Chula Life

4 เคล็ด(ไม่)ลับพาหนีโสด ฉบับเด็กนิเทศ


โดย เมื่อ

1.อย่ามีแฟนเป็นคนในคณะ คำเตือนเรื่องหัวใจสำหรับเหล่าเด็กนิเทศก็คือ อย่ามีแฟนเป็นคนในคณะ ถ้าได้คนที่ดีเข้ากันได้และเวิร์คไปเลย จะเป็นคู่ที่เข้าใจกันสุดๆ เป๊ะปังเว่อ แต่ถ้าพลาดได้คนไม่ดี ไม่เข้าใจกัน ก็มีพังได้นะจ๊ะ เพราะถึงเลิกกัน แต่กิจกรรมคณะก็เยอะ อีเวนท์ก็แยะ ก็คงหนีหน้ากันไม่พ้นจากใต้ถุนคณะแน่ มิหนำซ้ำถ้าไปเจอว่าอดีตแฟนของเราไปปิ๊งปั๊งกับใครที่เรารู้จักในคณะอีก มีหวังได้ช้ำใจวนไปใครๆก็ช่วยไม่ได้เลยนะจ้ะนายจ๋า อีนี่ขอเตือน 2.ถ้าปี1ไม่มีแฟน จะไม่มีแฟนไป4ปี เป็นคำพูดติดปากของเหล่าเด็กนิเทศเลยก็ว่าได้ กับประโยคที่ว่า “ถ้าปี1แกยังไม่มีแฟน แกก็จะไม่มีแฟนไปทั้ง4ปีเลยนะ(เว่ย)” ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเป็นประโยคที่รุ่นพี่ปรมาจารย์นกทั้งหลายอยากจะบอกให้น้องปีหนึ่งรีบๆใช้ความสดใสเข้าสู้แบบเฟรชๆก่อนที่จะโดนงานและการสอบทับถมจนหมดโอกาสสะบัดส่าหรีไปซะก่อน แต่ถ้าคณะอื่นๆอยากจะมาช่วยพิสูจน์ให้ว่าความเชื่อของเด็กนิเทศอันนี้มันไม่จริง เด็กนิเทศทุกปีก็ยินดีจะสะบัดส่าหรีรอเลยจ้า   “ถ้าปี1แกยังไม่มีแฟน แกก็จะไม่มีแฟนไปทั้ง4ปีเลยนะ(เว่ย)” 3.เข้าคณะแล้วเลิกกับแฟน ไม่รู้ว่าพอเข้ามาในคณะแล้วเจอทั้งเฟรชชี่น้องใหม่หน้าใส ทั้งรุ่นพี่สุดเท่แสนเอาใจ หรือเพราะในคณะมีแต่คนหน้าตาดี เลยทำให้เหล่าเฟรชชี่ที่เข้ามาพากันหวั่นไหว โรคหัวใจกำเริบเลิฟ หันมาสวมคอนเวิร์ส โบกมือลาแฟนที่เคยคบมากันถ้วนหน้า แต่เอ๊ะ บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะว่าวิถีชีวิตของนิเทศต่างหากที่ทำให้เหล่าเฟรชชี่ต้องกลับมาห่มสาหรีสวัสดีความโสดกันอีกครั้ง เพราะกิจกรรมในคณะ และภาระงานอีกมากมายที่กองกันสูงประหนึ่งเทือกเขาหิมาลัย ทำให้เวลาของเหล่าเด็กนิเทศแทบจะไม่เหลือ คู่รักที่ไม่เข้าใจว่าทำไม๊ ทำไมพวกเด็กนิเทศจะต้องมาเต้น มาทำละคร มาตอกฉากกันนักหนา เวลาไม่มีให้แบบนี้ ก็ไม่รู้ว่างานยุ่งจริงหรือเธอแอบมีใคร คงไม่แปลกที่หวานใจแต่ละคนในคณะจะทนไม่ไหว ได้แต่ขอเซย์กู้ดบายกันทั้งนั้น แต่เด็กนิเทศก็อยากจะกระซิบบอกเหลือเกินว่า วอนสังคมเห็นใจพวกเราด้วย ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างไฟจากการเผางานของนิเทศ กับความฮ็อตปรอทแตกของพี่ราม พระเอกละครปีนี้ อะไรจะร้อนแรงไปกว่ากัน 4.ทำฉากแล้วได้แฟน ก่อนที่ละครนิเทศของทุกปีจะได้แสดงให้กับคนดูได้ดูกัน เด็กนิเทศทั้งสี่ชั้นปีก็ต้องรวมตัวช่วยกันทำฉากละครที่ใต้ถุน กลายเป็นแหล่งที่ทำให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง และเพื่อนๆได้มาพบปะกัน ใครทำฉากมือเลอะ ก็มีคนป้อนน้ำป้อนขนม นั่งทำฉากด้วยกันไป นั่งมองตากันไป ก็อาจจะเกิดปิ๊งปั๊งกันขึ้นมาได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปีนี้เหล่าทีมงานทำฉากจะพากันสะบัดส่าหรีหนีโสด ตามชื่อละครปีนี้รึเปล่าน้า แต่ที่แน่ๆฉากละครปีนี้จะต้องเลิศแน่นอน ถ้าอยากรู้ว่าพลังรัก เอ้ย! พลังการร่วมแรงร่วมใจของเด็กนิเทศจะออกมายิ่งใหญ่แค่ไหน ก็อย่าลืมตีตั๋วมาเข้าชมกันนะจ๊ะนายจ๋า เพราะปีนี้ละครนิเทศฯเค้ามาในชื่อเรื่อง “Bharata Shaadi สะบัดส่าหรี หนีโสด” เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองที่ “ความโสดเป็นเรื่องต้องห้าม” สาวฮอตประจำเมืองอย่าง “เอช่า” กำลังยิ้มร่า เตรียมตัวสะบัดส่าหรีเข้าพิธีวิวาห์ แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อว่าที่สามีแสนดีของเธอกลับสลัดรักเธอไปอย่างกะทันหันและไร้เยื่อใย หนทางเดียวที่เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปกติสุข คือการตามหาเจ้าบ่าวมาเข้าพิธีวิวาห์แทนให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความโสดซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวเมืองหยามเหยียดที่สุดจะสร้างปัญหาให้กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อชายหนุ่มที่เธอต้องการมัดใจคือ “ราม” หนุ่มเจ้าสำราญที่เธอเคยฝากแผลใจไว้ให้เจ็บปวดเมื่อครั้งอดีต ปฏิบัติการมัดใจโจทก์รักเก่าครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่? เรื่องราวระหว่างความรักและความแค้นจะลงเอยอย่างไร? มาร่วมลุ้นและหาคำตอบไปพร้อม ๆ กับพวกเขาได้ในละครเวทีนิเทศจุฬาฯ ปีนี้ ขอเชิญผู้ชมที่สนใจร่วมลุ้นไปกับภารกิจหนีโสดสุดมันครั้งนี้ สะบัดเงินเข้ามาซื้อบัตรกัน และมาร่วมสะบัดส่าหรีกันในวันที่ 17-19 และ 24-26 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ ราคาบัตร 250, 300 และ 350 บาท สถานที่จำหน่ายบัตร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 – 18.00น. หรือซื้อออนไลน์ผ่าน www.showbooking.com  

Interview

จุดเริ่มต้น TEDxChula ทอลค์ระดับโลกฝีมือนิสิตจุฬาฯ


โดย เมื่อ

พึ่งจบกันไปสำหรับงาน TEDxChulalongkornU ซึ่งปีนี้มาภายใต้หัวข้อ “STRIVE FORWARD” ถือได้ว่ากระแสตอบรับงาน TEDxChula นั้นดีเยี่ยมในทุกๆปี สังเกตได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมงาน จำนวนผู้เข้าชมถ่ายทอดสด จำนวนยอดผู้เข้าชมวิดิโอบันทึกการพูดในช่อง Youtube และความคิดเห็นต่างๆตามสื่อ social media ใครจะทราบว่าเบื้องหลังการประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้เกิดจากการร่วมมือของนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยนี่เอง และวันนีี้ CHU! จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “ดร. ทิม นพรัมภา” อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่จุดประกายความคิดในการจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อให้นิสิตได้ลงมือทำงานจริง เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนและส่งต่อความคิดๆดีให้กับสังคม อาจารย์เล่าให้ฟังถึงแรงจูงใจและกระบวนการในการขอลิขสิทธ์ TED มาทำกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า “ตัวอาจารย์เองเรียนและเป็นอาจารย์อยู่ที่อเมริกามานานมาก พอมาสอนที่จุฬาฯ เราก็สัมผัสได้ว่าเด็กที่นี่มีความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กเมืองนอกเลย แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ต่างคือ ทำไมเด็กจุฬาฯ ถึงชอบอยู่ในกรอบ จริงๆไม่ใช่แค่เด็กจุฬาต้องเรียกว่าเด็กไทย  ไม่ว่าจะมัธยมหรืออุดมศึกษาแทบทุกคนอยู่ในกรอบหมด เวลาสอนก็นั่งฟังกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดคุย โต้แย้งกับอาจารย์เลย  แล้วพอดีทางคณบดีกับรองคณบดีคณะพาณิชย์ฯ ก็บอกเราว่าเดี๋ยวนี้ TED มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยนะ เราสนใจอยากทำไหม ลองศึกษาดู ประกอบกับที่เราชอบ TED อยู่แล้วจึงลองอ่านศึกษา ก็พบว่าเป็นงานที่ไอเดียดี อยากทำ แต่ทำคนเดียวคงไม่ไหว ก็ได้อาจารย์คณิตเข้ามาช่วย เพราะอาจารย์คิดว่ามันจะให้ประโยชน์กับเด็กเรามากเลย ถ้าได้ลองทำงานจริง ได้คนที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดความคิดให้เขาฟังแบบสนุกภายในสิบแปดนาที จึงคิดจะทำขึ้นมาเป็นครั้งแรก  ตอนแรกไม่รู้เลยว่าต้องจัดงานอย่างไร แต่ช่วงนั้นคุณมาตินผู้ริเริ่มการจัด TED ในไทยมีการจัด workshop ที่เชียงใหม่ เป็น mini event ของ TEDxChiangmai อาจารย์กับอาจารย์คณิตก็ได้ไปเข้าร่วม เพราะแจ้งความประสงค์ไปว่าอยากจัด TED ในจุฬาฯ เขาก็สอนเราว่ากระบวนการต่างๆต้องทำอย่างไรบ้างพอกลับมาเราก็มานั่งกรอกใบสมัคร นั่งคิดว่าจะใช้ชื่ออะไรดี ซึ่งกว่าจะขอลิขสิทธิ์มาได้ก็นานมาก”  จริงๆไม่ใช่แค่เด็กจุฬาต้องเรียกว่าเด็กไทย  ไม่ว่าจะมัธยมหรืออุดมศึกษาแทบทุกคนอยู่ในกรอบหมด ความคิดที่น่าชื่นชมของอาจารย์อย่างหนึ่งนั่นคือ การที่จะไม่เริ่มต้นจากการบอกเด็กว่าถูกหรือผิด เพราะเด็กจะโฟกัสแค่จุดเดียว ว่าจุดที่บอกคือสิ่งที่ต้องทำ ตัวอาจารย์เองอยากให้นิสิตช่วยกันคิด ฟุ้งให้เต็มที่ แล้วค่อยช่วยแนะ ทำให้เข้าที่เข้าทาง เสมือนว่ามีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่ถ้าบอกก่อนว่าอะไรถูก นิสิตก็จะใช้แค่หนึ่งตารางเมตรตรงนั้นที่อาจารย์บอกว่าถูก แต่ถ้าได้ความคิดทั้งหมดจากหลายๆคนมันก็จะเพิ่มคุณค่ายิ่งขึ้น  สามารถใช้พื้นที่ในการคิดและพัฒนาได้มากขึ้น  นอกจากนั้นเด็กๆจะได้ร่วมงานกับบุคคลที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ เช่น การดึงพี่ๆ BEC-Tero มาช่วยทำโปรดักชั่น การถ่ายทำวิดิโอ ถ่ายทอดสด นิสิตก็จะได้เรียนรู้งานการจัด event เขียนแผนงานจากพวกพี่เขา หรือการคุยงานกับสปีกเกอร์นั้นก็จะได้มุมมองอะไรกลับไปเยอะ ทุกคนจะได้เรียนรู้จากการทำงานจริง เสมือนว่ามีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่ถ้าบอกก่อนว่าอะไรถูก นิสิตก็จะใช้แค่หนึ่งตารางเมตรตรงนั้นที่อาจารย์บอกว่าถูก แต่ถ้าได้ความคิดทั้งหมดจากหลายๆคนมันก็จะเพิ่มคุณค่ายิ่งขึ้น  สามารถใช้พื้นที่ในการคิดและพัฒนาได้มากขึ้น แน่นอนว่าในทุกการทำงานนั้นย่อมประสบกับปัญหาหรือความท้าทายต่างๆTEDxChula เองก็ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน อจารย์บอกกับ CHU! ว่า “อย่างแรกคือมันยังไม่มั่นคงด้วยตัวเอง เราอยากให้เด็กๆลุกขึ้นมาทำต่อกันเอง โดยที่ไม่ต้องมีอาจารย์เป็นตัวตั้ง เป็นชมรมหรือเป็นกลุ่มนิสิตอะไรก็ได้ อย่างที่สองคือ เราอยากให้เด็กพัฒนา ถ้าเราทำแบบเดิมเหมือนทุกปี นิสิตก็จะไม่พัฒนา เพราะฉะนั้นเราต้องทำอะไรที่มันไม่เหมือนเดิม ฉีกแนว เช่นปีแรกเราจำกัดคนเข้าฟังหนึ่งร้อยคน  ปีที่สองเราเลยมีโจทย์ว่าต้องมีผู้ฟังมากขึ้นกว่าเดิม อาจารย์เลยไป workshop ที่สวิสเซอร์แลนด์มา ซึ่งถ้าไปอันนี้เราจะสามารถจัดงานได้แบบไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง ถือว่าเป็นสาม TED ในไทยที่ทำได้ จากนั้นเราตั้งเป้าว่าใหญ่อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้แน่นขึ้นด้วย ทุกฝ่ายก็จะมีโจทย์ที่ยากขึ้น เช่น ฝ่าย curator ก็ยากขึ้นกับการพูดคุยกับสปีกเกอร์เพื่อคิดเรื่องที่จะพูด  ฝ่าย PR ก็ยากในการทำอย่างไรให้คนฟังมาเต็มจำนวน แล้วปีนี้เราจะทำอย่างไรให้เด็กพัฒนาขึ้น เพราะเราก็ใหญ่แล้ว ดังนั้นเราต้องไม่มาแนวเดิม ซึ่งนั่นทำให้ต้องคิดต่อว่าแล้วจะทำอย่างไรหล่ะ มันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องท้าทายในทุกปี เพื่อที่ทุกคนจะได้คิดใหม่ ทำใหม่ กล้าออกจาก comfort zone” หากถามถึงปัจจัยที่ทำให้ TEDxChula ประสบความสำเร็จ อาจารย์ทิมมองว่าเกิดจากหลายปัจจัย อย่างแรกคือศักยภาพของนิสิต เด็กๆที่มาทำตรงนี้ทุกคนเก่ง มีความสามารถ ช่วยกันคิดหาทางออก ทางแก้ไขให้กับปัญหาสังคมไทย ความคิดก็มาจากหลายมุมมองเพราะนิสิตมาจากหลากหลายคณะ อาจารย์เป็นเพียงพี่เลี้ยงที่คอยตบซ้าย ตบขวาให้เข้าที่ และผลักดันให้ทุกคนไปถึงจุดสูงสุดของความสามารถ TEDxChula จึงมีความสดใส นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจากคณะ มหาวิทยาลัย และพาร์ทเนอร์เป็นอย่างดี เพราะกระแสตอบรับที่ล้นหลามในสองปีที่ผ่านมา ปีนี้จึงได้ดำเนินการจัดต่อ ซึ่งความโดดเด่นของ TEDxChula ในปีนี้นั้น คือไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่จะผลักดันให้คนลงมือทำจริงๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม นิทรรศการก็จะไม่น่าเบื่อ กิจกรรมในนิทรรศการเน้นการลงมือทำจริง เพราะไม่อยากให้ผู้ฟังมีแรงบันดาลใจแค่ตอนฟัง หรือหลังจบงานเพียงหนึ่งสัปดาห์ อยากให้พอฟังเสร็จได้แรงบันดาลใจแล้วรู้สึกว่าต้องทำให้ได้ แล้วกลับไปทำจริงๆ TEDxChula ในปีนี้นั้น คือไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่จะผลักดันให้คนลงมือทำจริงๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม เราถามต่อว่าถ้ามีโอกาสมี Talk เป็นของตนเองอาจารย์ทิมจะพูดเรื่องอะไร อาจารย์หัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถ้าอาจารย์มีโอกาสได้พุดคงอยากพูดเรื่องการจัดกิจกรมพวกนี้มาเข้าในระบบการศึกษา เรียกว่า Active Learning เรียนรู้จากการได้ทำจริง เรารู้สึกว่าตรงนี้มันยังหายไปจากกระบวนการเรียนของไทย ถ้าตรงนี้มันเข้ามาอยู่ในหลักสูตรได้ อาจารย์ว่าเด็กไทยจะไม่ได้แค่เรียนเก่ง แต่จะทำงานเก่งมากด้วย” สุดท้ายเราให้อาจารย์ฝากถึงนิสิตที่สนใจจะมาทำ TEDxChula หากมีโอกาสจัดอีกในปีหน้า “อาจารย์อยากให้นิสิตหลายคณะ ก้าวจากcomfort zone จริงๆ ทุกคนต้องกล้ามารวมตัวกันเพื่อพัฒนาสังคม TEDเป็นการสื่อสารที่สร้าง การเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้จริงๆ  ถ้าทุกคนมารวมตัวกันทำสิ่งนี้ อาจารย์มั่นใจว่าจะได้เรียนรู้ทักษะการทำงานหลายออย่างและได้คืนประโยชน์กลับสู่สังคม”   เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆที่เกิดขึ้นภายในรั้วจุฬาฯของเราที่ผลักดันให้นิสิตได้แสดงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เห็นได้ว่าสิ่งดีๆแบบนี้เกิดจากประกายความคิดและความร่วมมือร่วมใจจากบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย CHU! เชื่อว่าหากทุกคนเชื่อในความสามารถของตน กล้า ที่จะลงมือทำ เราทุกคนในมหาวิทยาลัยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวดีๆและเปลี่ยนแปลงสังคมได้

ปิดโหมดสีเทา