Update

เพื่อชีวิตที่ดีกว่า: โครงการ ‘สร้างนิสัยใหม่ใน 7 วัน’


โดย เมื่อ

คุณเคยเขียนปณิธานรับวันปีใหม่ (new year resolution) มั้ยครับ? ไม่ว่าจะเรื่องพฤติกรรม เช่น จะคุมเรื่องอาหารการกิน จะเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง จะนอนเร็ว หรือความคิด/ความสามารถ เช่น จะคิดบวกตลอดทั้งปี จะตั้งใจพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ จะเป็นคนดีของสังคม และอีกหลายร้อยหลายพันปณิธานที่จะหลั่งไหลออกมาจากความคิดที่อยากพัฒนาตนเองให้เป็นคนใหม่รับศักราชใหม่ที่จะมาถึง แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าความตั้งใจเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน จากความตั้งใจก็เป็นได้เพียง ‘ความพยายาม’ ของคนที่อยากจะทำเท่านั้น ไม่ได้กลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไปในระยะยาว หลายๆ คนคงได้เคยเห็นมาบ้างว่ามีงานวิจัยหลายๆ ชิ้นที่ศึกษาคำถามว่า “ต้องใช้ระยะเวลากี่วัน พฤติกรรมบางอย่างถึงจะกลายเป็น ‘นิสัย’ ที่ถาวร” บ้างก็ว่า 10 วัน บ้างก็ 21 วัน หรือถึงขั้นกินเวลาหลายเดือนก็มี ด้วยความหลากหลายเช่นนี้จึงได้ข้อสรุปว่า ระยะเวลาที่ใช้ไม่สำคัญเท่ากับความต่อเนื่องในการลงมือกระทำสิ่งนั้นๆ แถมยังต้องดูด้วยว่างานนั้นมันมีความยาก-ง่ายเป็นอย่างไร แต่ในวันนี้เราจะมานำเสนอ ‘สร้างนิสัยใหม่ใน 7 วัน’ โครงการดีๆ จากศูนย์สุขภาวะนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ Chula Student Wellness ผู้นำกลุ่มก็คือ พี่เอก สมภพ แจ่มจันทร์ จากกลุ่ม Knowing Mind Group นั่นเอง บางคนอาจจะบอกว่า “เอ้า ไหนบอกว่าไม่มีช่วงเวลาตายตัวไงล่ะ?” ผมก็จะบอกว่าโครงการนี้ไม่ได้มุ่งให้ทุกคนสามารถสร้างนิสัยได้ เพราะโครงการนี้เป็นเพียงตัวจุดประกายเล็กๆ ให้เราเห็นว่าเราสร้างนิสัยอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยที่ดี ไม่ดี หรือแบบกลางๆ ก็ตามเท่านั้นเอง และคนที่บอกเราว่าระยะเวลาไม่สำคัญเท่าความต่อเนื่อง ก็คือพี่เอกคนนี่เองน่ะแหละ เราสร้างนิสัยอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนิสัยที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม นอกจากนี้ ในโครงการจะยังได้เรียนรู้เรื่องเชิงวิชาการเกี่ยวกับนิสัยด้วย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของนิสัย กระบวนการสร้างนิสัย ทฤษฎีเชิงจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการก่อร่างสร้างนิสัย และอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นิสัยของเราแปรเปลี่ยนเป็นความพยายามไป อยากบอกว่ามันใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ แน่นอนว่าในเชิงปฏิบัติก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะว่าเราจะได้ทดลองสร้างนิสัยใหม่ตามหลักที่ได้เพิ่งเรียนไปในทันที! แต่ละคนเลือกทำกิจกรรมตามใจตัวเองต่างกันไป เช่น นั่งสมาธิให้ได้ก่อนนอนสัก 8 นาที หรือทำสควอตก่อนอาบน้ำให้ได้สัก 10 ที ส่วนตัวผู้เขียนเป็นคนทำอะไรไม่ค่อยยืด แถมยังผลัดวันประกันพรุ่งอีกต่างหาก เลยคิดว่าจะลองเขียนไดอารีให้ได้ยาวๆ โดยที่วันนี้เราได้เรียนรู้เรื่องการสร้างนิสัยที่ถูกวิธี แถมยังมีการติดตามผลตลอดช่วงเวลา 1 สัปดาห์และนับต่อจากนั้นเป็น 1 เดือนอีก น่าจะช่วยแก้นิสัยที่ว่าได้ไม่มากก็น้อย ผู้อ่านคนไหนอ่านแล้วรู้สึกสนใจขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นนิสิตระดับไหน หรือจะเป็นอาจารย์หรือบุคลากรของมหาวิทยาลัย ขอเพียงแค่คุณอยากสร้างนิสัยใหม่ ขอให้ติดต่อเราม…ผิดๆ ติดต่อได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจของศูนย์ฯ เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้หรือกิจกรรมอื่นๆ ได้เลยครับ ที่ www.facebook.com/chulastudentwellness และถ้าใครสนใจจะเข้าร่วมโครงการนี้ละก็ขอให้ลงชื่อได้ที่ลิงก์นี้เลย http://goo.gl/forms/KLNCK7w9YV กิจกรรมนี้จัดทุกเดือนครับ โดยจะตรงกับวันพุธช่วงเย็นครับ (16.30 – 19.30 น.) รับรองว่าได้ลองแล้วจะติดใจ ❤️

Article

Re-Entrance: ก้าวหน้า หรือ ถอยหลัง?


โดย เมื่อ

เป็นข่าวฮือฮากันไปนะครับกับเรื่องราวของ รองศาสตราจารย์ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่ที่นำเอาแนวคิดของการเอ็นทรานซ์ในอดีตเข้ามาปรับใช้ ทำให้เกิด “ประโยชน์” สูงสุดกับตัวผู้เรียน และสอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาและหลักสูตรสถานศึกษาที่มีอยู่ แต่ เอ๊ะ? เรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่ เพราะอะไรถึงต้องเปลี่ยนด้วย คอลัมน์นี้จะตอบทุกคำถามที่คุณอยากรู้! ฤๅนี่คือจุดจบของแอดมิชชัน? เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมเรื่องการสอบเข้าเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และผู้แทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยการสอบเข้าดังกล่าวนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าส่งผลให้เกิดการเหลื่อมล้ำในกลุ่มนักเรียนที่มีฐานะแตกต่างกัน เกิดปัญหาการจองที่นั่งในมหาวิทยาลัย และมักจะนำไปสู่การสละสิทธิ์เมื่อทราบผลการคัดเลือกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกแบบรับตรง หรือแอดมิชชันก็ตาม ซึ่งหลังจากที่ได้ประชุมกันแล้วก็ได้แนวทางการแก้ไขออกมา นั่นก็คือการรวบการสอบทั้งหมดให้เหลือเพียงครั้งเดียว (ใช้ระยะเวลาจัดประมาณ 6 – 8 สัปดาห์) และปรับการคัดเลือกให้เหลือเพียงเคลียริ่งเฮ้าส์ (Clearing House) แต่ปรับเป็น 2 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งงดการคัดเลือกแบบรับตรงทุกรูปแบบอีกด้วย ท่านปลัดกระทรวงยังกล่าวอีกว่า การจัดสอบแบบนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียนโดยตรง กล่าวคือ  ลดค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ เพราะจัดสอบประเภทละครั้งเท่านั้น  นักเรียนสามารถโฟกัสกับการเรียนในชั้นเรียนจนจบชั้น ม.6 ไม่ต้องไปนั่งเรียนพิเศษให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย การจัดเคลียริ่งเฮ้าส์ 2 ครั้งจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาได้มากขึ้น คือกว่า 90% ส่วนอีก 10% สามารถไปสมัครสอบกับสถานศึกษาที่มีที่นั่งว่างอยู่ได้ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัวเลยทีเดียว รวบการสอบทั้งหมดให้เหลือเพียงครั้งเดียว (ใช้ระยะเวลาจัดประมาณ 6 – 8 สัปดาห์) และปรับการคัดเลือกให้เหลือเพียงเคลียริ่งเฮ้าส์ (Clearing House) แต่ปรับเป็น 2 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งงดการจัดการคัดเลือกแบบรับตรงทุกรูปแบบอีกด้วย เอ็นทรานซ์สะท้านทรวง ก่อนที่จะไปต่อ อยากจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเอ็นทรานซ์กับคนที่เกิดไม่ทัน หรือเกิดทันแต่ไม่ทันได้รู้จักมันกันซะก่อน (บางคนอาจจะคิดว่าเราต้องแก่มากแน่ๆ บอกเลยว่าคุณคิดผิด!) แรกเริ่มเดิมทีการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นจัดแยกตามมหาวิทยาลัย เกิดปัญหาการสอบหลายครั้ง และการจองที่นั่งกันในแบบปัจจุบัน จนกระทั่ง พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (หรือมหิดลในปัจจุบัน) ได้จัดสอบร่วมกันเป็นครั้งแรก พบว่ามีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีการเปลี่ยนแปลงมากมายกระทั่งเรื่องราวจบลงเมื่อทบวงมหาวิทยาลัยเข้ามารับหน้าที่ในการจัดสอบคัดเลือกใน พ.ศ. 2516 โดยคิดคะแนนจากการจัดสอบวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะ 100% เต็ม และเลือกได้ 6 อันดับ ซึ่งนับจากนั้นก็มีพัฒนาการในการจัดสอบเรื่อยมา ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กไม่สนใจเรียนในห้องเรียน มุ่งเรียนแต่กวดวิชานอกห้องเรียนเท่านั้น กระทั่ง พ.ศ. 2543 ที่มีการแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 3 ส่วน คือ การสอบวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะ 90% ความสามารถทั่วไป (GPA) 5% และความสามารถเมื่อเทียบกับเพื่อน (PR) อีก 5% ระบบการคิดคะแนนในระบบนี้ การจัดสอบจะกินเวลา 3 วัน/ครั้ง จัดในช่วงเดือนมีนาคม และตุลาคมของทุกปี ทั้งนี้ นักเรียนสามารถสอบกี่ครั้ง และกี่วิชาก็ได้ โดยเลือกคะแนนที่ดีที่สุด และสามารถเก็บคะแนนนั้นไว้ใช้ได้ 2 ปี และเมื่อผ่านการสอบคัดเลือกแล้ว ก็จะมีการสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย เช่นเดียวกับแอดมิชชันในปัจจุบัน จากการศึกษาแหล่งข้อมูลที่กล่าวถึงการสอบเอ็นทรานซ์พบว่ามีข้อดี ข้อเสีย โดยสรุป ดังนี้ ข้อดี  มุ่งกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ  ผู้ที่มีสิทธิ์สอบ คือผู้ที่จบการศึกษาระดับ ม.6 หรือเทียบเท่า  วิชาที่ใช้จัดสอบเป็นวิชาเฉพาะศาสตร์ ซึ่งทำให้ทางมหาวิทยาลัยมั่นใจว่าจะได้นิสิตนักศึกษาที่มีคุณสมบัติและความสามารถในระดับหนึ่ง ลดปัญหาการออกกลางคัน  การดำเนินการสมัครสอบเกิดขึ้นผ่านระบบของทางโรงเรียน หรือดำเนินการผ่านไปรษณีย์ ลดปัญหาการเข้าถึง internet (ซึ่งในขณะนั้นยังมีความยุ่งยาก และไม่รวดเร็วเหมือนปัจจุบัน) ข้อเสีย นักเรียนเกิดความเครียดที่เกิดจากการเตรียมสอบโดยถ้วนทั่วกัน นักเรียนไปกวดวิชาเพื่อเพิ่มคะแนนสอบและคะแนนในห้องเรียน และเป็นอัตราส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม GPA ที่นำมาร่วมคำนวณด้วย ขาดมาตรฐานที่ใช้ในการเทียบกับนักเรียนคนอื่น และ PR เองก็ไม่ได้แยกคิด ต้องเลือกคณะที่ต้องการสอบเข้า ก่อนที่จะสอบจริง ทำให้ไม่สามารถเทียบกับคะแนนของปีก่อนได้ จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา พบว่าการสอบเอ็นทรานซ์และแอดมิชชันนั้นมีจุดประสงค์ และเป้าหมายที่เหมือนกัน คือ ขยายโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศให้สามารถเข้าเรียนในคณะและมหาวิทยาลัยเป้าหมายได้ตามระดับความสามารถ (ซึ่งเอาเข้าจริงก็พ่วงกับดวงด้วย) อีกด้านหนึ่งคืออายุของผลข้อสอบที่เท่ากันคือ 2 ปี ส่วนการแบ่งวิชาเฉพาะออกตามสาขาวิชาต่างๆ ก็มีความคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าการสอบเอ็นทรานซ์นั้นเปิดวิชาเฉพาะกว่า 30 วิชา ส่วนของแอดมิชชันมีเพียง 7 วิชาเท่านั้น (ซึ่งหากนับรวมภาษาต่างประเทศแต่ละภาษาด้วยก็จะเป็น 13 วิชา) เอ็นท์ฯ กับแอดฯ มีจุดประสงค์เหมือนกันคือ ขยายโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งมีอายุของผลข้อสอบที่เท่ากันคือ 2 ปี จุฬาฯ กับแนวทางการสอบเข้าแบบใหม่ ขณะที่มีข่าวนี้ออกมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ต้องการขยายโอกาสทางการศึกษาและลดการเรียนพิเศษนอกห้องเรียน แต่คำถามที่สำคัญจริงๆ คือมันเป็นไปได้จริงหรือไม่ เพราะว่าหากลดการสอบลงเหลือครั้งเดียว ย่อมทำให้เด็กเกิดความเครียดมากขึ้น อันเกิดจากการสอบที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้น และหากข้อสอบที่ใช้วัดยังเป็นที่กังขาในด้านมาตรฐานของมันอยู่เช่นนี้ นอกจากจะไม่ลดแล้ว ปัญหาการเรียนพิเศษจะยิ่งเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเหมือนสมัยที่ยังคงใช้การคัดเลือกแบบเอ็นทรานซ์ ในมุมของจุฬาฯ หากระบบการสอบแบบนี้ได้ถูกนำมาใช้จริง ย่อมส่งผลต่อการรับตรงแบบ ‘พิเศษ’ ต่างๆ เช่น โครงการโอลิมปิกวิชาการ (คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในโครงการสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาและวรรณคดีไทย (คณะอักษรศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษระดับชาติทางศิลปะ โครงการคัดเลือกนักเรียนผู้มีความสามารถดีเด่นระดับชาติทางกีฬา โครงการจุฬาฯ-ชนบท และอื่นๆ รวมกว่า 20 โครงการ โครงการพิเศษเหล่านี้ย่อมจะต้องถูกปิดตัวลงไป หากแบบสอบมาตรฐานที่ใช้วัดยังเป็นที่กังขาในด้านมาตรฐานของมันอยู่เช่นนี้ นอกจากไม่ลดแล้ว ปัญหาจะยิ่งเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม นอกจากเป็นการตัดโอกาสแล้ว ยังทำให้ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ หรือมีความสามารถในด้านนั้นๆ สูง ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น นายประพงษ์ (นามสมมติ) มีความสามารถพิเศษด้านศิลปะ คือการวาดรูปเหมือน สามารถวาดรูปและลงสีได้สมบูรณ์ ซึ่งความสามารถนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อในคณะศิลปกรรมศาสตร์ หรือครุศาสตร์ สาขาวิชาศิลปะ ได้อย่างไม่ยากนัก แต่พอไม่มีการรับตรงแบบพิเศษแล้ว ประพงษ์ก็ต้องใช้ความรู้ในด้านอื่นประกอบการสอบเข้าด้วย และหากประพงษ์อ่อนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ในสนามสอบเขาจึงทำคะแนนออกมาได้ไม่ดีพอที่จะเรียนต่อคณะในฝันได้ แต่เอาเข้าจริงแล้วระบบแบบนี้ก็น่าจะลดปัญหาการจองที่นั่งได้อยู่บ้าง เพราะว่าการมีระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ถึง 2 ครั้งทำให้เด็กมีโอกาสได้ ‘เลือก’ ในสิ่งที่อยากเรียนได้ หากในครั้งแรกจัดไว้ 4 อันดับ แต่ผลออกมาไม่ได้คณะ และ/หรือ มหาวิทยาลัยที่ต้องการ เราก็สามารถวางแผนการจัดอันดับใหม่ให้เหมาะสมและถูกใจคนเรียนอย่างเราได้ ทั้งนี้อาจต้องอาศัยข้อมูลเชิงสถิติ หรือการให้การปรึกษาจากครูแนะแนวหรือผู้ปกครองประกอบด้วย ซึ่งพอได้เข้าศึกษาแล้วย่อมทำให้มีผู้ที่สละสิทธิ์หรือซิ่วในอัตราส่วนที่ลดลงด้วย   อย่างไรก็ตาม ผลจากกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และการเสนอแนะในประเด็นและแง่มุมต่างๆ ของการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงการให้ความสนใจและความเป็นห่วงของกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีต่อระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันที่ไม่ว่าใครก็มองว่ายังคงต้องได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอีกมาก แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หวังว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับการศึกษาไทย เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการปรับทิศทางการศึกษาให้เป็นไปอย่างที่ทุกคนต้องการ   แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน การเปรียบเทียบผลการทำนายของโมเดลการคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาระหว่างวิธีการสอบร่วมกับวิธีการคัดเลือกเองของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล การรับสมัครคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าศึกษา โดยวิธีรับตรง จุฬาฯ ปี60  ศธ.เตรียมฟื้นเอ็นทรานซ์ แก้เด็ก ม.ปลายวิ่งรอกสอบตรง ส่อโละแอดมิชชั่น ระบบ Entrance กับ Admission อันไหนดีกว่ากัน ต้องใช้แต้มม.ปลาย!! อดีตเลขาฯ กกอ.หนุนใช้ ‘เคลียริงเฮาส์’ 2 รอบ แต่ต้องใช้คะแนนม.ปลายกันเด็กทิ้งห้อง-สกัดกวดวิชา แหล่งที่มาของภาพ เอ็นทรานซ์ วัดใจ หรือ แอดมิชชั่น … Continued

ปิดโหมดสีเทา