Interview

ไมโล ชยพัทธ์: ล้วงลึกเรื่องลับฉบับ Secret Alert


โดย เมื่อ

หลายคนคงเคยเห็นหน้าหนุ่ม ‘ไมโล’ ผ่านโลกโซเชียล หรือว่าทีวีกันมาบ้างแล้ว ทั้งงานประชาสัมพันธ์ภายในจุฬาฯ หรือบทบาทคนขายไอติมสุดหล่อจากซีรีส์ ‘ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์’ และไวรัลโฆษณา อีกมากมาย วันนี้ CHU! ขอพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ ไมโล ‘ชยพัทธ์ วิรัตน์โยสินทร์’ ในบทบาทของนักแสดงละครนิเทศ จุฬาฯ ปีล่าสุด เรื่อง ‘Secret Alert ห้ามเปิดก่อนได้รับอนุญาต’ หนุ่มไมโลจะเผยความลับออกมาขนาดไหน ไปติดตามพร้อมๆ กันเลย Milo’s Missions Q: ทำไมไมโลถึงชื่อ ‘ไมโล’ A: แม่เราเป็นครูภาษาไทย สอนอยู่ที่สาธิตจุฬาฯ แม่อยากให้ชื่อเชื่อมโยงกับความเป็นไทย ตอนแรกเลยได้ชื่อ ‘ไม้เอก’ มา แต่ชื่อไม้เอกอยู่ได้แค่ประมาณ 2 อาทิตย์เอง เพราะป้าบอกว่า “ชื่อไม้เอก ลูกจะดื้อ” ส่วนที่มาของชื่อไมโลก็คือ ตอนที่ยังอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้นยังไม่มีชื่อใหม่ จู่ๆ ก็มีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งพูดว่า “เอาชื่อไมโลมั้ย” ทุกคนก็เห็นด้วย แล้วพอดีน้าเขยเราเป็นคนเดนมาร์กเค้าก็บอกว่าไมโลเป็นชื่อเทพเจ้าของเดนมาร์กด้วย เราเลยได้ชื่อไมโลมา Q: ไมโลชอบการแสดงมาตั้งแต่ตอนไหน ตอนม.ปลายเราทำกิจกรรมเยอะ ทั้งโชว์ คอรัส หลีด เคยเล่นละครห้อง แล้วก็เคยกำกับละครห้องด้วย เป็นละครภาษาอังกฤษ ได้ที่ 1 เลยนะ ตอนนั้นเรารู้สึกเต็มที่มาก มากจนเพื่อนคงเกลียดอะ แบบ ไมโลจะจริงจังอะไรนักหนาวะ แต่เรารู้สึกสนุกและมีความสุขมาก เลยคิดว่าด้านละครก็น่าจะทำได้เหมือนกัน Q: แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยมา ได้ทำอะไรบ้าง A: ส่วนใหญ่ก็ถ่ายงานเป็นหลัก เช่นเล่นหนังที่พี่ๆ ทำเพื่อรับน้อง, ถ่ายงาน Open House, ถ่ายแบบเสื้องานบอลครั้งที่ 71, เป็นนักแสดงหนังสั้นจอจิ๋ว แสดงละคร Thesis ของพี่ๆ ภาค PA, เป็นทีมงานกางจอของพี่ๆ ภาค Film, พอปี 2 ก็เป็นสตาฟร้องเพลงในห้องเชียร์ แล้วล่าสุดก็เล่นละครนิเทศ จุฬาฯ Q: แบบนี้หรือเปล่าที่เรียกว่า ‘เต็มที่แบบนิเทศศาสตร์’ A: คำว่า ‘เต็มที่แบบนิเทศศาสตร์’ สำหรับนิเทศฯ น่าจะคือทุ่มเทให้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแบบสุดตัว ซึ่งถ้าสำหรับเราคือมีเท่าไรก็ให้เท่านั้นเลย ทำให้สุดเท่าที่เราจะสุดได้ Q: ต่างจากความเต็มที่ของคณะอื่นยังไง A: จริงๆ มันเทียบกันไม่ได้ คือเต็มที่ของคณะอื่น เค้าอาจต้องโฟกัสกับเรื่องเรียน ในขณะที่คณะเราจะเต็มที่กับการทำกิจกรรมมากกว่า แต่เรื่องเรียนพวกเราก็ยังรอด การทำงานในอนาคตนอกจากมีผลงานแล้ว เรื่องเกรดก็สำคัญนะ เพราะเกรดมันสื่อได้ว่าเราตั้งใจกับทุกอย่างจริงๆ หรือเปล่า คณะเราจะเต็มที่กับการทำกิจกรรมมากกว่า แต่เกรดมันก็สื่อได้ว่าเราตั้งใจกับทุกอย่างจริงๆ หรือเปล่า Q: เห็นว่ามีทำงานอื่นๆ นอกคณะด้วย แล้วการทำงานจริงต่างจากทำงานในคณะยังไง A: ต่างนะ เราอยู่คณะจนเหมือนครอบครัวแล้ว เรารู้สึกดีเวลาทำงานกับคนที่สนิทใจด้วย ต่างจากตอนไปทำงานข้างนอกกับคนที่เจอหน้ากันครั้งแรก เราจะไม่ได้เป็นตัวเองเท่าไร ซึ่งเวลาทำงานหน้ากล้อง มันต้องเป็นตัวเอง ดังนั้นทุกคนที่ทำงานสายนี้จะต้องแฮปปี้ไว้ก่อน เพราะถ้าเครียดแล้วมันเล่นไม่ได้ เลยต้องเรียกอารมณ์ตัวเองกลับมาเตรียมพร้อมไว้เสมอ Milo’s Top Secrets Q: กิจกรรมและงานเปลี่ยนอะไรในตัวไมโลบ้าง A: เรารู้สึกว่าเราได้เป็นไมโลมากขึ้นและคิดมากน้อยลง เมื่อก่อนเราเป็นคนคิดมากแบบสุดๆ เห็นโลกแคบด้วย แต่พอได้ทำกิจกรรมแล้วโลกก็กว้างขึ้น เราได้เจออะไรหลายอย่างที่ทำให้คิดว่า จะมาหยุดคิดมากกับตรงนี้ทำไม ในเมื่อเราปล่อยวาง ช่างมันบ้าง แล้วไปเริ่มทำอย่างอื่นต่อก็ได้ ไม่ต้องจมอยู่กับปัญหา อันไหนวางได้ก็วาง ปล่อยได้ก็ปล่อย แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้น จะมาหยุดคิดมากกับตรงนี้ทำไม ในเมื่อเราปล่อยวาง ช่างมันบ้าง แล้วไปเริ่มทำอย่างอื่นต่อก็ได้ Q: แล้วงานที่อยากทำในอนาคตล่ะ A: อยากทำ PR (Public Relations) ในบริษัทใหญ่ๆ และมีความมั่นคงในชีวิต ที่เราอยากเรียน PR คือเราอยากรู้เรื่องการตลาด เพราะว่าอยากเปิดธุรกิจของตัวเองด้วย ตอนนี้ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหน แต่อยากขายอะไรที่ ง่าย แปลก และคนต้องการ อารมณ์แบบ สบู่กำจัดขน ซึ่งก็ไม่ต้องเป็นแบรนด์สู่ตลาดโลก แค่ขอให้ถูกใจคนไทยก็พอแล้ว Q: ตอนแรกนึกว่าอยากทำงานสายการแสดงซะอีก A: เราเป็นคนชอบการแสดง รู้สึกว่ามันสนุก ถ้ามีโอกาสก็อยากทำ แต่ทีนี้เราคิดว่าถ้าเราเป็นดารา แล้ววันหนึ่งเราขาขาด คือชีวิตในวงการจบเลยนะ มันไม่มั่นคงแล้ว อีกอย่าง ถ้าเป็นดารา ความเป็นส่วนตัวจะน้อยมาก แล้วเราเป็นคนที่ต้องการโลกส่วนตัว อยากมีเวลาให้กับตัวเอง Q: แล้วนิเทศฯ ตอบโจทย์ฝันของไมโลได้ขนาดไหน A: ตอบได้เยอะเลย เรามีความสุขที่ได้เรียน marketing ได้เรียนหลักโฆษณา รู้สึกว่ามันใช่มาก ทั้งกิจกรรมและการเรียนตอบโจทย์ได้หมดเลย อีกอย่างที่ชอบคือนิเทศฯ เป็นเหมือนครอบครัว อย่างตอนนั้นที่ไปถ่ายโฆษณาของเนสท์เล่อะ ตอนแรกเรากดดันมาก ยิ่งไม่มีเพื่อนยิ่งกดดัน แต่วันที่ถ่ายทำจริงๆ เจอผู้กำกับใส่เสื้อคืนสู่เหย้านิเทศฯ พี่เค้าชื่อพี่บุ๊ค เราก็เข้าไปคุยแบบ “ผมไมโล รุ่น 51 นะครับ” ตอนนั้นรู้สึกสบายใจขึ้นมาก แค่เราได้เจอพี่ในคณะก็รู้สึกว่าทำงานง่ายขึ้น กดดันน้อยลงมาก Milo’s Undercover Q: ปีนี้ได้เป็นนักแสดงละครนิเทศด้วย อะไรคือแรงบัลดาลใจให้ไมโลมา try out เป็นนักแสดง A: ตอนอยู่สาธิตจุฬาฯ ช่วงป.3 แม่เคยพาไปดูละครนิเทศเรื่อง ‘เทพนิยำ คนอลหม่าน นิทานอลเวง’ เกี่ยวกับเด็กเนิร์ดที่อ่านหนังสือแล้วหลุดเข้าไปอีกมิติ คนที่เล่นเป็นแม่มดคือพี่มาดามมด ตอนนั้นพีคมากจนเราคิดว่า ถ้าสอบติดนิเทศฯ จะต้องได้เล่นละครนิเทศสักปี ขอแค่สักครั้ง ไม่ต้องเป็นพระเอกก็ได้ ไม่ซีเรียสเลย Q: แล้วละครนิเทศปีนี้เป็นยังไงบ้าง ละครปีนี้มีชื่อว่า ‘Secret Alert ห้ามเปิดก่อนได้รับอนุญาต’ ปีนี้แปลกกว่าปีอื่นๆ มาก คิดว่าไม่น่าจะมีละครเวทีที่ไหนทำเกี่ยวกับโรงเรียนสายลับมาก่อน เป็นละครที่ครบรสมาก มีทั้ง ตลก ดราม่า และย้อนวัยไปในช่วง Back to School ด้วย เพลงเพราะ Fulfill อารมณ์มาก ทุกๆ ฝ่ายในละครเต็มที่กันมากจริงๆ ที่สำคัญคือบัตรถูกมากๆ (หัวเราะ) Q: ใน Secret Alert ไมโลเล่นเป็นใคร เราเล่นเป็นเท็ดดี้ เป็นคนที่สนุกกับทุกอย่างในชีวิต เวลาเท็ดดี้เศร้าหรือคิดมาก จะพยายามดันตัวเองขึ้นมา เป็นคนใสซื่อ เด๋อด๋า สนุกสนาน ติดการ์ตูน เชื่อคนง่าย แล้วก็ชอบจริงจังผิดที่ผิดเวลา Q: เท็ดดี้มีส่วนคล้ายไมโลมั้ย เท็ดดี้น่าจะเป็นเราที่สนุกกับทุกเรื่อง… คือการแสดง มันต้องมีส่วนหนึ่งที่เป็นตัวเองอยู่แล้ว เพราะว่าไม่มีใครที่สามารถเล่นฉีกจากตัวเองได้ขนาดนั้น ยกเว้นว่าเก่งจริงๆ สุดท้ายแล้วถึงเราเล่นอะไรที่ฉีกจากตัวเอง หนึ่งในนั้นก็ต้องมีส่วนที่เป็นเราอยู่ดี Q: การฝึกซ้อมของละครนิเทศเป็นยังไงบ้าง สำหรับละครนิเทศจะมีทีมงานบางส่วนที่ต้องฝึกซ้อมตลอด 6 เดือน … Continued

Interview

TEDxChulalongkornU: เสียงของแรงบันดาลใจ


โดย เมื่อ

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของ TED Talk กันมาบ้างแล้วใช่มั้ย? TED คือเวทีที่เหล่า Speaker จากหลากหลายสาขาอาชีพ มาพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ฟัง ภายในระยะเวลาสั้นๆ ที่กำหนดให้ โดย TED จัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก หลังจากนั้นก็ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย ทำให้เกิด TEDx ขึ้นมาหลายต่อหลายที่ เจ้าตัว x นั้นหมายถึงงาน TED ที่จัดขึ้นอย่างอิสระในภูมิภาคอื่นๆ นั่นเอง และจุฬาฯ ของเรา ก็ไม่พลาดที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกเพศทุกวัย กับโครงการที่มีชื่อว่า TEDxChulalongkornU เกริ่นมาซะยาวขนาดนี้ วันนี้ CHU! จะพาทุกคนไปรู้จักกับ TEDxChulalongkornU ให้มากยิ่งขึ้น ผ่านมุมมองของ “ออม” นรมน นรานนท์กิตติกุล Executive Producer ประจำ TEDxChulalongkornU 2016 งานนี้มีความน่าสนใจยังไง ไปติดตามกันเลย! มารู้จักกันก่อนจะฟัง รู้จัก Executive Producer “สวัสดี ชื่อออมค่ะ เรียนอยู่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ชั้นปีที่ 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (BBA) สาขา Accounting”  ออมมีโอกาสได้รับหน้าที่ Executive Producer ในงาน TEDxChulalongkornU ประจำปีนี้ เธอบอกกับเราว่าตำแหน่งนี้จะคอยประสานงานระหว่างอาจารย์กับทีมงาน และระหว่างทีมเข้าด้วยกัน รวมไปถึงการประสานงานกับคนภายนอกด้วย รู้จัก TED Talk TED ย่อมาจาก Technology Entertainment และ Design เริ่มแรก TED เป็นองค์กรที่จะเชิญ Speaker ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจากสามสาขาข้างต้นมาพูดสร้างแรงบันดาลใจ และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมี Speaker ที่มาจากหลากหลายสาขามากขึ้น นอกจากนี้ยังมี TEDx ด้วยนะ ซึ่ง x มาจาก Independent Organization คือจะให้บุคคลทั่วไปสามารถเป็น License Holder เพื่อจัด TED ใน Community ของตัวเองได้ รู้จัก TEDxChulalongkornU TEDxChulalongkornU เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยอาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเห็นว่าเด็กบัญชีเรียนดี แต่ยังไม่ได้ลองลงมือปฏิบัติงานจริง จึงอยากหากิจกรรมไซส์ใหญ่ๆ ให้เด็กบัญชีได้ฝึกฝนฝีมือ จึงดำเนินการขอลิขสิทธิ์ของ TEDx และตั้งชื่อว่า TEDxChulalongkornU เพื่อเป็นตัวแทนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายเช่นเดียวกับ TED ทั่วโลก คืออยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น เหมือนสโลแกนของ TED ที่ว่า “Ideas worth Spreading” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ TED เลยทีเดียว ของดีที่มีให้ฟัง ทำไมธีมงานในปีนี้ต้องเป็น TAKE OFF ธีมงานในปีนี้สานต่อจากธีม Trust  your guts ในปีที่ผ่านมา โดยอยากส่งสารให้ผู้ฟังก้าวออกมาจากความกลัวของตัวเอง ออมอธิบายว่า ปีนี้อยากให้ผู้ฟังไปไกลมากกว่าเดิม คือเมื่อกล้าออกมาแล้วก็ต้องกล้าลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ กล้าที่จะฝัน และกล้าที่จะเป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น “จริงๆ ออมรู้สึกว่าทุกคนมีศักยภาพในตัวเองนะ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แต่บางครั้งก็มีจุดที่ไม่กล้าลงมือทำ อย่างออมเอง บางครั้งออมก็ไม่กล้าทำนู่นทำนี่ แต่ขอแค่ลองก้าวออกมา อยากให้ทุกคนลอง take off” ทุกคนมีศักยภาพในตัวเองนะ แต่บางครั้งก็มีจุดที่ไม่กล้าลงมือทำ ขอแค่ลองก้าวออกมา ลอง take off เกณฑ์ในการคัดเลือก Speaker ออมเล่าให้เราฟังว่า ในตอนแรกทีมงานจะช่วยกันรวบรวมไอเดียว่าอยากให้ใครมาพูดบ้าง โดยจะคัดเลือกคนที่มีเรื่องน่าสนใจ หรือคนที่ในทีมฟังแล้วได้แรงบันดาลใจ แล้วคิดว่าอยากให้คนอื่นได้ฟังเพื่อให้เขาได้แรงบันดาลใจด้วย แล้วก็จะมีทีมงานเข้าไปคุยกับ Speaker โดยตรง แล้วลองหยิบมุมมองที่คนอื่นไม่รู้ มุมมองภายในที่น่าสนใจของแต่ละคนออกมา ปีนี้มี Speaker คนไหนที่เข้าร่วมบ้าง? ปีนี้มี Speaker จัดหนักจัดเต็มถึง 10 ท่าน มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่ การศึกษา เทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และอื่นๆ อีกมากมาย และยังมาจากหลากหลายช่วงอายุอีกด้วย เช่น น้องกัน เด็กชายอายุสิบสองขวบ อ.อุ๊ ฟรัง นรีกุล และคุณโจ้  Wedding Planner เป็นต้น ออมแอบกระซิบว่า ปีนี้ไม่ได้มีแค่ Talk เพียงอย่างเดียว แต่ยังมี Exhibition ที่จะจัดอยู่ตรงบริเวณหน้าโรงละครสยามพิฆเนศด้วย เป็นเหมือนกับพื้นที่ให้ผู้ที่เข้าร่วมฟังได้อุ่นเครื่องกันก่อนจะเข้าไปรับพลังจากการฟังเรื่องเจ๋งๆ จาก Speaker ทั้ง 10 ความพิเศษของ TEDx TEDx คือ Talk ที่จะไม่บอกผู้ฟังก่อนว่า Speaker แต่ละคนจะมาพูดเรื่องอะไรบ้าง ออมบอกว่านี่คือกิมมิคของงานเลยก็ว่าได้ เพราะอยากให้ผู้ฟังได้เห็น Speaker ในมุมมองที่ต่างจากที่ตนคิดไว้ และเกิดการแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ นอกจากนั้น TEDx จำกัดเวลาให้ Speaker พูดได้ไม่เกิน 18 นาทีเท่านั้น! เป็นเพราะข้อกำหนดของ TED หลักที่ขอลิขสิทธิ์มา ออมบอกกับเราอย่างตื่นเต้นว่า 18 นาทีเป็นเวลาที่สั้นมากในการพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เนื้อหาต้องอัดแน่นมาก ถือเป็นความท้าทายของ Speaker ด้วยที่ต้องพูดไป เหล่มองจอนาฬิกาจับเวลาไป ฟังแล้วได้อะไร ความสำคัญของ ‘แรงบันดาลใจ’ ออมให้ความเห็นว่า การมีแรงบันดาลใจในชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแรงบันดาลใจจะเป็นตัวผลักดันให้เราไปต่อได้ ในวันที่เราท้อ แรงบันดาลใจจะเป็นตัวที่ฉุดเราให้ลุกขึ้น และทำให้เรากล้าที่จะทำอย่างอื่นต่อไปด้วย และเธอก็เชื่อว่าทุกคนมีแรงบันดาลใจอยู่ แต่อยู่ที่ว่าอะไรจะมาเป็นตัวกระตุ้นเราได้มากกว่า นี่คือสิ่งสำคัญที่จะทุกคนต้องหาให้เจอ “ออมอยากให้คนฟัง TEDx อยากเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง พอออกมาจากงานแล้วอยาก Take off อยากลงมือเดี๋ยวนั้นเลย” แรงบันดาลใจจะเป็นตัวผลักดันให้เราไปต่อได้ ในวันที่เราท้อ แรงบันดาลใจจะเป็นตัวที่ฉุดเราให้ลุกขึ้น ถ้าจะถามหาบัตร TEDxChulalongkornU ตอนนี้คงต้องบอกว่าช้าไป เพราะตอนนี้บัตรเต็ม แต่สำหรับใครที่จองบัตรไม่ทันก็สามารถติดตามการถ่ายทอดสดทาง AIS Official Account  และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟสบุ๊ค TEDxChulalongkornU และนี่คือบทสัมภาษณ์ของ “ออม” ตัวแทนเบื้องหลังจาก TEDxChulalongkornU เธอบอกกับเราตอนท้ายว่า เธอดีใจมากที่ได้มาทำงานตรงนี้ ได้พัฒนาตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้เจอโลกความจริงที่ในห้องเรียนให้ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เธอดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวบันดาลใจของใครอีกหลายๆ คน ถ่ายภาพโดย ลักษิกา แซ่เหงี่ยม (ศิลปกรรมศาสตร์)

ปิดโหมดสีเทา