Article

Chu ชวนดูหนังข้ามปีต้อนรับปี 2561


โดย เมื่อ

คืนข้ามปีแบบนี้หลายคนคงออกไปฉลองตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่เคาท์ดาวน์อยู่ที่บ้าน และถ้าหากกำลังมองหากิจกรรมทำอยู่ เราขอแนะนำการดูหนังดีๆสักเรื่องข้ามปี โดยวันนี้ CHU จะขอนำเสนอหนังเรื่อง War For The Planet Of The Apes ที่แฝงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อต่างๆไว้ด้วย ศึกตัดสินครั้งสุดท้ายระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และวานร War For The Planet Of The Apes นำพาเรามาสู่บทสรุปส่งท้ายของไตรภาคกำเนิดพิภพวานร อันมีตัวละครเอกเป็นชิมแพนซีนามว่า ซีซาร์ (Caesar) ในส่วนของภาพยนตร์นั้น อัดแน่นด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้นชวนติดตาม ฉากสงครามระหว่างมนุษย์และวานรที่ตื่นตาตื่นใจ งานเทคนิคพิเศษด้านภาพที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังชมการแสดงของวานรจริงอยู่  ถือได้ว่า War For Planet Of The Apes เป็นภาพยนตร์ที่ตอบโจทย์ผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนว Sci-Fi ล้ำจินตนาการได้ดีเลยทีเดียว แต่ถ้าหากลองนำภาพยนตร์เรื่องนี้มาวิเคราะห์ตีความความหมายเบื้องลึกให้ดีแล้ว เราจะพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยการแฝงสัญญะทางศาสนาเอาไว้มากมาย [บทความต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์หลายๆเรื่อง] มีทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ คือ รูปแบบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ War For The Planet Of The Apes มีความใกล้เคียงกับเรื่องราวของ หนังสืออพยพ (Book Of Exodus) ในพระคัมภีร์ไบเบิล โดยมีซีซาร์เป็นตัวละครที่จำลองมาจาก โมเสส (Moses) ข้อสนับสนุนประการแรกของทฤษฎีนี้คือ กำเนิดและพื้นเพของตัวละครซีซาร์ซึ่งพิจารณาจากภาพยนตร์ภาคก่อนหน้าของไตรภาคร่วมด้วย ซีซาร์นั้นเกิดในแล็บทดลองของบริษัทวิจัยและผลิตยาโดยมีมนุษย์เป็นผู้คอยควบคุม เปรียบเทียบกับชีวิตของโมเสสที่กำเนิดเป็นชนชั้นที่ถูกกดขี่ ต่อมาซีซาร์ถูกเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยงมนุษย์โดยนักวิทยาศาสตร์ เหมือนกับที่โมเสสถูกชุบเลี้ยงให้เติบโตมาในชนชั้นกษัตริย์ จนภายหลังซีซาร์เริ่มเรียนรู้ได้ว่าเผ่าพันธุ์วานรนั้นต่ำชั้นกว่ามนุษย์ ซีซาร์จึงมุ่งหมายที่จะปลดปล่อยวานรให้เป็นอิสระไม่อยู่ใต้มนุษย์อีกต่อไป เช่นเดียวกับโมเสสที่พบว่าชาวฮิบรูนั้นถูกชาวอียิปต์กดขี่มาโดยตลอด จึงเป็นประสงค์ของโมเสสที่จะปลดปล่อยพวกเขาเหล่านั้นให้เป็นอิสระ อีกประการหนึ่ง นั่นคือในช่วงใกล้บทสรุปของเรื่อง เหตุการณ์หิมะบนยอดเขาถล่มใส่กองทัพมนุษย์ อันเป็นผลให้กองทัพมนุษย์ไม่สามารถไล่ติดตามวานรได้อีกต่อไป เหตุการณ์นี้ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์โมเสสแหวกทะเลที่อิงจากในหนังสืออพยพได้อย่างชัดเจน ซึ่งผลสรุปของเหตุการณ์ทั้งสองเรื่องราวก็คือ การหลุดพ้นจากการไล่ตามและโอกาสสำหรับการปักรากสร้างฐานที่อยู่ใหม่ของกลุ่มอพยพ การแฝงสัญญะทางศาสนาในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นใน War For The Planet Of The Apes เป็นเรื่องแรก หากแต่ว่าสิ่งนี้เคยเกิดขึ้นในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังหลายต่อหลายเรื่องมาก่อนแล้ว  อย่างภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter เองก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ดังที่มีการแฝงสัญญะทางศาสนาเอาไว้ โดยสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ แฮร์รี่ พอตเตอร์มีฐานะเป็นทั้งผู้พิทักษ์และผู้ปลดปล่อยพ่อมดบริสุทธิ์ให้รอดจากศาสตร์มืด โดยที่ก่อนจะสำเร็จลุล่วงได้นั้น แฮร์รี่ต้องเผชิญกับความตายแล้วฟื้นคืนชีพกลับมา และผู้ไถ่บาปที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพระเยซูคริสต์ (Jesus Christ) นั่นเอง จากภาพยนตร์ที่ยกมาทั้งหมดนี้ ทำให้เราได้เห็นว่าศาสนา ความเชื่อหรือตำนานเทพต่างๆนั้นล้วนแต่สามารถเป็นแรงบันดาลใจ หรือมีอิทธิพลต่อผู้สร้างผลงานได้  หรือนี่อาจจะเป็นการสื่อสารในเชิงศาสนา ความเชื่อของผู้สร้างผลงาน ผ่านชิ้นงานที่พวกเขาเหล่านั้นสร้างขึ้นมาก็เป็นได้

Article

ความหลากหลายทางศาสนาในเชิงปฏิบัติที่ถูกมองข้ามในจุฬาฯ


โดย เมื่อ

ในรั้วจามจุรีแห่งนี้ มีกิจกรรมต่างๆให้พวกเราตื่นตาตื่นใจมากมาย  เป็นที่น่าชื่นชมที่จุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเปิดกว้างทางศาสนา และมีการใส่ใจความแตกต่างทางศาสนา เพื่อให้สังคมสามารถอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข   อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จุฬาฯจะมีวัฒนธรรมแบบพหุวัฒนธรรม และความแตกต่างทางศาสนาก็ได้รับการใส่ใจ แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็สามารถเกิดความ “ไม่สบายใจ” ของบางคนได้ เสียงสะท้อนจากผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนถึงกิจกรรมบางอย่างในคณะ หรือในระดับมหาวิทยาลัยที่ไม่เอื้อต่อหลักศาสนา โดยผู้ปฏิบัติอาจจะคำนึงไม่ถึงโดยไม่ตั้งใจ โดยเราจะขอยกตัวอย่างมาเป็นลำดับข้อต่อไปนี้ และเสนอข้อคิดเห็นในการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เห็นมโนทัศน์ของปัญหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับแนวทางการแก้ปัญหา 1.กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ เช่น กิจกรรมรับน้อง หรือกิจกรรมเชียร์ เป็นต้น สามารถพบได้ว่ามีรูปแบบการใช้ถังน้ำร่วมกันในการแจกจ่ายน้ำดื่มแก่น้องๆปีหนึ่ง (หรือแม้แต่รุ่นพี่เอง) ซึ่งอาจมีประเด็นได้รับแจ้งว่า นอกจากอาจพบปัญหาทางสุขภาวะแล้ว นิสิตมุสลิมบางคนก็เกิดความไม่สบายใจก็เกิดปัญหาดังกล่าว เพราะบางที ผู้ที่ดื่มน้ำหรือใช้หลอดร่วมกัน ก็อาจรับประทานหมูมาก่อน จึงหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากถังร่วมดังกล่าว ซึ่งทำให้นิสิตมุสลิมผู้นั้นเสียความเสมอภาคในการเข้าถึงน้ำดื่มนั่นเอง โดยทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากมีการใช้ภาชนะบรรจุน้ำแยกสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งผู้จัดกิจกรรมสมควรจะจัดสรรให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น 2.กิจกรรมในเชิงคณะนิยมอื่นๆ เช่น การแสดงตนเป็นนิสิตคณะนั้นๆ เพื่อสร้างความเป็นกลุ่มสังคมในคณะ โดยต้องผ่านพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งอาจขัดต่อหลักศาสนาบางศาสนา (มักมีการทำความเคารพรูปเคารพหรือสัญลักษณ์) ถึงแม้จะมีการแยกผู้ที่มีข้อห้ามทางศาสนาออกไปจากกิจกรรมดังกล่าว โดยการให้เหตุผลว่าเพราะเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่หากมองในเชิงวิพากษ์แล้ว แทนที่จะแยกพวกเขาออกไปเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกระทำสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนาตน จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ หากกลุ่มผู้จัดกิจกรรมสามารถออกแบบกิจกรรมให้รองรับทุกศาสนา แทนการคัดแยกผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพราะข้อห้ามทางศาสนา เนื่องจากการที่บอกว่าเข้าใจความแตกต่างทางศาสนาจึงคัดแยกพวกเขาออกไป แล้วเหตุผลที่จัดกิจกรรมเชิงคณะนิยมดังกล่าวเพื่อหวังความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคณะของตนจะยังประสบความสำเร็จอยู่หรือ เพราะมีการ “คัดแยก” ผู้ที่แตกต่างออกไปแต่ต้นอยู่แล้ว จากที่ได้นำเสนอมานั้น เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นภาพของปัญหาความแตกต่างทางศาสนาที่เกิดขึ้นในเชิงปฏิบัติ ซึ่งทั้งนี้ จุฬาฯได้มีความเปิดกว้างทางศาสนาอยู่แล้ว ซึ่งที่จริงแล้วก็เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ไม่นับถือศาสนา หรือผู้ที่นับถือศาสนาในลักษณะ “ตามทะเบียนบ้าน” อีกด้วย แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังพบเห็นได้อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากความไม่เข้าใจ หรือการที่ปัญหานี้ยังไม่เคยหยิบมาพิจารณาอย่างจริงจัง ได้แต่หวังว่า ประเด็นเหล่านี้จะถูกนำไปคิดหาทางแก้ไขโดยผู้ที่มีอำนาจในการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยทั้งนี้หากเราเชื่อว่าสังคมพหุวัฒนธรรมในจุฬาฯเป็นสังคมที่เราปรารถนาให้บังเกิดขึ้น เราก็ต้องใส่ใจเรื่องประเด็นเหล่านี้ ในลักษณะการนำใจเขามาใส่ใจเรามิใช่หรือ   ที่มารูป : https://dentist.kku.ac.th/news.php?id=207

Article

โรคซึมเศร้า : โลกไม่เศร้าถ้าเข้าใจกัน


โดย เมื่อ

เป็นโรคซึมเศร้า จริงหรอ? คำว่าโรคซึมเศร้า เรามักจะหมายถึง major depressive disorder (MDD) สังเกตว่าใช้คำว่า disorder ซึ่งแต่ก่อนมักใช้กับโรคที่ยังหาสาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้  แต่ตอนนี้เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาท serotonin ในสมองลดลง คนส่วนมากเคยรู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวังอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต แต่โรคซึมเศร้าทางการแพทย์ที่ถูกต้องจะต้องมีอารมณ์เศร้าเกือบทุกวันโดยเฉพาะในตอนเช้า หมดความสนใจในกิจวัตรประจำวันและความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง และจะต้องเคยมีช่วงที่เกิดอาการอย่างว่าติดต่อกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ อาจมาพร้อมอาการข้างเคียงเหล่านี้ คือ เหนื่อยล้า รู้สึกไร้ค่าหรือผิดเกือบทุกวัน ไม่มีสมาธิ ขาดความแม่นยำในการตัดสินใจ นอนไม่หลับแต่หลับทียาว มีความคิดค่าตัวตาย น้ำหนักลดมากกว่า 5% ในหนึ่งเดือน มีโรคที่คล้ายกับโรคซึมเศร้า Dysthymia เป็นรูปแบบที่เบากว่าแต่เรื้อรังกว่า MDD คือต้องมากกว่า 2 ปีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามคนสามารถมีภาวะซึมเศร้าเต็มรูปแบบในขณะที่มี dysthymia ก็ได้ แบบว่าเป็นทีเดียวพร้อมกันเลยสองโรคเลย นี่เป็นแค่การอธิบายให้พอเห็นภาพของคำว่าโรคซึมเศร้า ทางการแพทย์นั้นยังมีเกณฑ์อื่นอีกหลายข้อและมีอีกหลายโรคที่คล้ายกัน วินิจฉัยแยกโรคได้ยาก ดังนั้นหากสงสัยตัวเองให้พบแพทย์และอย่าเดาเอง ใครคิดว่าไกลตัว จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า พ.ศ. 2546:  ประเทศไทยมีคนเป็นโรคซึมเศร้าเกือบ 9 แสนคนจากประชากรไทย 63 ล้านคน มีปัญหาการฆ่าตัวตาย 1.8 ล้านคน พ.ศ. 2551: ความชุกของโรคซึมเศร้าของคนอายุ 45 ปีเท่ากับ 29.2% และเพิ่มขึ้นตามอายุ พ.ศ. 2553: อัตราการเป็นโรคซึมเศร้าในโรงพยาบาลคือ 11.5% ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาชีวิตคู่ สภาพจิตใจและประวัติเคยมีอาการซึมเศร้า พ.ศ. 2557: เก็บข้อมูลคนไข้ที่มามาหมอด้วยอาการซึมเศร้า พบว่าเป็น MDD 88% dysthymia 12% และมี 50% เป็นทั้งสองอย่าง พ.ศ. 2559: มีคนฆ่าตัวตายมากกว่า 5,000 คนต่อปีซึ่งมากกว่าการถูกฆ่าซึ่งมี 3,000-3,800 คนต่อปี ปัจจัยเสี่ยง หมอต้องถามคนไข้เรื่องประวัติที่มีปัจจัยประกอบเสี่ยงอยู่ประจำ เพื่อเป็นเหตุผลในการมั่นในว่าคนที่มาหาเราน่าจะเป็นโรคที่สงสัยจริง และเป็นข้อดีสำหรับคนไข้เองเพราะจะได้ตระหนักถึงโอกาสการเป็นโรคของตัวเอง ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้ เช่น เพศหญิงซึ่งมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย 70% และอายุยิ่งมากยิ่งเพิ่มโอกาสการเป็นโรคซึมเศร้า และปัจจัยที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งถ้าเราไปหาหมอ หมอก็จะหาวิธีบำบัดหรือหลีกเลี่ยง เช่น รักษาประวัติโรคเก่าทางจิตใจ เลิกกับแฟนเก่ามาก็พาไปกินดินเนอร์หนึ่งมื้อ(ล้อเล่นนะ) ปัจจัยอื่นที่น่าจะพบบ่อยในรั้วมหาลัยได้แก่ บุคลิกบางอย่าง เช่น มีความมั่นใจสูง พึ่งพาคนอื่น มองโลกในแง่ร้าย เจอเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจรุนแรง เป็นเพศที่สังคมไม่ยอมรับ ครอบครัวแตกแยก ติดยา   ภาวะแทรกซ้อน อ้วน นำไปสู่หัวใจ เบาหวาน เจ็บ ปวดทางกาย แอลกอฮอล์และติดยา มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย   เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ แนวโน้มในรอบห้าปีที่ผ่านมาบอกว่าคนไทยเจ็บป่วยทางจิตเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 1.5 ล้านคนโดยยังไม่รวมบางส่วนที่ไม่ยอมมารับบริการ สาเหตุหนึ่งคือภาพลักษณ์ของการไปหาหมอจิตเวชไม่ดี มองว่าทุกคนที่ไปหาหมอคือโรคจิตซึ่งไม่จริง หมอจิตเวชเหมือนที่ปรึกษาที่วางใจได้คนหนึ่งและสามารถจ่ายยาได้ด้วยถ้าจำเป็น หาหมอทันทีหรือถ้ารู้สึกลังเล ให้ลองคุยกับเพื่อนหรือคนรัก เขาอาจช่วยคุณได้ “ท่านสามารถช่วยคนที่มีภาวะซึมเศร้า ไม่ให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้… และเมื่อป่วยก็รักษาหายได้” world health day 2017 ที่มารูปภาพ : http://life1019.com/2015/08/its-ok-to-not-be-ok/ http://issue247.com/health/ways-to-tell-the-difference-between-sadness-anddepression/

Chula Life

พากินเมนูหวานเย็นรอบจุฬาฯส่งท้ายปีเก่า


โดย เมื่อ

ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เราเชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาของกินอร่อยๆไว้ทานฉลองกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ CHU! จึงรวบรวมเมนูคากิโกริและปังเย็นแสนอร่อยรอบรั้วจุฬาฯที่รับรองว่าถูกใจทุกเพศทุกวัย  ให้เหล่านักชิมสายหวานเย็นได้ไปลองกันดู ร้านหน้ายิ้ม ตั้งอยู่ที่ : ซอยจุฬาฯ 48 บริเวณหอยูเซ็นเตอร์ เวลาเปิดบริการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. ถ้าเดินเล่นแถวจุฬาฯแต่ไม่รู้ว่าจะแวะไปนั่งหลบร้อนที่ร้านไหน เราแนะนำให้มาที่นี่เลย ร้าน “หน้ายิ้ม” คาเฟ่เล็กๆ บรรยากาศน่านั่งที่ตกแต่งร้านด้วยไม้สีอ่อน ทางร้านมีเมนูหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ขนมปังปิ้ง ฮันนี่โทสต์ และวาฟเฟิล แต่อีกหนึ่งเมนูที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของร้านนี้ก็คือ “ปังเย็น” โดยมีปังเย็นภูเขาไฟโอวัลตินเป็นเมนูแนะนำของร้าน ปังเย็นภูเขาไฟโอวัลตินเป็นน้ำแข็งใสเกล็ดละเอียดกำลังดี ราดด้วยนมฉ่ำๆกลิ่นหอมหวาน โรยด้วยผงโอวัลติน ซีเรียล วางทับบนขนมปังที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทานคู่กับวิปครีม เหมาะกับการชวนเพื่อนมาทานด้วยกัน 3-4 คน เราไปลองชิมมาแล้วรับรองว่าดับร้อนได้จริงแน่นอน คะแนน : 4/5   ร้าน Under Glass Café ตั้งอยู่ที่ : ซอยจุฬาฯ 6 โครงการ NapLap ชั้น 2 เวลาเปิดบริการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. หนึ่งในร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ในโครงการ NapLab ที่นอกจากการตกแต่งร้านที่สวยงามเหมาะกับการถ่ายรูปแล้ว รสชาติของของหวานที่นี่ก็ยังอร่อยมากอีกด้วย สำหรับเมนูที่เป็นพระเอกของร้านนี้คือ “ชาเขียวถั่วแดงคากิโกริ (Matcha Redbean Kakigori)” หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นกับชื่อเมนูแบบนี้ แต่มันคือเกล็ดน้ำแข็งไสรสนมที่โรยด้วยผงชาเขียวและถั่วแดง ข้างในมีถั่วแดง คอร์นเฟลก เสิร์ฟคู่กับชาเขียวและโมจิไส้ถั่วแดงที่เหนียวนุ่ม รสชาติของชาเขียวถั่วแดงคากิโกรินี้ไม่หวานจนเกินไป มีกลิ่นหอมบวกกับความขมปนหวานของชาเขียว เมื่อกินคู่กันแล้วอร่อยละมุนลิ้นสุดๆ คะแนน : 5/5   ร้าน Sweet Circle ตั้งอยู่ที่ : สวนหลวงสแควร์ ซอยจุฬาฯ 5 เวลาเปิดบริการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีลูกค้าแน่นที่สุดในโครงการสวนหลวงสแควร์ เพราะนอกจากเมนูบัวลอยที่ครองใจนิสิตจุฬาฯแล้ว ที่ร้าน Sweet Circle ก็ยังมีเมนู “ปังเย็น” ที่ช่วยคลายความร้อนอีกด้วย เมนูปังเย็นที่อยากจะแนะนำของร้านนี้คือ “Choco Oreo” เป็นเมนูเกล็ดหิมะราดด้วยนม มีไอศกรีมรสช็อกโกแลตอยู่ด้านบน ตกแต่งด้วยโอรีโอ ข้างใต้ของปังเย็นมีขนมปังชิ้นเล็กหั่นพอดีคำ รสชาติของนมและโอรีโอเข้ากันได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าคุ้มกับการต่อคิวเพื่อฝ่าฟันเข้ามาลองชิมของหวานในร้านแน่นอน คะแนน : 3.5/5   สุดท้ายนี้อยากบอกเพื่อนๆ ว่า Don’t concern too much about calories เรียนเหนื่อยแล้ว ก็พักผ่อนบ้าง ให้รางวัลตัวเองส่งท้ายปีเก่า ลองชวนเพื่อนๆ ไปชิมเมนูหวานเย็นให้ชื่นใจดูบ้างก็ดีนะ และที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายดูแลสุขภาพกันด้วย

Chula Life

4 เคล็ด(ไม่)ลับพาหนีโสด ฉบับเด็กนิเทศ


โดย เมื่อ

1.อย่ามีแฟนเป็นคนในคณะ คำเตือนเรื่องหัวใจสำหรับเหล่าเด็กนิเทศก็คือ อย่ามีแฟนเป็นคนในคณะ ถ้าได้คนที่ดีเข้ากันได้และเวิร์คไปเลย จะเป็นคู่ที่เข้าใจกันสุดๆ เป๊ะปังเว่อ แต่ถ้าพลาดได้คนไม่ดี ไม่เข้าใจกัน ก็มีพังได้นะจ๊ะ เพราะถึงเลิกกัน แต่กิจกรรมคณะก็เยอะ อีเวนท์ก็แยะ ก็คงหนีหน้ากันไม่พ้นจากใต้ถุนคณะแน่ มิหนำซ้ำถ้าไปเจอว่าอดีตแฟนของเราไปปิ๊งปั๊งกับใครที่เรารู้จักในคณะอีก มีหวังได้ช้ำใจวนไปใครๆก็ช่วยไม่ได้เลยนะจ้ะนายจ๋า อีนี่ขอเตือน 2.ถ้าปี1ไม่มีแฟน จะไม่มีแฟนไป4ปี เป็นคำพูดติดปากของเหล่าเด็กนิเทศเลยก็ว่าได้ กับประโยคที่ว่า “ถ้าปี1แกยังไม่มีแฟน แกก็จะไม่มีแฟนไปทั้ง4ปีเลยนะ(เว่ย)” ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเป็นประโยคที่รุ่นพี่ปรมาจารย์นกทั้งหลายอยากจะบอกให้น้องปีหนึ่งรีบๆใช้ความสดใสเข้าสู้แบบเฟรชๆก่อนที่จะโดนงานและการสอบทับถมจนหมดโอกาสสะบัดส่าหรีไปซะก่อน แต่ถ้าคณะอื่นๆอยากจะมาช่วยพิสูจน์ให้ว่าความเชื่อของเด็กนิเทศอันนี้มันไม่จริง เด็กนิเทศทุกปีก็ยินดีจะสะบัดส่าหรีรอเลยจ้า   “ถ้าปี1แกยังไม่มีแฟน แกก็จะไม่มีแฟนไปทั้ง4ปีเลยนะ(เว่ย)” 3.เข้าคณะแล้วเลิกกับแฟน ไม่รู้ว่าพอเข้ามาในคณะแล้วเจอทั้งเฟรชชี่น้องใหม่หน้าใส ทั้งรุ่นพี่สุดเท่แสนเอาใจ หรือเพราะในคณะมีแต่คนหน้าตาดี เลยทำให้เหล่าเฟรชชี่ที่เข้ามาพากันหวั่นไหว โรคหัวใจกำเริบเลิฟ หันมาสวมคอนเวิร์ส โบกมือลาแฟนที่เคยคบมากันถ้วนหน้า แต่เอ๊ะ บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะว่าวิถีชีวิตของนิเทศต่างหากที่ทำให้เหล่าเฟรชชี่ต้องกลับมาห่มสาหรีสวัสดีความโสดกันอีกครั้ง เพราะกิจกรรมในคณะ และภาระงานอีกมากมายที่กองกันสูงประหนึ่งเทือกเขาหิมาลัย ทำให้เวลาของเหล่าเด็กนิเทศแทบจะไม่เหลือ คู่รักที่ไม่เข้าใจว่าทำไม๊ ทำไมพวกเด็กนิเทศจะต้องมาเต้น มาทำละคร มาตอกฉากกันนักหนา เวลาไม่มีให้แบบนี้ ก็ไม่รู้ว่างานยุ่งจริงหรือเธอแอบมีใคร คงไม่แปลกที่หวานใจแต่ละคนในคณะจะทนไม่ไหว ได้แต่ขอเซย์กู้ดบายกันทั้งนั้น แต่เด็กนิเทศก็อยากจะกระซิบบอกเหลือเกินว่า วอนสังคมเห็นใจพวกเราด้วย ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างไฟจากการเผางานของนิเทศ กับความฮ็อตปรอทแตกของพี่ราม พระเอกละครปีนี้ อะไรจะร้อนแรงไปกว่ากัน 4.ทำฉากแล้วได้แฟน ก่อนที่ละครนิเทศของทุกปีจะได้แสดงให้กับคนดูได้ดูกัน เด็กนิเทศทั้งสี่ชั้นปีก็ต้องรวมตัวช่วยกันทำฉากละครที่ใต้ถุน กลายเป็นแหล่งที่ทำให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง และเพื่อนๆได้มาพบปะกัน ใครทำฉากมือเลอะ ก็มีคนป้อนน้ำป้อนขนม นั่งทำฉากด้วยกันไป นั่งมองตากันไป ก็อาจจะเกิดปิ๊งปั๊งกันขึ้นมาได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปีนี้เหล่าทีมงานทำฉากจะพากันสะบัดส่าหรีหนีโสด ตามชื่อละครปีนี้รึเปล่าน้า แต่ที่แน่ๆฉากละครปีนี้จะต้องเลิศแน่นอน ถ้าอยากรู้ว่าพลังรัก เอ้ย! พลังการร่วมแรงร่วมใจของเด็กนิเทศจะออกมายิ่งใหญ่แค่ไหน ก็อย่าลืมตีตั๋วมาเข้าชมกันนะจ๊ะนายจ๋า เพราะปีนี้ละครนิเทศฯเค้ามาในชื่อเรื่อง “Bharata Shaadi สะบัดส่าหรี หนีโสด” เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองที่ “ความโสดเป็นเรื่องต้องห้าม” สาวฮอตประจำเมืองอย่าง “เอช่า” กำลังยิ้มร่า เตรียมตัวสะบัดส่าหรีเข้าพิธีวิวาห์ แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อว่าที่สามีแสนดีของเธอกลับสลัดรักเธอไปอย่างกะทันหันและไร้เยื่อใย หนทางเดียวที่เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปกติสุข คือการตามหาเจ้าบ่าวมาเข้าพิธีวิวาห์แทนให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความโสดซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวเมืองหยามเหยียดที่สุดจะสร้างปัญหาให้กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อชายหนุ่มที่เธอต้องการมัดใจคือ “ราม” หนุ่มเจ้าสำราญที่เธอเคยฝากแผลใจไว้ให้เจ็บปวดเมื่อครั้งอดีต ปฏิบัติการมัดใจโจทก์รักเก่าครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่? เรื่องราวระหว่างความรักและความแค้นจะลงเอยอย่างไร? มาร่วมลุ้นและหาคำตอบไปพร้อม ๆ กับพวกเขาได้ในละครเวทีนิเทศจุฬาฯ ปีนี้ ขอเชิญผู้ชมที่สนใจร่วมลุ้นไปกับภารกิจหนีโสดสุดมันครั้งนี้ สะบัดเงินเข้ามาซื้อบัตรกัน และมาร่วมสะบัดส่าหรีกันในวันที่ 17-19 และ 24-26 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ ราคาบัตร 250, 300 และ 350 บาท สถานที่จำหน่ายบัตร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 – 18.00น. หรือซื้อออนไลน์ผ่าน www.showbooking.com  

Interview

จุดเริ่มต้น TEDxChula ทอลค์ระดับโลกฝีมือนิสิตจุฬาฯ


โดย เมื่อ

พึ่งจบกันไปสำหรับงาน TEDxChulalongkornU ซึ่งปีนี้มาภายใต้หัวข้อ “STRIVE FORWARD” ถือได้ว่ากระแสตอบรับงาน TEDxChula นั้นดีเยี่ยมในทุกๆปี สังเกตได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมงาน จำนวนผู้เข้าชมถ่ายทอดสด จำนวนยอดผู้เข้าชมวิดิโอบันทึกการพูดในช่อง Youtube และความคิดเห็นต่างๆตามสื่อ social media ใครจะทราบว่าเบื้องหลังการประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้เกิดจากการร่วมมือของนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยนี่เอง และวันนีี้ CHU! จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “ดร. ทิม นพรัมภา” อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่จุดประกายความคิดในการจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อให้นิสิตได้ลงมือทำงานจริง เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนและส่งต่อความคิดๆดีให้กับสังคม อาจารย์เล่าให้ฟังถึงแรงจูงใจและกระบวนการในการขอลิขสิทธ์ TED มาทำกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า “ตัวอาจารย์เองเรียนและเป็นอาจารย์อยู่ที่อเมริกามานานมาก พอมาสอนที่จุฬาฯ เราก็สัมผัสได้ว่าเด็กที่นี่มีความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กเมืองนอกเลย แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ต่างคือ ทำไมเด็กจุฬาฯ ถึงชอบอยู่ในกรอบ จริงๆไม่ใช่แค่เด็กจุฬาต้องเรียกว่าเด็กไทย  ไม่ว่าจะมัธยมหรืออุดมศึกษาแทบทุกคนอยู่ในกรอบหมด เวลาสอนก็นั่งฟังกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดคุย โต้แย้งกับอาจารย์เลย  แล้วพอดีทางคณบดีกับรองคณบดีคณะพาณิชย์ฯ ก็บอกเราว่าเดี๋ยวนี้ TED มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยนะ เราสนใจอยากทำไหม ลองศึกษาดู ประกอบกับที่เราชอบ TED อยู่แล้วจึงลองอ่านศึกษา ก็พบว่าเป็นงานที่ไอเดียดี อยากทำ แต่ทำคนเดียวคงไม่ไหว ก็ได้อาจารย์คณิตเข้ามาช่วย เพราะอาจารย์คิดว่ามันจะให้ประโยชน์กับเด็กเรามากเลย ถ้าได้ลองทำงานจริง ได้คนที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดความคิดให้เขาฟังแบบสนุกภายในสิบแปดนาที จึงคิดจะทำขึ้นมาเป็นครั้งแรก  ตอนแรกไม่รู้เลยว่าต้องจัดงานอย่างไร แต่ช่วงนั้นคุณมาตินผู้ริเริ่มการจัด TED ในไทยมีการจัด workshop ที่เชียงใหม่ เป็น mini event ของ TEDxChiangmai อาจารย์กับอาจารย์คณิตก็ได้ไปเข้าร่วม เพราะแจ้งความประสงค์ไปว่าอยากจัด TED ในจุฬาฯ เขาก็สอนเราว่ากระบวนการต่างๆต้องทำอย่างไรบ้างพอกลับมาเราก็มานั่งกรอกใบสมัคร นั่งคิดว่าจะใช้ชื่ออะไรดี ซึ่งกว่าจะขอลิขสิทธิ์มาได้ก็นานมาก”  จริงๆไม่ใช่แค่เด็กจุฬาต้องเรียกว่าเด็กไทย  ไม่ว่าจะมัธยมหรืออุดมศึกษาแทบทุกคนอยู่ในกรอบหมด ความคิดที่น่าชื่นชมของอาจารย์อย่างหนึ่งนั่นคือ การที่จะไม่เริ่มต้นจากการบอกเด็กว่าถูกหรือผิด เพราะเด็กจะโฟกัสแค่จุดเดียว ว่าจุดที่บอกคือสิ่งที่ต้องทำ ตัวอาจารย์เองอยากให้นิสิตช่วยกันคิด ฟุ้งให้เต็มที่ แล้วค่อยช่วยแนะ ทำให้เข้าที่เข้าทาง เสมือนว่ามีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่ถ้าบอกก่อนว่าอะไรถูก นิสิตก็จะใช้แค่หนึ่งตารางเมตรตรงนั้นที่อาจารย์บอกว่าถูก แต่ถ้าได้ความคิดทั้งหมดจากหลายๆคนมันก็จะเพิ่มคุณค่ายิ่งขึ้น  สามารถใช้พื้นที่ในการคิดและพัฒนาได้มากขึ้น  นอกจากนั้นเด็กๆจะได้ร่วมงานกับบุคคลที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ เช่น การดึงพี่ๆ BEC-Tero มาช่วยทำโปรดักชั่น การถ่ายทำวิดิโอ ถ่ายทอดสด นิสิตก็จะได้เรียนรู้งานการจัด event เขียนแผนงานจากพวกพี่เขา หรือการคุยงานกับสปีกเกอร์นั้นก็จะได้มุมมองอะไรกลับไปเยอะ ทุกคนจะได้เรียนรู้จากการทำงานจริง เสมือนว่ามีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่ถ้าบอกก่อนว่าอะไรถูก นิสิตก็จะใช้แค่หนึ่งตารางเมตรตรงนั้นที่อาจารย์บอกว่าถูก แต่ถ้าได้ความคิดทั้งหมดจากหลายๆคนมันก็จะเพิ่มคุณค่ายิ่งขึ้น  สามารถใช้พื้นที่ในการคิดและพัฒนาได้มากขึ้น แน่นอนว่าในทุกการทำงานนั้นย่อมประสบกับปัญหาหรือความท้าทายต่างๆTEDxChula เองก็ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน อจารย์บอกกับ CHU! ว่า “อย่างแรกคือมันยังไม่มั่นคงด้วยตัวเอง เราอยากให้เด็กๆลุกขึ้นมาทำต่อกันเอง โดยที่ไม่ต้องมีอาจารย์เป็นตัวตั้ง เป็นชมรมหรือเป็นกลุ่มนิสิตอะไรก็ได้ อย่างที่สองคือ เราอยากให้เด็กพัฒนา ถ้าเราทำแบบเดิมเหมือนทุกปี นิสิตก็จะไม่พัฒนา เพราะฉะนั้นเราต้องทำอะไรที่มันไม่เหมือนเดิม ฉีกแนว เช่นปีแรกเราจำกัดคนเข้าฟังหนึ่งร้อยคน  ปีที่สองเราเลยมีโจทย์ว่าต้องมีผู้ฟังมากขึ้นกว่าเดิม อาจารย์เลยไป workshop ที่สวิสเซอร์แลนด์มา ซึ่งถ้าไปอันนี้เราจะสามารถจัดงานได้แบบไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง ถือว่าเป็นสาม TED ในไทยที่ทำได้ จากนั้นเราตั้งเป้าว่าใหญ่อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้แน่นขึ้นด้วย ทุกฝ่ายก็จะมีโจทย์ที่ยากขึ้น เช่น ฝ่าย curator ก็ยากขึ้นกับการพูดคุยกับสปีกเกอร์เพื่อคิดเรื่องที่จะพูด  ฝ่าย PR ก็ยากในการทำอย่างไรให้คนฟังมาเต็มจำนวน แล้วปีนี้เราจะทำอย่างไรให้เด็กพัฒนาขึ้น เพราะเราก็ใหญ่แล้ว ดังนั้นเราต้องไม่มาแนวเดิม ซึ่งนั่นทำให้ต้องคิดต่อว่าแล้วจะทำอย่างไรหล่ะ มันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องท้าทายในทุกปี เพื่อที่ทุกคนจะได้คิดใหม่ ทำใหม่ กล้าออกจาก comfort zone” หากถามถึงปัจจัยที่ทำให้ TEDxChula ประสบความสำเร็จ อาจารย์ทิมมองว่าเกิดจากหลายปัจจัย อย่างแรกคือศักยภาพของนิสิต เด็กๆที่มาทำตรงนี้ทุกคนเก่ง มีความสามารถ ช่วยกันคิดหาทางออก ทางแก้ไขให้กับปัญหาสังคมไทย ความคิดก็มาจากหลายมุมมองเพราะนิสิตมาจากหลากหลายคณะ อาจารย์เป็นเพียงพี่เลี้ยงที่คอยตบซ้าย ตบขวาให้เข้าที่ และผลักดันให้ทุกคนไปถึงจุดสูงสุดของความสามารถ TEDxChula จึงมีความสดใส นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจากคณะ มหาวิทยาลัย และพาร์ทเนอร์เป็นอย่างดี เพราะกระแสตอบรับที่ล้นหลามในสองปีที่ผ่านมา ปีนี้จึงได้ดำเนินการจัดต่อ ซึ่งความโดดเด่นของ TEDxChula ในปีนี้นั้น คือไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่จะผลักดันให้คนลงมือทำจริงๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม นิทรรศการก็จะไม่น่าเบื่อ กิจกรรมในนิทรรศการเน้นการลงมือทำจริง เพราะไม่อยากให้ผู้ฟังมีแรงบันดาลใจแค่ตอนฟัง หรือหลังจบงานเพียงหนึ่งสัปดาห์ อยากให้พอฟังเสร็จได้แรงบันดาลใจแล้วรู้สึกว่าต้องทำให้ได้ แล้วกลับไปทำจริงๆ TEDxChula ในปีนี้นั้น คือไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่จะผลักดันให้คนลงมือทำจริงๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม เราถามต่อว่าถ้ามีโอกาสมี Talk เป็นของตนเองอาจารย์ทิมจะพูดเรื่องอะไร อาจารย์หัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถ้าอาจารย์มีโอกาสได้พุดคงอยากพูดเรื่องการจัดกิจกรมพวกนี้มาเข้าในระบบการศึกษา เรียกว่า Active Learning เรียนรู้จากการได้ทำจริง เรารู้สึกว่าตรงนี้มันยังหายไปจากกระบวนการเรียนของไทย ถ้าตรงนี้มันเข้ามาอยู่ในหลักสูตรได้ อาจารย์ว่าเด็กไทยจะไม่ได้แค่เรียนเก่ง แต่จะทำงานเก่งมากด้วย” สุดท้ายเราให้อาจารย์ฝากถึงนิสิตที่สนใจจะมาทำ TEDxChula หากมีโอกาสจัดอีกในปีหน้า “อาจารย์อยากให้นิสิตหลายคณะ ก้าวจากcomfort zone จริงๆ ทุกคนต้องกล้ามารวมตัวกันเพื่อพัฒนาสังคม TEDเป็นการสื่อสารที่สร้าง การเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้จริงๆ  ถ้าทุกคนมารวมตัวกันทำสิ่งนี้ อาจารย์มั่นใจว่าจะได้เรียนรู้ทักษะการทำงานหลายออย่างและได้คืนประโยชน์กลับสู่สังคม”   เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆที่เกิดขึ้นภายในรั้วจุฬาฯของเราที่ผลักดันให้นิสิตได้แสดงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เห็นได้ว่าสิ่งดีๆแบบนี้เกิดจากประกายความคิดและความร่วมมือร่วมใจจากบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย CHU! เชื่อว่าหากทุกคนเชื่อในความสามารถของตน กล้า ที่จะลงมือทำ เราทุกคนในมหาวิทยาลัยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวดีๆและเปลี่ยนแปลงสังคมได้