็คงนัดเดทกันไปแล้ว “ก่อนหน้านี้เราก็แบบนานๆ ทีถึงจะตอบ เพราะรู้สึกว่าคงเป็นไปได้ แต่มันมีช่วงหนึ่งที่เค้าโทรวิดีโอผ่านไลน์มา แรกๆ เราก็ไม่อยากรับ เหมือนเจอในทินเดอร์ เรากลัว ก็ปฏิเสธไป” โซ่บอกว่าคนที่เคยเล่นทินเดอร์จะรู้ว่าในแอปพลิเคชันมีคนหลายประเภท รวมไปถึงบางคนที่จู่ๆ ก็ทักมาชวนไปทำกิจกรรมเข้าจังหวะตรงๆ หรือบางครั้งก็ส่งรูปวาบหวิวมาให้ใจหายเล่น จึงทำให้ตัวเองอดกลัวไม่ได้ว่าการโทรวิดิโอมาของอีกฝ่ายอาจมีจุดประสงค์แอบแฝง “แต่พอได้คุยกับไปเรื่อยๆ เราได้รู้จักตัวตนเขามากขึ้น ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนทัศนคติดี ความคิดดี หลังจากนั้นก็ได้คุยกันมากขึ้น เรื่อยๆ แล้วก็คุยกันมาตลอด” ทำไมถึงเชื่อในรักครั้งนี้ “คือบางทีเราคบกับใครสักคน เราโฟกัสแค่ปัจจุบัน แต่สำหรับเขา คือเขาคิดไปถึงอนาคตไว้เยอะมาก อย่างเช่น เราไม่ค่อยได้เจอกันนะ เราจะทำยังไง เราจะวางแผนยังไง เขาคิดไว้หมดเลย ทำให้เรารู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้โอเค ถ้าจะเชื่อดูก็ไม่เสียหาย” อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางไกลเป็นไปได้ “ส่วนตัวเราเป็นคนที่ถ้ามีความรักหรือมีแฟน จะไม่ค่อยเป็นคนที่เยอะมาก ไม่ต้องเจอก็ได้ นานๆ เจอทีเราโอเค เพราะเราเป็นคนรักอิสระนิดนึง แบบว่าอยากมีพื้นที่ส่วนตัว เลยไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนั้น ส่วนเขาก็จะคอยพูดอยู่ตลอดว่าเค้ารู้สึกยังไง บอกตลอดว่า ถึงจะห่างกัน แต่ก็ให้เรารับรู้ว่าเขารู้สึกยังไงกับเรา” “ตัวเขาทำให้เรารู้สึกเชื่อว่ามันเป็นไปได้ คือเราก็เคยคุยกันแรกๆ ว่า เออมันดูไม่น่าเป็นไปไม่ได้เลยนะ เจอกันในทินเดอร์ แถมเขากลับประเทศเขาไปแล้ว ไม่ใช่มาเจอกันตอนที่อยู่ไทย แต่เราก็คุยกันมาได้จนถึงตอนนี้” คิดว่าความสัมพันธ์ในอนาคตต่อจากนี้จะเป็นยังไง “ก็… (นิ่งคิด) ตอนนี้ก็คงต้องเชื่อ ว่าจะทำให้มันเป็นไปได้จริงๆ แต่เหมือนเราก็วางแผนกันว่าเราจะทำยังไง โอเคเราจะมาหา สลับกันไป เดี๋ยวเขามาไทยเดี๋ยวเราไปนู่น เราก็ไม่ได้ให้เขาพิสูจน์อย่างเดียวว่าเขาชอบเรา เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นด้วย ต้องมีความไว้ใจเชื่อใจกันเยอะมาก” เราก็ไม่ได้ให้เขาพิสูจน์อย่างเดียวว่าเขาชอบเรา เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นด้วย ต้องมีความไว้ใจเชื่อใจกันเยอะมาก โซ่บอกกับเราว่า ความสัมพันธ์ตอนนี้เป็นไปด้วยดี และตัวเองกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมแฟนหนุ่มที่สิงคโปร์ในวันสุดสัปดาห์ที่จะมาถึง เป็นตัวอย่างความรักที่เกิดขึ้นได้ และกำลังเป็นไปอย่างสวยงามแม้ทั้งคู่จะไม่เคยได้เจอกันจริงๆ  

Interview

ไพ่ยิปซีในมุมมองของ “กั้ง” นิสิตวิทยาศาสตร์


โดย , เมื่อ

หลายคนอาจมองว่าความเรื่องเชื่อโชคชะตาเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องการทำนายอนาคตด้วยวิธีการต่างๆ วันนี้กั้ง อรกช เชาว์โพธิ์ทอง จากคณะวิทยาศาสตร์ จะมาแบ่งปันมุมมองความเชื่อเกี่ยวกับไพ่ยิปซีกับทุกคน   จุดเริ่มต้นที่ทำให้เชื่อในไพ่ยิปซีคืออะไร “ตอนแรกเราไม่เชื่อในไพ่ยิปซีเลย ไม่เชื่อว่าแผ่นกระดาษใบหนึ่งมันจะสามารถบอกอนาคตได้ แล้วมีวันหนึ่งก็มีคุณครูสมัยมัธยมฯที่ดูไพ่เป็นชวนเราไปดู เราอยากพิสูจน์ว่าจริงหรือเปล่า ก็เลยไป เราเลยถามว่าจะได้คณะตามที่หวังไหม แล้วปรากฏว่าเราก็ได้จริง” กั้งบอกว่าหลังจากนั้นตัวเองก็ยังไม่เชื่อในคำทำนายร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะพอรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีโอกาสสอบติดสูง แต่การได้ดูไพ่ยิปซีในวันนั้นได้จุดประกายให้กลับไปหาข้อมูลและเริ่มต้น เรียนรู้เกี่ยวกับไพ่ยิปซีอย่างจริงจังมากขึ้น   ช่วยอธิบายหลักการทำนายด้วยไพ่ยิปซีหน่อยได้ไหม ว่าเริ่มต้นยังไง แต่ละขั้นตอนจำเป็นกับกระบวนการในการทำนายยังไงบ้าง “อย่างแรกเราจะต้องให้คนที่มาดูสับไพ่เอง เหตุผลที่จะต้องให้เขาสับไพ่เองเป็นเพราะว่าเหมือนมันเป็นดวงของเรา จะสับกี่ครั้งก็ได้ จากนั้นก็ให้เขาตัดไพ่ออกเป็นสามกอง จะใช้มือซ้ายหรือขวาตัดก็ได้” กั้งเสริมว่าการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งตัดไพ่ไม่มีผลกระทบใดๆต่อดวงชะตา แม้หลายๆคนจะเชื่อว่าต้องใช้มือซ้าย หรือมือข้างที่ไม่ถนัด กั้งบอกต่อว่า เมื่อตัดไพ่เสร็จแล้วจะต้องรวมไพ่ทั้งสามกองเป็นกองเดียวอีกครั้ง แล้วส่งให้ผู้ทำนายที่จะรับไพ่ทั้งหมดไปกรีดก่อนจะวางตรงหน้าคนดูเพื่อให้เลือกออกมาสามใบ แต่ก่อนจะเลือกคนดูจะต้องตั้งสมาธิให้แน่วแน่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการถาม กั้งบอกว่าขั้นตอนนี้สำคัญมาก คนดูจะต้องมีสติมากๆ เพราะต้องใช้จิตในการถาม และคำถามที่ถามจะต้องชัดเจน “จากนั้นคนดูจะต้องเลือกไพ่มาทั้งหมดสามใบ แล้วส่งให้เราที่เป็นผู้ทำนาย ผู้ทำนายจะถามคนดูอีกครั้งว่าคำถามคืออะไรแล้วถึงจะตีความไพ่ออกมาเป็นคำตอบ” ไพ่ที่เลือกออกไปแล้วจะไม่ถูกนำกลับไปรวมกับกองไพ่ที่เหลืออยู่ เพราะกั้งบอกว่ายังมีไพ่อีกจำนวนมากที่ตอบคำถามเราได้ โดยไพ่ทุกใบสามารถตอบคำถามได้ในทุกๆ แง่มุม ทั้งความรัก สุขภาพ และการเงิน สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำนายด้วยไพ่ยิปซี คือถ้าเราถามคำถามเดิมซ้ำ คำตอบมีแนวโน้มจะออกมาประมาณเดียวกัน กั้งเสริม   สิ่งที่น่าสนใจและทำให้ไพ่ยิปซีแตกต่างจากการทำนายชนิดอื่นๆ คืออะไร “เรารู้สึกว่าไพ่ยิปซีเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัวเหมือนชีวิตของเรา เพราะชีวิตเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไพ่ยิปซีเราสามารถถามเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมันไม่ได้กำหนดคำตอบที่ตายตัวให้กับเรา ไม่เหมือนการดูด้วยวัน เดือน ปีเกิด ที่จะกำหนดไปเลยว่าจะต้องเป็นแบบนี้ๆ แต่ว่าเขาไม่รู้หรอกว่าชีวิตที่เป็นเส้นไป พอมองเข้าไปในกราฟนั้นยังมีขึ้นลงๆอีกมาก ไพ่ยิปซีสามารถเข้าถึงชีวิตเราได้มากกว่า” กั้งเชื่อในไพ่ยิปซีกี่เปอร์เซ็นต์ “เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เชื่อประมาณ 50:50 เพราะสิ่งที่เราถามไปมันเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งเราจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นจริง ยังไงเราก็ไม่สามารถปักใจเชื่อได้ว่ามันจะต้องเกิดขึ้นจริงๆ”   เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเชื่อในไพ่ยิปซี “สองสามเดือนที่แล้วเราดูไพ่ให้ตัวเอง แล้วไพ่ตีความหมายเตือนเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว แต่เราก็ไม่ได้เอะใจหรือถามต่อ ปรากฏว่าวันต่อมายายเราเสีย ตรงนี้เลยทำให้เราเชื่อมากขึ้น แล้วก็รู้สึกเสียใจว่าทำไมไม่ถามต่อ”   การเรียนวิทยาศาสตร์กับศาสตร์กับไพ่ยิปซี “(หัวเราะ) เราคิดว่าการดูไพ่ยิปซีมันเป็นงานวิจัย เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ถ้าดูแล้วมันเป็นจริงมันก็เหมือนสมมติฐานของเราเป็นจริง ถูกต้อง  การดูไพ่มันจะสนับสนุนเหตุผล ยกตัวอย่างว่าเราดูเกี่ยวกับการเรียน อ่านไพ่ออกมาแล้วปรากฏว่ามันบอกว่าการเรียนจะไม่ดี เลยถามต่อแล้วก็ตีความไพ่ได้ว่าเป็นเพราะเราจะขี้เกียจ ดูๆแล้วมันก็ดูสมเหตุสมผลดี”    เราคิดว่าการดูไพ่ยิปซีมันเป็นงานวิจัย เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ถ้าดูแล้วมันเป็นจริงมันก็เหมือนสมมติฐานของเราเป็นจริง ถูกต้อง เอาความเชื่อไปปรับใช้ในชีวิตในด้านไหนบ้าง “การดูไพ่ยิปซีช่วยให้เราระมัดระวังตัวมากขึ้น ทำให้เราพร้อมในการใช้ชีวิตในวันถัดไป ถึงแม้ว่าไพ่จะบอกว่าจะมีเรื่องดีๆ เราก็ต้องไม่ประมาท” “เรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราขึ้นอยู่กับการกระทำ การทำนายก็มีผลมาจากการกระทำของเราด้วยส่วนหนึ่ง ผลจากการทำนายก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการกระทำของเรา อย่างเช่น ถามวันนี้ พรุ่งนี้คำตอบอาจจะเปลี่ยนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้เราไปทำอะไรมาบ้าง”   เรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราขึ้นอยู่กับการกระทำ การทำนายก็มีผลมาจากการกระทำของเราด้วยส่วนหนึ่ง ผลจากการทำนายก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการกระทำของเรา อย่างเช่น ถามวันนี้ พรุ่งนี้คำตอบอาจจะเปลี่ยนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้เราไปทำอะไรมาบ้าง หากการทำนายไพ่ยิปซีเปรียบเหมือนการเตือนผลของการกระทำล่วงหน้าในอนาคต มันก็คงไม่มีข้อเสียหายอะไรหากเราจะทำนายเพื่อเปลี่ยนแปลงการกระทำในปัจจุบัน

ปิดโหมดสีเทา