Article

อยากจำกลับลืม: คู่มือช่วยจำสำหรับช่วงไฟนอลนี้


โดย เมื่อ

ใกล้สอบทีไร คงไม่พ้นคำบ่นของนิสิตทั้งหลาย อ่านหนังสือไม่ทัน ถึงจะอ่านจบก็ไม่เข้าหัวเลย เทคนิคช่วยจำมากมายก็ช่วยเราไม่ได้ถ้าพลาดสิ่งที่สำคัญไป เราเหล่า CHU! เลยอยากพาไปรู้จักกับระบบการจดจำของสมอง และนำเสนอวิธีเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับลุยอ่านหนังสือสอบโค้งสุดท้ายกัน รู้จักกับความจำ     ความจำมีอายุยืนแค่ไหน? ความจำแบ่งเป็นความจำระยะสั้นและความจำระยะยาว ความจำระยะสั้นถูกจัดเก็บที่สมองส่วนหน้า จะเป็นความจำพื้นฐานในการคิดหรือทำสิ่งอื่นๆ ต่อไป เช่น การจำเบอร์โทรศัพท์เพื่อเมมไว้ แล้วลืมเบอร์นั้นไปทันที ความจำประเภทนี้เปรียบได้กับข้อมูลในแรมของคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นข้อมูลชั่วคราวที่คอมพิวเตอร์สร้างไว้เพื่อทำงานหนึ่งๆ มีขนาดจำกัดและหายไปเมื่อทำงานเสร็จ  ความจำระยะสั้นมีอายุหลายวินาทีจนถึงหลายนาที ส่วนความจำระยะยาวเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่มากเกินประมาณ ถูกเก็บโดยสมองหลายส่วน ความจำประเภทนี้เปรียบได้กับข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นข้อมูลที่อยู่ได้นานตลอดอายุของอุปกรณ์และพร้อมให้เราเรียกใช้เมื่อต้องการ ความจำประเภทนี้จะเสื่อมตามกาลเวลา แต่ก็อาจจะมีบางความจำที่อยู่กับคุณได้ทั้งชีวิต ตามงานวิจัยทางจิตวิทยา การท่องบางอย่างซ้ำๆ 17 ครั้ง จะเปลี่ยนความจำระยะสั้นเป็นความจำระยะยาวได้ ซึ่งการตัดสินว่าความจำนั้นสั้นหรือยาว ก็ทำได้เมื่อคุณตื่นมาในเช้าวันใหม่ ถ้ายังจำได้อยู่ ก็เป็นความจำระยะยาวแล้ว ถ้าตื่นมาในเช้าวันใหม่แล้วยังจำได้อยู่ ก็เป็นความจำระยะยาวแล้ว แล้วสมองเราเมมเต็มได้มั้ย? หนึ่งแสนล้านเซลล์ประสาทและหนึ่งพันล้านล้านการเชื่อมต่อ (synapse) คือตัวเลขคร่าวๆ ของหน่วยปฏิบัติงานในสมอง แถมการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทยังถูกทำลายและสร้างใหม่ได้ด้วย สมองจึงเป็นอวัยวะที่ซ่อนปริศนาไว้มากมาย สมองมนุษย์จำอะไรได้เยอะแค่ไหน เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเป็นตัวเลขชัดเจน แม้จะประมาณจำนวนเซลล์ประสาทและการเชื่อมต่อทั้งหมดได้ แต่ก็ยังไม่รู้วิธีเข้ารหัสของสมอง หากสมมติว่าสมองมีการเข้ารหัสเหมือนคอมพิวเตอร์ สมองจะจุได้ประมาณ 1019 bytes ให้นึกภาพง่ายๆ หากนำตัวอักษรที่สมองจำได้ทั้งหมดมาเรียงต่อกัน ถ้าตัวอักษรหนึ่งตัวกว้าง 0.2 mm จะได้ระยะทางไปกลับจากโลกถึงดวงจันทร์สิบล้านรอบสบายๆ หากนำตัวอักษรที่สมองจำได้ทั้งหมดมาเรียงต่อกัน จะได้ระยะทางไปกลับจากโลกถึงดวงจันทร์สิบล้านรอบสบายๆ เสียดายจังที่ลืม เราจะลืมไปทำไม? ที่จริงแล้วการลืมน่าจะเป็นของขวัญอันล้ำค่าจากธรรมชาติด้วยซ้ำ การลืมช่วยลบสิ่งเลวร้ายที่มนุษย์ไม่ต้องการจำ เพื่อให้พร้อมรับสิ่งใหม่เข้ามาเก็บในสมอง ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า ‘การลืมคือการทำความจำหายไปอย่างสมบูรณ์’ หรือจริงๆ แล้วเราไม่เคยลืม แต่แค่เรียกใช้ความจำนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น หรือเป็นอย่างอื่นเลยอย่างสิ้นเชิง ส่วนในกรณี ‘อยากลืมกลับจำ’ นั้น อาจเป็นเพราะว่าการพยายามลืมยิ่งทำให้เราเรียกใช้ข้อมูลนั้นบ่อยคล้ายการท่องจำ และเปิดโอกาสให้ข้อมูลเหล่านั้นผันตัวเข้าไปอยู่ในแหล่งเก็บความจำระยะยาวในที่สุด วิธีลืมที่ดีที่สุดจึงน่าจะเป็นการตัดขาดความคิดทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงมากกว่า แบ่งเวลาให้ลงตัว     การอ่านหนังสือโต้รุ่งคุ้มค่าแค่ไหน? งานวิจัยพบว่าผู้ร่วมทดลองที่ท่องศัพท์ตอนก่อนนอน จะจดจำได้มากกว่าท่องตอนเช้า อาจเป็นเพราะว่าการนอนหลับเป็นช่วงที่สมองจะจัดเรียงข้อมูลให้เข้าที่ (memory defragmentation) และทำความจำในวันนั้นให้มั่นคงขึ้น (memory consolidation) ในทางกลับกัน การไม่ยอมหลับจะไปแทรกแซงระบบการจดจำ และทำให้สิ่งที่พยายามจำมาทั้งคืนถูกลืมเลือนไป การอ่านหนังสือดึกมากถึงโต้รุ่งย่อมทำได้ แต่ต้องไม่ลืมนอนให้เพียงพอด้วย มิเช่นนั้นคุณอาจจะตื่นมาพบกับความสยองขวัญในรูปแบบของสมองอันว่างเปล่าก็เป็นได้ การอ่านหนังสือดึกมากถึงโต้รุ่งย่อมทำได้ แต่ต้องไม่ลืมนอนให้เพียงพอด้วย เรียนต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงเลยดีหรือเปล่า? งานวิจัยพบว่าเมื่อต้องทำงานสิ่งหนึ่งนานๆ ความคิดคนจะล่องลอย เช่นเวลาเราได้ยินเสียงอาจารย์พูดหน้าห้องยาวๆ สักพักเราจะชินกับเสียงนั้น จนมันกลายเป็นเสียงพื้นหลังที่ไม่น่าสนใจ ทำให้เราเพิกเฉยต่อสิ่งที่อาจารย์พูดแล้วหลบไปคิดเรื่องอื่นชั่วขณะ จนเมื่อถึงตอนที่ดึงสมาธิกลับมาได้ ก็อาจจะตามเนื้อหาไม่ทันเสียแล้ว การพักสั้นๆ จะช่วยให้คุณกลับมาสนใจในสิ่งที่เรียนและเรียนอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ดังที่เรียกว่า Zeigarnik effect ซึ่งก็มีงานวิจัยหลายงานที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ เช่น การให้นักเรียนแบ่งการเรียนเป็นบทย่อยๆ แล้วคั่นเวลาโดยการทำกิจกรรมอื่นนอกเหนือกว่าเรื่องที่เรียน จะจำเนื้อหาได้ดีกว่านักเรียนที่เรียนเต็มที่ต่อเนื่องกัน การเรียนอย่างเดียวตลอดทั้งวันไม่ผิดอะไร แค่ให้แน่ใจว่าคุณได้หยุดพักขณะเรียนบ้าง ‘ยาวไปไม่อ่าน’ ก็ใช้ได้กับการเรียนเหมือนกัน เคล็ดลับในการจำ การเชื่อมโยง บางคนได้กลิ่นนี้แล้วนึกถึงบ้านเกิด บางคนได้ยินเพลงนั้นแล้วคิดถึงแฟนเก่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมนุษย์สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่สัมพันธ์กันต่อไปได้เรื่อยๆ การพยายามจับมาสัมพันธ์กันจึงน่าจะเป็นตัวช่วยสำหรับการท่องหนังสือที่ดีข้อหนึ่ง อารมณ์ คนจะจำเหตุการณ์ได้ดีเมื่อมีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ เพราะเมื่อเอาอารมณ์เสียใจผูกกับความผิดพลาด พอตอนที่ย้อนกลับไปนึกถึง จะเสียใจและไม่อยากทำพลาดอีก ยิ่งเหตุการณ์ใดผูกกับอารมณ์อันหนักหน่วง ก็ยิ่งยากที่จะลืมรายละเอียดของเหตุการณ์นั้น หลักการเดียวกับการท่องจำโดยการแต่งเรื่อง เช่น เมื่อเราอยากจำว่า C nerve fiber นำความเจ็บ ให้นึกถึงเวลาเราทำข้อสอบแล้วได้เกรด C เพราะเวลาทำข้อสอบแล้วได้เกรด C เราเจ็บ เป็นต้น หมากฝรั่ง การทดลองพบว่าคนเคี้ยวหมากฝรั่งจะมีความจำทั้งระยะสั้นและยาวดีกว่า แต่ตอนนี้ก็ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ มีก็แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความเห็นว่าการเคี้ยวมีส่วนทำให้สมองตื่นตัวมากขึ้น หรือกระตุ้นสมองส่วน hippocampus ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำโดยตรง ดังนั้นอาจไม่ต้องเป็นหมากฝรั่งก็ได้ แต่การกินอะไรในห้องเรียนก็อาจจะช่วยให้จำได้ดีขึ้นนะ เพลงประกอบการจำ เสียงเพลงอาจดึงคุณออกจากสมาธิที่มั่นคงได้ แต่เสียงเพลงก็ผลักดันให้คุณสนิทกับความจำขึ้นได้ด้วยเช่นกัน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ให้ความเห็นว่าเพลงน่าจะเป็นฝ่ายดี เพราะทั้งสร้างบรรยากาศอันส่งผลต่ออารมณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือ เช่น เพลงคลาสสิกช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เพลงโปรดทำให้คนฟังทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น หลายประเด็นในบทความนี้เป็นเพียงความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การทำงานของสมองเป็นเรื่องซับซ้อนที่วงการวิทยาศาสตร์ยังศึกษาได้ไม่กระจ่าง สมมติฐานเหล่านี้ยังต้องการเหตุผลและงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อรับรองความถูกต้อง ดังนั้น จะรู้ว่าเวิร์กกับเราหรือไม่ คงต้องลองเอาไปปรับใช้ในแบบของตัวเองดูถึงจะรู้   ภาพประกอบโดย นางสาวนุชชา ประพิณ ขอขอบคุณข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักนัน พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี แหล่งอ้างอิง Landauer T. How much do people remember? Some estimates of the quantity of learned Information in long-term memory. Cognitive Science. 2015;10(4):477–493 Shellenbarger S. The peak time for everything [internet]. 2012 [cited 2016 Oct 30]. Available from: http://www.wsj.com/articles/SB10000872396390444180004578018294057070544. Reeve J., Cole S., Olson B. The Zeigarnik effect and intrinsic motivation: Are they the same?. Motivation and Emotion. 1986:10(3);233–245. Canpen V. The Proust Effect: The Senses as Doorways to Lost Memories; 2014. Phelps E. Human emotion and memory: interactions of the amygdala and hippocampal complex. Current Opinion in Neurobiology. 2004;14(2):198–202 Young E. Chewing gum improves memory [internet]. 2012 [2016 Oct 30]. Avialable from: https://www.newscientist.com/article/dn2039-chewing-gum-improves-memory/. Jäncke L. Music, memory and emotion. Journal of Biology. 2008;7:21.  

Article

ฮัดชิ่ว!: ตากฝนแล้วเป็นหวัด… จริงหรือ?


โดย เมื่อ

ตอนเป็นเด็ก ฝนตกทีไรอดออกไปเล่นนอกบ้านทุกที เพราะผู้ใหญ่จะขังเราไว้ในบ้าน บอกว่าตากฝนแล้วเป็นหวัด แล้วหยาดฝนที่หล่นมาจากฟ้าจะนำพาโรคมาให้เราจริงเหรอ หรือโดนผู้ใหญ่หลอกมาตลอดล่ะนี่ จะอธิบายตำนานบทนี้ได้ยังไง ลองไปดูกัน แค่ไหนคือไข้หวัด ไข้หวัดเกิดจากอะไร? ไข้หวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจส่วนบน อาจมีอาการน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ มีไวรัสมากกว่า 200 ชนิดที่วนเวียนกันมาก่อโรคให้เราได้ทั้งปี แม้อาการของโรคจะไม่รุนแรงแต่มักจะอยู่นานเป็นสัปดาห์และน่ารำคาญอย่าบอกใคร เป็นหวัดกินยาอะไรดี? เราสามารถบรรเทาความทรมานจากหวัดด้วยยาลดน้ำมูกหรือยาลดไข้ แต่จะไม่ใช้ยาฆ่าเชื้อ เพราะหวัดสามารถหายเองได้ ขอแค่รอเวลาให้ภูมิคุ้มกันได้ทำงาน เพราะไข้หวัดส่วนมากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส 80-85% ส่วนที่เหลือเกี่ยวโยงกับการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่รู้สาเหตุ คนที่ติดเชื้อไวรัสแล้วกินยาปฏิชีวนะจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียเท่านั้น แต่เดิมมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน แต่ตอนนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในไข้หวัดทั่วไป เพราะประเด็นการดื้อยาของแบคทีเรีย ดังนั้น หากเป็นหวัดมานานหรือกำลังจะอยู่กับมันไม่ไหว มาให้หมอช่วยดูแลจะปลอดภัยต่อกายใจที่สุด คนที่ติดเชื้อไวรัสแล้วกินยาปฏิชีวนะจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียเท่านั้น ทำไมเป็นไข้หวัดแล้วต้องน้ำมูกไหลกับมีไข้? ไวรัสหลายสายพันธุ์สามารถเข้าไปในเยื่อบุโพรงจมูก เพิ่มจำนวนโดยการเข้าไปในเซลล์และใช้สารที่อยู่ในเซลล์สร้างไวรัสตัวใหม่ และตัวใหม่ก็สามารถสร้างตัวใหม่ได้เรื่อยๆ วนเวียนไป บางส่วนออกมานอกเซลล์เพื่อบุกรุกเซลล์ข้างเคียง ไวรัสไข้หวัดส่วนใหญ่เข้าร่างกายคนแล้วก็ทำแค่นี้ ไม่ได้ต้องการจะทำร้ายร่างกายใครแต่อย่างใด สิ่งที่ทำให้ไม่สบายคือภูมิคุ้มกันเราเองที่พยายามต่อสู้กับไวรัส เม็ดเลือดขาวเป็นเหมือนตำรวจในกระแสเลือด เมื่อเดินทางมาบริเวณจมูกพบบางอย่างผิดปกติก็จะเริ่มทำงาน ผลจากการทำงานของเม็ดเลือดขาวทำให้รู้สึกไม่สบาย เช่น มีไข้และน้ำมูกไหล น้ำมูกไหล: เมื่อเม็ดเลือดขาวต้องการเรียกกำลังเสริมจึงสร้างสารมาทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นขยายตัวพร้อมให้มีช่องว่างมากขึ้นเพื่อให้เม็ดเลือดขาวออกจากหลอดเลือดไปยังเป้าหมายได้สะดวกขึ้น ผลคือน้ำจากเลือดก็แพร่ออกมานอกหลอดเลือด แล้วไหลออกทางโพรงจมูกเป็นน้ำใสๆ ไข้: เม็ดเลือดขาวหลั่งสารมากมายเมื่อเจอเชื้อโรค โดยผลข้างเคียงของสารบางตัวเมื่อไปถึงสมองคือจะเพิ่ม set-point ของอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจึงตอบสนองโดยทำตัวเองให้ร้อนขึ้นเป็นไข้ ทำให้รู้สึกไม่สบายสำหรับทั้งตัวเราและไวรัส เพราะไวรัสก็ไม่ชอบอากาศร้อนและจะอ่อนแอลง ฝนเป็นอะไรกับไข้หวัด ฝนทำให้เราเป็นหวัดหรือเปล่า? เพราะหวัดเกิดจากสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าไวรัส ตากฝนจนตายก็ยังเป็นหวัดไม่ได้ถ้าไม่เจอไวรัส ส่วนเมฆฝนเกิดจากการควบแน่นของไอน้ำบนอากาศ ซึ่งเชื่อว่ามีแบคทีเรียหรือราเป็นตัวการควบคุมการผลิต มีความเป็นไปได้ที่จะนำพาโรคอื่นๆ มาด้วย แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันใดๆ ว่าไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดมากับน้ำฝน! แต่ถึงอย่างนั้น ในเวลาฝนตก ทั้งน้ำทั้งลมต่างก็โหมให้ร่างกายเย็น ซึ่งมีส่วนทำให้เราไม่สบาย เพราะเมื่ออุณหภูมิร่างกายโดยเฉพาะบริเวณโพรงจมูกลดต่ำลง 1-2°C  ไวรัสหวัดบางสายพันธุ์ก็จะเจริญได้ดีขึ้น ในขณะที่ภูมิคุ้มกันทำงานได้แย่ลง ถ้าไวรัสแข็งแกร่งกว่าระดับที่ภูมิคุ้มกันสามารถควบคุมได้ มันจะเจริญได้ในร่างกายเพื่อก่อโรคต่อไป จึงอาจจะบอกได้ว่า ฝนไม่ได้ทำให้คนเป็นหวัดได้โดยตรง แต่ฝนหรืออะไรก็ตามที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำลงทำให้เรามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น ยังไม่มีการยืนยันใดๆ ว่าไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดมากับน้ำฝน! ฝนตกทีไรหายใจลำบาก แบบนี้คือเป็นหวัดใช่ไหม? บางคนมีอาการแน่นจมูกในขณะที่ฝนตก อย่าน้อยใจไปว่าหวัดเลือกคุณแล้ว เพราะไวรัสหวัดมีระยะฟักตัว 1-3 วัน หมายความว่าต่อให้ตอนนั้นติดหวัดจริงๆ อาการคัดจมูกนั่นไม่ได้เพราะหวัด อาจเป็นแค่อาการของคนหอบเมื่อสัมผัสกับอากาศเย็น จะตอบได้ว่าเป็นหวัดหรือเปล่าต้องรอดูอาการเป็นวัน ทำไมหนาวแล้วสั่น จะเป็นอะไรไหม? การสั่น (Shivering) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นหวัด การสั่นเป็นภาวะปกติเมื่อสัมผัสความหนาว เป็นการปรับตัวอย่างหนึ่งเพื่อสร้างความร้อนมารักษาอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย อาบน้ำก็เปียก แล้วทำไมอาบน้ำไม่ทำให้เป็นหวัด? มีความแตกต่างกันเล็กน้อยสำหรับความเปียกที่เราควบคุมได้กับความเปียกที่เราไม่อยากให้เกิด หลักๆ ก็คือการอาบน้ำไม่ทำให้ร่างกายเย็นมากเท่ากับการตากลมตากฝนในที่แจ้ง โดยเฉพาะถ้าน้ำที่ใช้อาบเป็นน้ำอุ่น การเช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้าเปิดประตูมาเจอหน้าผู้คนทำให้เหลือหยดน้ำจำนวนเล็กน้อยบนผิวหนัง และเมื่อไม่มีลมแบบที่มาพร้อมกับฝน น้ำบนผิวกายจึงระเหยอย่างช้าๆ ไม่ดึงความร้อนในร่างกายออกไปทีเดียวหมด ทุกอย่างนี้ทำให้ร่างกายได้เวลาปรับตัว เมื่อร่างกายควบคุมอุณหภูมิได้ ก็ไม่เปิดโอกาสให้เชื้อได้แผลงฤทธิ์ ทำยังไงให้ไกลหวัด มีวิธีไหนที่จะลดโอกาสตากฝนแล้วเป็นหวัดได้บ้างมั้ย? ถ้าร่างกายเย็นลง โอกาสติดเชื้อไวรัสก็มากขึ้น ดังนั้น วิธีการลดความเสี่ยงนั้นลงคือการทำให้ร่างกายควบคุมอุณหภูมิได้ โดยแนะนำให้หลบลม หาผ้ามาเช็ดหยดน้ำที่เปียกตามตัวและเส้นผมก่อนที่มันจะได้โอกาสระเหย เปลี่ยนจากเสื้อผ้าที่เปียกมาเป็นชุดใหม่ที่ใส่แล้วอบอุ่น หรือหาทางเพิ่มความร้อนให้ร่างกาย เช่น เปิดเครื่องทำความร้อน ก่อกองไฟ ไปจนถึงการกินอาหารหรือยาบางตัว ก็จะช่วยขยายหลอดเลือดให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้น หรือจะหาใครมาให้ความอบอุ่นก็แล้วแต่สบายใจเลย วิธีการลดความเสี่ยงลงคือการทำให้ร่างกายควบคุมอุณหภูมิได้ ฝนมีโรคอื่นให้เราได้อีกไหม? การที่คนหนึ่งจะตากฝน คงไม่ใช่แค่ยืนเงยหน้ารับหยดน้ำที่หล่นร่วงมาจากบนฟ้า แต่ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน ลมแรงพัดพาอนุภาคน้อยใหญ่จากไหนไม่อาจคาดเดาได้ให้ล่องลอยมา เขาก็จะมีความเสี่ยงในการรับสิ่งที่ไม่เป็นมิตรเข้าร่างกาย จังหวะนี้ไวรัส แบคทีเรีย ราหลายชนิดที่ติดต่อได้ทางอากาศ (airborne transmission) มีโอกาสเข้าถึงคนมากขึ้น โรคที่พบได้บ่อยเช่น สุกใส ไข้หวัดใหญ่ หัด ฝีดาษ ราในปอด วัณโรค หรือถ้ามีน้ำท่วมด้วย จะเป็นโอกาสของเชื้อโรคอีกหลายชนิดที่ติดต่อได้ทางน้ำ (waterborne transmission) ได้แพร่กระจาย เช่น มาลาเรีย วัณโรค ไข้เลือดออก ไวรัสตับอักเสบ ฉี่หนู ปรสิต ดังนั้น ในสภาวะอากาศที่คาดเดาไม่ได้แบบนี้ ระวังตัวเผื่อเอาไว้ก่อนน่าจะดีกว่านะจ๊ะ     ขอขอบคุณข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักนัน พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี ภาพประกอบโดย มัทวัน สิทธิพรพันธ์ (อักษรศาสตร์) แหล่งอ้างอิง Mayo Clinic Staff. Overview – common cold [Internet]. 2016 [cited 2016 Sep 20]. Available from: http://www.mayoclinic.org/diseases–conditions/common–cold/home/ovc–20199807 facebook.com [Internet]. Rational drug use. [cited 2016 Sep 20]. Available from: https://www.facebook.com/ 896404783733131 Foxman EF, Storer JA, Fitzgerald ME, Wasik BR, Hou L, Zhao H, et al. Temperature–dependent innate defense against the common cold virus limits viral replication at warm temperature in mouse airway cells. Proceedings of the National Academy of Sciences [Internet]. 2015 [cited 2016 Sep 20]: 827–832. Available from: http://www.pnas.org/content/112/3/827 Mäkinen T, Juvonen R, Jokelainena J, Harjue TH, Peitsob A, Bloiguf A, et al. Cold temperature and low humidity are associated with increased occurrence of respiratory tract infections. Respiratory Medicine. 2009;103(3):456-462  

Article

จั๊กจี้: ถามตอบปัญหาของปฏิกิริยาสุดพิศวง


โดย เมื่อ

ความรู้สึกสุดฉงนที่ทุกคนคุ้นเคย เผยความลับของการจั๊กจี้ รู้จักจั๊กจี้ ตามความหมายของพจนานุกรม จั๊กจี้ (tickling) เป็นอาการรู้สึกเสียวสะดุ้งหรือหัวเราะโดยไม่ตั้งใจเมื่อถูกสัมผัสที่จุดจำเพาะ เช่น รักแร้ หรือเอว เป็นต้น ซึ่งตรงกับคำเท่ๆ ว่า gargalesis แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอาการจั๊กจี้อีกประเภทหนึ่งชื่อ knismesis ซึ่งเป็นการถูกสัมผัสแผ่วเบาดังขนนกไปตามร่างกาย อันนี้จะไม่ทำให้หัวเราะ แต่จะมากับความเสียวและความคัน อาการจั๊กจี้ไม่เหมือนกันคำว่าบ้าจี้ (Latah) ที่หมายถึงโรคทางระบบประสาทประเภทหนึ่ง ที่เวลาตกใจจะเกิดการเคลื่อนไหวหรือหัวเราะโดยไม่ได้ตั้งใจ จั๊กจี้เกิดยังไง และทำไมต้องหัวเราะ? ความรู้สึกจั๊กจี้เกิดขึ้นได้ดีเมื่อคนเราถูกกระตุ้นได้ถูกจุด ถูกเวลา ด้วยน้ำหนักที่พอดี การเกิดขึ้นของความรู้สึกอันน่าพิศวงนี้ เริ่มต้นจากการมีสิ่งเร้ามากระทบตัวรับที่ผิวหนังที่รับสัมผัสความคันและความเจ็บ จากนั้นตัวรับจะสร้างศักย์ไฟฟ้าทำงานส่งผ่านระบบประสาทเข้าสู่สมองเพื่อประมวลผล สมองจะรู้ว่าสัมผัสแบบนี้แรงเท่านี้จะเป็นอาการจั๊กจี้หรือไม่ และให้การตอบสนองตามอารมณ์และสถานการณ์ เช่นถ้าคนนั้นกำลังอยู่ในมู้ดเฮฮาปาร์ตี้ ก็จะหัวเราะออกมา บางทีคนขี้จั๊กจี้มากๆ ก็มีอาการโดยไม่ต้องมีการถูกเนื้อต้องตัวก็ได้ แบบว่าเพื่อนแกล้งลองเชิงจะจิ้มเอว ก็เจ้าสมองนี่แหละที่คิดไปไกลแล้วว่าฉันจะถูกจั๊กจี้ ร่างกายถูกสั่งให้เกิดการตอบสนอง เป็นการสะดุ้งก่อนที่จะโดนกระทำจริงๆ ซะอีก ทำไมจั๊กจี้แล้วดิ้น แต่ละคนดิ้นเท่ากันมั้ย? ก็เหมือนความรู้สึกทางกายอื่นๆ นั่นแหละ แต่ละคนมีระดับความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน ความไว (sensitivity) สำหรับการจั๊กจี้เป็นตัวกำหนดว่าใครจะทนได้มากกว่า ซึ่งความไวนี้ถูกกำหนดด้วยหลายปัจจัย คนที่มีความไวต่อการจั๊กจี้มากก็จะทนได้น้อย พอถึงจุดที่โดนกระตุ้นจนทนไม่ได้คนนั้นก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อหลีกหนีสิ่งเร้า เช่น ดึงอวัยวะส่วนนั้นออกห่างจากต้นเหตุความจั๊กจี้ ป้องกันตัว หรือวิ่งหนี คนขี้จั๊กจี้คือคนที่ทนการจั๊กจี้ได้ไม่ดี แต่ไม่ได้แปลว่าเขาหัวเราะได้ง่าย การจั๊กจี้จะทำให้หัวเราะก็ต่อเมื่ออารมณ์กับสถานการณ์ตอนนั้นต้องเข้าทางด้วย ความไว (sensitivity) สำหรับการจั๊กจี้เป็นตัวกำหนดว่าใครจะทนได้มากกว่า จั๊กจี้ได้กี่สถานการณ์ อยากจั๊กจี้ตัวเอง จะได้ไหม? เมื่อคนจะจั๊กจี้ตัวเองจะมีรูปแบบการส่งสัญญาณภายในของระบบประสาท กล่าวคือ สมองจะสั่งให้ร่างกายขยับนอกจากจะสร้างสัญญาณประสาทไปกล้ามเนื้อแล้ว ยังมีสัญญาณอีกส่วนหนึ่งที่ส่งไปสมองอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้สมองส่วนนั้นประมวลผลคาดเดาความรู้สึกที่น่าจะเกิดขึ้นโดยดูจากการสั่งการ ยิ่งเป็นการขยับของร่างกายเราเองการคาดเดาก็จะแม่นยำขึ้น ถ้าสิ่งที่สมองคาดเดาไว้ตรงกับความรู้สึกที่มากระทำจริงๆ การตอบสนองจะถูกกดให้ลดลง เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า distal inhibition สรุปว่าที่เราหัวเราะตอนโดนจั๊กจี้นั้น เป็นเพราะเราคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าใครจะมาจั๊กจี้เราเมื่อไรและยังไง ต่างจากเวลาที่เราจั๊กจี้ตัวเอง เพราะเรารู้ล่วงหน้าทุกอย่างทั้งตำแหน่ง จังหวะ หรือแรงที่ใช้ คนส่วนใหญ่จึงจั๊กจี้ตัวเองให้หัวเราะได้ไม่เท่ากับโดนคนอื่นจั๊กจี้ จริงอยู่ว่า การที่เราจั๊กจี้ตัวเองแบบ knismesis ก็พอเกิดความรู้สึกเสียวๆ ได้ แต่ไม่มีทางเสียวเท่าคนอื่นทำให้หรอก ที่เราหัวเราะตอนโดนจั๊กจี้นั้น เป็นเพราะเราคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าใครจะมาจั๊กจี้เราเมื่อไรและยังไง ตอนหลับจั๊กจี้ได้มั้ย? เห็นเพื่อนนอนสบายๆ อยู่ ถ้าจั๊กจี้เอวแรงๆ แล้วเขาสะดุ้งตื่นมาก็คงไม่แปลก แต่ถ้าเราจะลูบเบาๆ ให้พอรู้สึกแต่ไม่ถึงกับตื่น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เวลาเราใช้ขนนกเขี่ยเท้าคนที่หลับอยู่ เราจะพบว่าเขาชักเท้าหนีบ้าง เปลี่ยนท่านอนบ้าง ละเมอบ่นๆ บ้าง แต่จบเหมือนกัน คือเขาจะยังนอนต่อไป ซึ่งแตกต่างจากคนที่ตื่นอยู่ ที่น่าจะต้องลุกขึ้นมาตบหัวเราแน่นอน นี่เลยเป็นอีกวิธีหนึ่งในการดูว่าเขาหรือเธอหลับจริงหรือไม่ด้วยนะ แล้วหมาแมวจั๊กจี้บ้างหรือเปล่า? หลายคนชอบแสดงความรักต่อสัตว์สี่ขาด้วยการสัมผัส น้องหมาน้องแมวพอเห็นเจ้าของ ก็ชอบชวนเล่นด้วยการนอนเอกเขนกยกขาชี้ฟ้าให้เกาพุง และน้องหมาแมวจะดิ้นไปมาสีหน้าดูมีความสุข นี่ก็ตอบโจทย์แล้วว่าหมาแมวก็จั๊กจี้ได้นะ เพียงแต่การแสดงออกของเขาไม่เหมือนเราเท่านั้นเอง จริงอยู่ว่าการหัวเราะออกเสียง 555 มีเฉพาะในคน แต่สัตว์ชั้นสูงหลายชนิดก็หัวเราะได้เช่นกัน แต่ด้วยเส้นเสียงที่ยังไม่พัฒนาดีเท่ามนุษย์ การหัวเราะของพวกเขาคือ การเปล่งเสียงที่จะบอกว่าเขามีความสุข ซึ่งอาจได้ยินได้บางครั้ง ต่างสัตว์ก็ต่างเสียงกันไป จั๊กจี้ไปทำไม จั๊กจี้มีประโยชน์ด้วยเหรอ? พฤติกรรมที่หลงเหลืออยู่หลังจากผ่านกาลเวลามาจนถึงจุดสูงสุดของวิวัฒนาการนั้น โดยมากมักจะมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ในกรณีของจั๊กจี้ จะเป็นสัญญาณประสาททำให้เจ้าของร่างกายปกป้องตัวเองจากสิ่งที่น่าจะเป็นภัย เช่นแมลงตัวเล็กๆ ที่อาจมาไต่บนผิวเรา และเป็นการแสดงความสัมพันธ์ ให้เกิดความสนิทสนมผ่านการสัมผัส เช่นเวลาแม่เล่นจับตัวหัวเราะกับทารกน้อย หรือการจั๊กจี้เล่นกันในหมู่เพื่อน จั๊กจี้ทำให้ร่างกายปกป้องตัวเองจากสิ่งที่น่าจะเป็นภัย เช่นแมลงตัวเล็กๆ และทำให้เกิดความสนิทสนมผ่านการสัมผัส ตกลงจั๊กจี้เป็นเรื่องตลกหรือโหดร้าย? คนโดนจั๊กจี้คงจะดิ้นไปมา ถึงจะไม่อยากหัวเราะลั่น ก็ต้องกลั้นไว้ด้วยความทรมาน การถูกจั๊กจี้ไม่ได้สัมพันธ์กับความสุขเสมอไป ในประวัติศาสตร์มีการทรมานคนโดยการจั๊กจี้ด้วยวิธีหลากหลาย เพราะการทรมานเหล่านี้เริ่มต้นด้วยความรู้สึกจั๊กจี้ในตอนแรก และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเจ็บในเวลาต่อมา คนเจ็บแล้วยังคงหัวเราะได้มีอยู่ไม่เยอะหรอกนะ ดังนั้นการจั๊กจี้อย่างเดียวจึงไม่น่าทำให้หัวเราะนานได้ ________________________________ ขอขอบคุณข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักนัน พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี ภาพประกอบโดย ศิรดา ธารีรัตนาวิบูลย์ (ศิลปกรรมศาสตร์) แหล่งอ้างอิง Samuel S. Tickle. Journal of the American Academy of Dermatology. 2004;50(1):93–97. StateMaster – Encyclopedia: Tickling [Internet]. Statemaster.com. 2016 [cited 24 August 2016]. Available from: http://www.statemaster.com/encyclopedia/Tickling Hildred L. in Java: A Theoretical Paradox. Indonesia. 1968;4:93-104. SELLERS J. Why are some people more ticklish than others? [Internet]. HowStuffWorks. 2015 [cited 24 August 2016]. Available from: http://health.howstuffworks.com/human-body/parts/why-are-some-people-more-ticklish-than-others.htm Leuba C. Tickling and Laughter: Two Genetic Studies: The Pedagogical Seminary and Journal of Genetic Psychology: Vol 58, No 1. The Pedagogical Seminary and Journal of Genetic Psychology 1941;68:201-209. Simpson M. Voice of Students: Why can’t you tickle yourself?. Western Journal of Medicine 2001;174(6):425. Blakemore S, Wolpert D, Frith C. Central cancellation of self-produced tickle sensation. Nature Neuroscience 1998;1(7):635. Blakemore S, Frith C, Wolpert D. Spatio-Temporal Prediction Modulates the Perception of Self-Produced Stimuli. Journal of Cognitive Neuroscience. 1999;11(5):551-559. Provine R. Laughing, Tickling, … Continued

ปิดโหมดสีเทา