Interview

“เนติวิทย์” นิสิตที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชน


โดย , , เมื่อ

เมื่อพูดถึง ‘เนติวิทย์’ หรือ ‘แฟรงค์’ เราเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมรู้จักเขาในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมานำเสนอมุมมองความเชื่อของแฟรงค์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่สองในบทบาทของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนในความคิดของแฟรงค์คืออะไร “สิทธิของมนุษย์ทุกคนที่พึงมี ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย สิทธิในการอยู่อย่างเสรี ไม่อยู่ภายใต้ความกลัวครับ” แฟรงค์บอกกับเราว่า เส้นทางความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนของแฟรงค์เริ่มต้นขึ้นในสมัยมัธยมฯ ผ่านกระบวนการตั้งคำถามถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของครูและนักเรียนในบริบทของสังคมไทย “ความเชื่อในสิทธิมนุษยชน จริงๆ ต้องพูดว่ามันเป็นชุดความคิดหนึ่ง ที่เชื่อกันอย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับตัวผมเอง มันเริ่มมาจากสมัยมัธยมฯ ก็คือรู้สึกว่าทำไมครู อาจารย์ถึงต้องใช้อำนาจ เขามีสิทธิ์ไหมที่จะใช้อำนาจแบบกดขี่หรือทำให้เรากลัว เลยเริ่มรู้สึกว่าเรามีสิทธิเท่ากับเขาไหม การที่เขามาไถผมนักเรียน เขามีสิทธิตามธรรมชาติเหรอ” คำถามที่เกิดขึ้นผลักดันให้เนติวิทย์ศึกษาข้อมูลต่อมาเรื่อยๆ แม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ จนกระทั่งช่วงมัธยมปลาย จึงก้าวเข้าสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะตัวเองเชื่อว่าสิทธิมนุษยธรรมจะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำ “สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ ตั้งแต่นั้นมาก็รู้สึกว่าเราจะต้องทำ ถ้าเราไม่ทำมันก็คือนามธรรมเท่านั้นเอง มันก็ไม่อยู่จริงถ้าไม่มีใครทำ” สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ เห็นอะไรในสังคมไทยจากสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง “สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก หรือไม่ได้สนใจจริงๆ เพราะสังคมและสภาพแวดล้อมของเราไม่เอื้ออำนวยให้เกิดขึ้นจริง ครู อาจารย์ก็ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย โรงเรียนเองก็เหมือนกัน รวมถึงกระทรวงศึกษาฯ ส่วนใหญ่มีอะไรทันสมัยเขาก็เอามาแปะในหนังสือหมด แล้วเราก็รู้แล้วก็แค่นั้น กับชีวิตจริงก็คนละเรื่อง เราเรียนนิติธรรม นิติรัฐ แต่ถ้าไม่มีนิติรัฐ นิติธรรม ก็ไม่มีความหมาย แล้วก็เป็นสังคมที่มีคนที่มีความรู้เยอะ แต่แนวทางปฏิบัติก็อีกเรื่องหนึ่ง” “แสดงว่าเรารู้สึกว่ามันยังไม่ได้ออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นแค่องค์ความรู้แล้วก็จบอยู่ตรงนั้น ใช่มันสามารถเอามาใช้จริงได้ ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมไทย” การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในจุฬาฯ “มีการร้องเรียนเข้ามามาก เช่นเรื่องการแต่งตัวของนิสิตที่เป็นถกเถียงกัน นิสิตหญิงคณะหนึ่งใส่รองเท้ารัดส้นถูกต้องตามระเบียบไปเรียน แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตักเตือน” แฟรงค์บอก พร้อมเสริมว่า “บางครั้งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ไม่ได้อ่านกฎระเบียบใหม่ ทั้งนี้ได้มีการส่งเรื่องไปที่คณะต่างๆ แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหานี้” “หรือแม้แต่การพูดโจมตี ดูถูกนิสิตในห้องเรียนของอาจารย์บางคณะ โดยใช้ทัศนคติทางการเมืองบางอย่าง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจุฬาฯ เดี๋ยวผมว่าจะไปนั่งฟังอยู่ว่าจริงหรือเปล่า” “และยังมีปัญหาการเก็บเงินของบางคณะที่มีปัญหามาถึงตอนนี้ ซึ่งก็มีนิสิต 7-8 คนส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา” สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก รู้สึกกังวลต่อจุดยืนของตัวเองบ้างไหม “รู้สึกกังวลบ้างครับ แต่พยายามจะไม่รู้สึกอะไร ที่ทำไปทั้งหมดเพราะมีเจตนาดี ผมเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน นิสิตหรือใครก็คือคนไทย ควรจะทำให้ดีขึ้น ไม่ได้ยึดติดในตำแหน่ง แต่กลัวว่าสิ่งที่ทำไปจะพังเพราะคนไม่เห็นค่า แต่เราก็พยายามวางรากฐาน พยายามทำให้นิสิตตระหนักและอยากให้สำเร็จในที่สุด” อะไรที่ทำให้เราเดินต่อถึงจะมีแรงเสียดทานมากมาย   “การศึกษาทำให้เราแตกต่าง ทำให้เรารู้อะไรมากกว่าคนอื่น เราอยู่ในสถานะที่พร้อมกว่า เราก็ต้องคิดเพื่อคนอื่นมากกว่า จริงๆ แล้วสังคมนี้สร้างขึ้นมาจากการช่วยเหลือกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน เราเลยรู้สึกว่าเราควรจะรักษาตรงนี้ไว้ เรียกว่าเอาความรู้และความเชื่อเราไปกระจายให้คนอื่น แต่ก็รู้สึกท้อถอยบ้าง คงอาจจะเป็นเพราะได้อ่านบทกวี บทความดีๆ ฟังเรื่องราวที่มีคนต่อสู้เรื่องสิทธิฯ จากต่างประเทศ ก็ทำให้ผมมีความหวัง” ฝากอะไรเกี่ยวกับคนในจุฬาฯ “อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ ถ้าเรานิ่งเฉยต่อปัญหา ปัญหาแบบเดิมก็จะยังอยู่หรืออาจจะเปลี่ยนไป ในทางกลับกัน เพราะเขาคิดว่าการนิ่งคือเรายินยอม ดังนั้นเราอย่านิ่งเฉย อย่าคิดว่าปัญหาอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน อยากให้ช่วยกัน” อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ สังคมเราจะดีขึ้นได้ไม่ใช่เพียงแต่ทุกคนคอยเรียกร้องหาสิทธิมนุษยชนของตนเอง หากแต่ทว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นได้เราต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่นด้วย  

Interview

เปิดมุมมองชีวิต “นน” นิสิตออทิสติกในรั้วมหาวิทยาลัย


โดย , เมื่อ

เชื่อว่าหลายคนอาจจะมองว่าเด็กออทิสติกไม่สามารถมาเรียนมหาวิทยาลัยได้ แต่นน ขจิตพันธ์ ธีรวรวัชร์ คณะนิเทศศาสตร์ ได้แสดงให้เห็นว่าออทิสติกแล้วอย่างไร เรียนมหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน วันนี้เราจะมาเปิดมุมมองของหนุ่มออทิสติกที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการใช้ชีวิต อธิบายถึงลักษณะอาการของออทิสติกที่เป็นอยู่ให้ฟังหน่อย “เราค่อนข้างที่จะควบคุมระดับอารมณ์ได้ยาก เมื่อปะทะกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่รบกวนสมาธิ เช่นการพูดคุยกับคนจำนวนมาก การสื่อสารที่ไม่คุ้นชินกับคนแปลกใหม่ว่าจะปรับตัวอย่างไรดี นอกจากนี้ ยังมีปัญหากับการปรับตัวบางส่วนของการทำงานในองค์กรที่มี การทำงานยืดหยุ่นหรือไม่เป็นเวลา โดยการปรับตัวและการสื่อสารกับแหล่งใหม่เป็นไปค่อนข้างลำบาก” แล้วอะไรทำให้เราเอาชนะโรคออทิสติกได้ “เราเชื่อว่าเราปกติ ไม่มองว่าตนเองแปลกแยก แม้ว่าการเรียนรู้เราจะค่อนข้างช้า แต่เรียนรู้ได้ พยายามสังเกตคนรอบข้างในการปรับตัวและปฏิบัติตาม การก้าวข้ามผ่านความกลัวอาจไม่ใช่เรื่องง่าย” “ตอนปีหนึ่งเข้ามาใหม่ๆ เรากลัวกลุ่มเพื่อนบางกลุ่มมาก แต่เมื่อรู้จักถึงจะเริ่มหายกลัวไปทีละนิดๆ  การที่เราอยู่กับสิ่งนั้นบ่อยๆ ก็ทำให้เราหายกลัวไปทีละนิด พร้อมคอยกำกับตนเองและปรึกษาเพื่อนสนิทรอบข้างไปด้วย” เราเชื่อว่าเราปกติ ไม่มองว่าตนเองแปลกแยก แม้ว่าการเรียนรู้เราจะค่อนข้างช้า แต่เรียนรู้ได้   ทัศนคติของคนรอบข้าง         “ครอบครัวไม่ได้รู้ว่ามีอาการเหล่านี้แฝงอยู่ แต่มีการคอยดูแล และค่อยๆ สอนให้เรียนรู้การใช้ชีวิต  ส่วนการเข้าสังคมเพื่อนก็จะพยายามหาคนที่เข้าใจเรา สามารถคุยได้ตลอด ในตอนแรกเราไม่ค่อยเข้าหาใครบ่อย แต่การพิสูจน์ฝีมือในการทำงานที่ไม่แตกต่างจากคนทั่วไปทำให้เราสนิทใจกับเพื่อนมากขึ้น” อุปสรรค “การสื่อสารกับผู้อื่น บางครั้งเริ่มพูดไม่ถูก แต่ก็ค่อยเรียนรู้ และต้องฝึกการปรับตัวให้เข้ากับคน องค์กร หรือสถานที่ใหม่ๆ เช่นการฝึกงาน การปรับตัวช่วงแรกต้องค่อยๆ สังเกตและทำความเข้าใจ ต้องใช้เวลาในการปรับตัวที่นานกว่าผู้อื่น ซึ่งกำลังพยายามร่นเวลาให้ปรับตัวให้รวดเร็วยิ่งขึ้น” เป้าหมายในอนาคตต่อไปของเราคืออะไร “เป้าหมายคือการเรียนต่อด้านจิตวิทยาในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์พร้อมทั้ง เสริมสร้างความเข้าใจตนเองเกี่ยวกับอาการออทิสติก และการทำงานด้านสื่อออนไลน์ตามที่ได้เรียนมา” เป้าหมายคือการเรียนต่อด้านจิตวิทยาในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์พร้อมทั้ง เสริมสร้างความเข้าใจตนเองเกี่ยวกับอาการออทิสติก   ความเชื่ออีกหนึ่งอย่างที่นำทางไปสู่ความสำเร็จได้นั่นก็คือความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อเราเชื่อในตัวเอง ความเชื่อมั่นจะนำพาเราให้ก้าวไปสู้เป้าหมาย  

ปิดโหมดสีเทา