Interview

ทำเพื่อใคร: เคาะประตูใจห้องเชียร์ชาวศิลปกรรมฯ


โดย , เมื่อ

หลังจากเป็นประเด็นร้อนที่ชวนให้คนทั้งบ้านเมืองหันมาถกเถียงกันเรื่องความจำเป็นของ ‘ห้องเชียร์’ พวกเราชาว CHU! เลยอยากร่วมสนับสนุนกระบวนการคิดวิเคราะห์ของคนไทย ด้วยการเพิ่มโอกาสให้ทุกคนได้ลองฟังเสียงจากผู้จัดห้องเชียร์บ้าง ว่าห้องเชียร์ในความหมายและรูปแบบของพวกเขา ยังให้คุณค่าอะไรกับน้องใหม่ปี 1 ได้บ้าง เราเลยชวนผู้จัดกิจกรรมรับน้องของคณะศิลปกรรมศาสตร์มาร่วมสนทนา เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความพิเศษของ ‘ห้องเชียร์สไตล์ศิลปกรรมฯ’ เอกลักษณ์กับห้องเชียร์ Q: อะไรคือการรับน้องแบบ ‘ศิลปกรรมศาสตร์โดยเฉพาะ’ A: ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ด้วยรูปแบบการสอบเข้า ที่ทดสอบความสามารถเฉพาะตัวของนิสิต ทำให้เด็กคณะนี้ ส่วนใหญ่มีลักษณะร่วมกัน คือแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์และมีจุดยืนในความคิดของตัวเองที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งความรักที่จะแตกต่างเป็นคุณสมบัติที่ดีที่ศิลปินควรจะมีอยู่แล้ว แต่บางทีมันก็ทำให้เกิดปัญหา เลยต้องมีการจัดกิจกรรมรับน้องขึ้นมาเพื่อรับมือในส่วนนี้นี่แหละ นอกจากนั้น เด็กศิลปกรรมฯ ยังเป็นเด็กที่ทำงานหนัก จะเรียกว่าออกแนวบ้างานก็คงได้ เพราะงานศิลปะมันเรียกร้องความขยันฝึกซ้อม และความมุ่งมั่น ไม่งั้นคงสอบเข้ามาไม่ได้หรอก Q: จัดกิจกรรมแบบนี้ ทำให้คนทั้งคณะรู้จักกันจริงเหรอ A: ใช่ เพราะเราเริ่มรับน้องมาตั้งแต่หลังงาน First Date รับน้องช่วงนั้นเป็นช่วงที่น้องจะได้รู้จักเพื่อน รู้จักพี่ และรู้จักคณะเรามากขึ้น ส่วนพี่ๆ ก็จะได้รู้จักน้องด้วย นับว่าเป็นการละลายพฤติกรรมครั้งแรก ซึ่งตรงนี้แหละที่ปัญหามันจะค่อยๆ เกิด เพราะน้องที่ยังไม่เข้าใจอาจจะยังไม่พร้อมเปิดกว้างต่อความต่างของเพื่อน น้องบางคนกล้าแสดงออกก็จะเด่นตลอดเวลา แต่ก็จะมีบางคนที่เงียบๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้จะบังคับให้เขาแสดงออกเยอะขึ้น หรือทำตัวฝืนนิสัย แต่เราแค่อยากให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งในคณะแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ Q: แล้วทำไมต้องเป็นห้องเชียร์ A: จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดในการทำห้องเชียร์คือการรวมน้อง ทั้งที่ต่างความสามารถ รสนิยม ความสนใจ ความคิด เข้าด้วยกัน เราต้องการให้น้องยังคงความมั่นใจแบบที่มีตอนสอบเข้ามาอยู่ แต่ก็อยากให้น้องเข้ากับคนอื่นๆ ได้ด้วย คณะเราเล็ก ยิ่งเล็กก็ยิ่งต้องปรองดองเชื่อใจกันให้มาก ทีนี้ การจะรวมศิลปินที่มีความคิดรสนิยมหลากหลายเข้าด้วยกันอย่างสนิทมันเป็นเรื่องยาก คณะเราจะมีอยู่ 4 ภาควิชา มีดุริยางคฯ ทัศนฯ นฤมิตฯ แล้วก็นาฏยฯ ถ้ามองเผินๆ อาจจะดูไม่เกี่ยวกัน แต่จริงๆ ศิลปะมันมีสิ่งที่เชื่อมโยงกันอยู่และแยกจากกันไม่ได้ เรายังต้องอาศัยกันในการเรียนรู้และทำงาน ดังนั้นเราเลยต้องมีกฎระเบียบที่อยากให้น้องปฏิบัติเหมือนกันในช่วงแรก เพื่อลดความแตกต่างลง คณะเราเล็ก ยิ่งเล็กก็ยิ่งต้องปรองดองเชื่อใจกันให้มาก ส่วนเรื่องการไหว้ พี่ๆ ในคณะจะไม่บังคับ แต่แค่แนะให้น้องมีความเคารพมากกว่า ซึ่งเด็กคณะเราจะไหว้ทุกคนกันอยู่แล้ว แม้แต่พี่ๆ ภารโรงเราก็ไหว้ เพราะเราจำเค้าได้ทุกคน บางครั้งเวลาเราไปเที่ยวเค้าก็ไปด้วย อย่างที่บอกว่าคณะมันเล็ก ทุกคนในคณะเลยสนิทกันหมดเหมือนครอบครัว ทุกอย่างมีเหตุผล Q: การมีกฎเกณฑ์ แปลว่าในห้องเชียร์มีบทลงโทษด้วยใช่ไหม A: เรียกว่าเป็นการกระตุ้นมากกว่า กระตุ้นให้น้องได้ระดมความคิด ความสามารถ ประคับประคองกัน ให้ผ่านสิ่งต่างๆ ไปพร้อมกัน ซึ่งน้องๆ จะทำข้อตกลงร่วมกับพวกพี่เชียร์ โดยที่พวกพี่เชียร์จะให้น้องเป็นคนเสนอเงื่อนไขขึ้นมาเอง แล้วพี่เชียร์จะฟังสิ่งที่น้องพูด ทุกข้อตกลงจะมีเหตุผลรองรับเสมอ Q: แล้วมีการดุด่าว่ากล่าวอะไรน้องบ้างมั้ย A: ขึ้นอยู่กับว่าหมายถึงยังไง ถ้าเป็นในเชิงวิจารณ์ ว่างานไม่ดีหรืองานห่วย ต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติในคณะ เรียนศิลปะ ทำงานศิลปะ มันต้องมีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์และการรับฟังกันอยู่แล้ว โดยธรรมชาติของสังคมคณะนี้ เราจะด่าว่างานเพื่อนห่วยได้โดยที่เราและเพื่อนต่างก็เข้าใจไม่โกรธกัน แล้วก็ไม่นับว่าเป็นการทำร้ายจิตใจกัน แต่เพื่อพัฒนาผลงานให้ดีขึ้น ทำงานศิลปะ มันต้องมีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์และการรับฟังกันอยู่แล้ว Q: แต่ก็มีการว้ากนี่ ว้ากเพื่ออะไร ทำไมพูดกันดีๆ ไม่ได้ A: ว้ากที่ทุกคนเข้าใจว่าเราทำกัน จริงๆ ก็คือการพูดเสียงดังนั่นแหละ แต่ไม่ใช่เสียงดังเพื่อกดดัน และเราไม่เคยเสียงดังเพราะอารมณ์เลย พวกพี่เชียร์ใช้เสียงดังเพราะเห็นว่าการสื่อสารให้น้องเข้าใจไม่ผิดเพี้ยนนั้นสำคัญ แล้วเวลาพูดดังๆ จะทำให้เข้าใจง่าย ตีความได้ไม่ผิด เวลามีอะไรก็จะรับรู้ตรงกันได้ทันที ตั้งแต่คนหน้าสุดไปจนถึงคนหลังสุด ที่สำคัญคือเวลาพูด พี่จะมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังทุกครั้ง และมันไม่ใช่ทิศทางเดียว ถ้าน้องเองมีเหตุผลอยากแย้ง พี่ๆ ก็พร้อมจะรับฟัง ความต่างในความเหมือน Q: ถ้าเป็นเด็กศิลปกรรมศาสตร์ น้องต้องเข้าห้องเชียร์ทุกคนมั้ย A: ไม่ได้บังคับเลย ถ้าน้องคนไหนไม่ชอบ น้องเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดเวลา และห้องเชียร์ก็อนุญาตให้เขียนใบลาด้วย Q: ห้องเชียร์เป็นเหมือนกันทุกปีเลยหรือเปล่า A: ไม่เหมือนกันเลย เพราะเรามีการคุยกันใหม่ทุกปี เลือกทั้งข้อดีข้อเสียของแต่ละปีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับรุ่นและยุคสมัย ไม่ได้ยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม แต่ที่มันยังเป็นรูปแบบห้องเชียร์ที่คนนอกมองว่าคล้ายเดิม ก็เพราะว่าเราคิดมาแล้วว่ารูปแบบหลักๆ มันยังเหมาะสมกับเด็กคณะศิลปกรรมฯ อยู่ Q: ปีนี้ให้ทำมาสคอตไปเพื่ออะไร A: มาสคอตเป็นเหมือนตัวแทนเชิงเปรียบเทียบของแต่ละรุ่น และในแง่หนึ่งมันคือการให้น้องได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำงานด้วยกันตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือการตีความมาสคอตว่าจะเป็นตัวอะไร น้องทั้ง 4 ภาควิชาต้องระดมความคิด จนถึงการช่วยกันทำ มันเป็นงานที่ใหญ่ ถ้าคนทำน้อยนี่จะเสร็จไม่ได้เลย ถ้าจะให้เสร็จและดี ต้องใช้คนช่วยกันและช่วยกันอย่างเต็มที่ด้วย นี่แหละทำไมถึงต้องทำมาสคอต Q: แต่มันเสียเงินเยอะนะ A: เรื่องเงิน เราเชื่อว่าแต่ละคณะก็มีการวางแผนใช้เงินในการรับน้องไม่เหมือนกัน เราอาจไม่ได้เอาเงินไปใช้ในแบบเดียวกับคณะอื่นๆ แต่นี่คือการเลือกที่จะใช้จ่ายของศิลปกรรมฯ ที่เราเชื่อว่ามีประโยชน์และก็เหมาะสมกับคณะเราแล้ว ด้วยรักและห่วงใย Q: พี่มีมาตรการดูแลน้องๆ ในห้องเชียร์ยังไงบ้าง A: ในห้องเชียร์จะมีทีมพี่พยาบาล ก็คือพี่ในคณะที่ผ่านการอบรมเบื้องต้นมาแล้ว รู้โรคประจำตัวทุกคน รู้ว่าใครแพ้อะไร มียาและน้ำพร้อม แล้วพี่ๆ คนอื่นๆ ก็ต้องคอยเป็นหูเป็นตาให้ตลอด ทุกสถานการณ์เราจะใช้คติกันไว้ดีกว่าแก้ ต่อให้ไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็จะยังปฐมพยาบาลเต็มที่เผื่อไว้ และเราพยายามปลูกฝังให้น้องดูแลกันเอง เช่นให้น้องผู้ชายเดินไปส่งเพื่อนผู้หญิงขึ้นรถไฟฟ้า ซึ่งมันก็ได้ผล คือหลังๆ จะแทบไม่ต้องบอกแล้ว Q: กิจกรรมรับน้องทั้งหมด ผู้ปกครองรู้เรื่องมั้ย A: ในการประชุมผู้ปกครองครั้งแรกของคณะ เราก็ได้บอกรายละเอียดเรื่องรับน้องให้ผู้ปกครองทราบแล้ว พร้อมกับชี้แจงว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ตลอดเวลา และผู้ปกครองก็ได้เซ็นรับรองว่ายินยอมให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมคณะแล้วด้วย Q: แล้วสุดท้าย คิดว่าห้องเชียร์ดีหรือไม่ดี A: ใครล่ะที่จะเป็นคนจำกัดความว่ามันดีหรือไม่ดี คำตอบมันน่าจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยมากกว่า ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งน้องและรุ่นพี่ ทั้งความเหมาะสม สิ่งที่เหมาะกับคนอื่นมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะกับเรา และสิ่งที่เหมาะกับเราก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะกับคนอื่น ก็เป็นได้นะ สิ่งที่เหมาะกับคนอื่นมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะกับเรา และสิ่งที่เหมาะกับเราก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะกับคนอื่น   ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ณัชพล เสริฐสายบัว อุปนายกใน คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่างภาพ : จิรวัฒน์ พิมา, Sirawit Paopattana

Interview

TIMELIE: เกมไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก


โดย , เมื่อ

จากซีเนียร์โปรเจกต์ธรรมดาๆ ของนิสิตวิศวฯ คอมฯ จุฬาฯ 5 สหาย เกมไอเดียเก๋ๆ อย่าง Timelie ก็ได้ไปชนะรางวัลระดับโลกนามว่า Imagine Cup ของ Microsoft มา ประสบการณ์น่าตื่นเต้นในการไปแข่งขันชิงถ้วยรางวัลถึงสหรัฐอเมริกาจะเป็นยังไง และเกม Timelie นั้นมีความหมายต่อเมืองไทยในแง่ไหนบ้าง ลองไปคุยกับพวกเขากันเลย ทามลาย… ทำไร? Q: Timelie คืออะไร A: Timelie เป็นเกม puzzle บนสมาร์ตโฟนที่ใช้ระบบการควบคุมเวลาในการแก้ปัญหา ซึ่งเราจะมี feature นึงที่เรียกว่า Timeline เอาไว้เลื่อนเวลาไปข้างหน้าและย้อนเวลาไปข้างหลังได้ เหมือนโปรแกรมตัดต่อวีดิโอ ทำให้เราทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้น และย้อนเวลากลับไปเลือกใหม่ได้ ซึ่งจะส่งผลให้อนาคตของอีเวนต์เปลี่ยนไป โดยเป้าหมายคือต้องหนีออกจากแต่ละด่านมาให้ได้โดยไม่ถูกยามจับ เรียกว่าเป็นเกมประเภท stealth puzzle ก็ได้ครับ Q: ชื่อทีม PH21 มีความหมายว่าอะไร A: เพราะว่าเป็นโปรเจกต์จบ เราเลยเช่าคอนโดอยู่ด้วยกัน ซึ่งคอนโดนั้นตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน 21 ก็เลยเป็นที่มาของชื่อทีมนั่นเอง จริงๆ มันเริ่มจากการเป็นมุกมาก่อน แต่พอยังไม่ได้ชื่อทีมสักที เราเลยเอามุกนี้มาใช้จริง เพราะมันก็ไม่แย่นะ เกร๋ๆ อะ Q: ความรู้ที่ได้จาก 4 ปีในจุฬาฯ มีส่วนช่วยในการทำเกมแค่ไหน A: ความรู้พื้นฐานต่างๆ ที่เรียนในคณะก็ได้ใช้นะ แต่ยังไม่พอ ต้องศึกษาจากข้างนอกเพิ่มอีก เพื่อประกอบกันให้ได้เกมที่มันเวิร์กจริงๆ นอกจากนี้ยังต้องออกแบบ ทำเพลงประกอบ คิดเนื้อเรื่องของเกม ซึ่งไม่ได้มีสอนในห้องเรียนด้วย ขนาดเทรลเลอร์แนะนำเกมยังต้องตัดต่อเองเลย ฮ่าๆ เรียนจบมาได้ด้วยเกม Q: ทำไมถึงเลือกทำ ‘เกม’ A: สั้นๆ ก็ ทุกคนชอบเล่นเกม ใฝ่ฝันว่าคงจะดีถ้าเราสร้างเกมเองได้ ออกแบบสิ่งที่เราอยากออกแบบได้ Q: แล้ว ‘เกม’ เป็น ซีเนียร์โปรเจกต์ได้ด้วยเหรอ A: ได้ครับ จริงๆ แล้วทางภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เองรับซีเนียร์โปรเจกต์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์เลย ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ วิจัยก็ยังได้ แต่อาจจะมีข้อแม้ เช่น ถ้าทำเกม ซึ่งเขียนเป็นรายงานออกมาไม่ได้ ก็จะให้เราไปส่งประกวดแทน อีกอย่าง ถ้ามองในมุมวิศวฯ คอมพิวเตอร์ เกมก็คือ software อย่างหนึ่ง การสร้าง software ขึ้นมาก็ต้องประกอบด้วยความรู้หลายๆ อย่างที่เรียนมา ซึ่งที่ภาคเราก็มีแล็บเกมเหมือนกัน ดูแลโดย ผศ.ดร.วิษณุ โคตรจรัส ที่จบด้านเกมมาโดยเฉพาะ แล้วก็เป็นที่ปรึกษาของโครงการ Timelie นี่ด้วย Q: ตอนที่ออกแบบ มีเกมอะไรที่เป็นต้นแบบรึเปล่า A: คือถ้าเราเอาเกมอื่นมาตั้งต้นก็อาจซ้ำ กลายเป็นการลอก เราเลยคิดกันเองก่อน แรกเรามีไอเดียว่าจะทำเกี่ยวกับเวลา ย้อนเวลาได้ ลากเวลาได้ แล้วมันดันไปคล้ายกับอันอื่นเอง อย่างเกมชื่อ transistor จะเป็น action RPG ซึ่งต่างจากเราที่เป็น puzzle เราก็ดูของเค้าเป็น reference ว่าจะไปประยุกต์เอาระบบเกม action มาใส่ใน puzzle ให้เป็นสไตล์เราได้ยังไงซะมากกว่า ถ้ามองในมุมวิศวฯ คอมพิวเตอร์ เกมก็คือ software อย่างหนึ่ง เกม #radubworldclass Q: จากซีเนียร์โปรเจกต์ กลายเป็นเกมระดับโลกได้ยังไง A: อย่างที่บอกว่าถ้าทำเกมเป็นซีเนียร์โปรเจกต์จะต้องส่งประกวด เราเลยเข้าร่วมงาน NSC ของ NECTEC เป็นการแข่งขันซอฟต์แวร์ระดับประเทศ ชื่อเต็มๆ คือ National Software Contest มีหมวดเยอะมาก ประมาณ 10 หมวดได้ ซึ่งหมวดเกมก็จะอยู่ในโปรแกรมเพื่อความบันเทิง ตอนนั้นยังไม่รู้จัก Imagine Cup ก็เลยแข่งอันนี้ก่อน ทีนี้ใน NSC จะมีรางวัลพิเศษคือ Microsoft Universal Windows Platform (UWP) Bridge for Game ที่ทาง Microsoft Thailand จะมาคัดเลือกให้รางวัลนี้เองตามบูท ซึ่งเป็นการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเภท Game ของ Imagine Cup ไปโดยปริยาย Q: เล่าระบบการแข่งขันของ Imagine Cup ให้ฟังหน่อย A: กติกาของ Imagine Cup ของ Microsoft ปีนี้มีแข่งกันสามหมวด คือ game, innovation แล้วก็ world citizenship ซึ่งสองหมวดหลังจะจัดแข่งกันในประเทศก่อน แต่หมวดเกมเนี่ยก็จะเลือกอย่างที่บอกไป การแข่งจะมี 3 ช่วง ช่วงแรกก็คือ ระดับชาติจากตอนงาน NSC แล้วก็ World semi-final ที่พิจารณาจากวิดีโอพรีเซนเตชัน 10 นาที ห้ามตัดต่อ เพื่อคัดจากตัวแทนของ 50 ประเทศออกเหลือ 9 ประเทศต่อหมวด มาแข่งในรอบ World final Q: แล้วพอส่งวิดีโอพรีเซนเตชันไปแล้วคิดว่าจะได้รางวัลแน่ๆ รึเปล่า A: ม่ายยย (พูดพร้อมกัน) เครียดมาก คู่แข่งน่ากลัวมาก ตอนนั้นไปนั่งส่อง 40 กว่าทีมทีละทีมที่หน้าเว็บของ Microsoft ว่าทีมไหนทำเกมอะไร แล้ววิเคราะห์กันว่าเราจะติดมั้ย ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าจะติดหรือไม่ติด พอใกล้วันประกาศก็ตามทุกช่องทาง ปรากฏว่าเลื่อน (หัวเราะ) กว่าจะรู้ก็อีกนานความตื่นเต้นก็ลดลงเรื่อยๆ พอตอนประกาศแบบเป็นทางการจริงๆ ก็ไม่ตื่นเต้นแล้ว Q: มีการเตรียมตัวไปแข่งยังไงบ้าง A: ฝั่งพรีเซนต์ก็ใช้ดูตัวอย่างปีก่อนๆ เริ่มจากดูว่าแชมป์ปีที่แล้วเค้าพรีเซนต์ยังไง ก็ไปหาวิดีโอเป็นแนวทาง ว่าอันไหนน่าสนใจ แล้วมาปรับเข้ากับของตัวเอง ส่วนตัวเกม ก็ดูเกณฑ์ว่าเค้าคิดอะไรกี่คะแนนบ้าง ให้เพื่อนลองช่วยให้คะแนน แล้วแก้ตรงจุดที่ได้คะแนนน้อย เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด แต่เพราะเวลาจำกัดมาก เลยต้องยอมเลือกแก้แค่จุดที่อ่อนที่สุด Q: โปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องทำงานด้วยกันนานๆ แบบนี้ ไม่มีปัญหาตีกันบ้างเหรอ A: ปัญหาเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับการทำงานเป็นทีม แต่อย่าเรียกมันเป็นปัญหา ให้เรียกว่าเป็นการถกเถียงกันด้วยเหตุผล ให้เกมของเราออกมาดีที่สุด ดีที่พวกเราเป็นเพื่อนซี้กัน เพราะความเป็นเพื่อนทำให้เราสนิทใจ กล้าพูดอะไรตรงๆ มีอะไรก็พูดทันที ซึ่งทำให้ไม่มีปัญหาภายหลัง แถมยังทำให้งานดีขึ้นด้วย Q: หลังจากที่ถึงอเมริกาแล้ว ยังซ้อมกันต่ออีกมั้ย A: ก็มีครับ มีพี่ๆ จาก Microsoft … Continued

Article

ฟรีแลนซ์: จำเป็นอะไรต้องทำงานหนักขนาดนี้?


โดย เมื่อ

ฟรีแลนซ์: จำเป็นอะไรต้องทำงานหนักขนาดนี้? ฟรีแลนซ์เป็นหนังดัง ถามใครก็คงจะรู้จัก ฟรีแลนซ์เป็นหนังดี อันนี้ก็ค่อนข้างยืนยันได้จากจำนวนสุพรรณหงส์ที่มีสลักชื่อหนังเรื่องนี้ และฟรีแลนซ์ก็เป็นหนังโดน นั่นสิ ทำไมฟรีแลนซ์เป็นหนังโดนใจวัยรุ่นทั่วประเทศ? ต้องไม่ใช่แค่เพราะว่าหนังสนุก และไม่ใช่แค่เพราะหน้าหล่อๆ สวยๆ ที่โดนทำให้ยับเยินของซันนี่ ใหม่ ดาวิกา และวี วิโอเล็ตแน่นอน แต่เราคิดว่าเพราะมันแทงใจดำของใครหลายคน ด้วยการนำปัญหาเรื่องความสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า work-life balance มาพิจารณาอย่างละเอียดอ่อนในทุกๆ ด้าน เรื่องราวสะท้อนเทรนด์แห่งการปั่นงานข้ามวันข้ามคืน ที่เล่าผ่านเรื่องของ ยุ่น กราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ ผู้ที่เลือกปล่อยให้ส่วนอื่นของชีวิต (แม้แต่การนอน) ละลายหายไปกับ M-150 และกาแฟเซเว่น เพื่อทำงานที่เป็นไปไม่ได้ จนร่างกายเริ่มส่งสัญญาณไม่พอใจ และนำไปสู่การ ‘หยุดพัก’ แล้วกลับมาพิจารณาหาความหมายของการทำงานดูดีๆ สักที หลังจากหนังเข้าฉายและดังระเบิดเถิดเทิง ก็มีใครหลายคนที่เทียบ ‘ความยุ่น’ กับระดับความบ้างาน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่หาได้ไม่ยากเลยท่ามกลางเด็กจุฬาฯ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำกิจกรรมเยอะๆ จนถ้าได้เงินจากกิจกรรมทั้งหมดที่ทำอยู่ ก็คงจะลาออกจากชีวิตการศึกษาไปแล้ว (บังเอิญว่างานฟรีทั้งนั้น) ในมหาลัยใหญ่ๆ แห่งนี้ โอกาสในการทำกิจกรรมวิ่งเข้าหาพวกเราทุกทิศทาง ทั้งจากสไลด์ของอาจารย์ บอร์ดหน้าตึกคณะ คำชักชวนจากเพื่อนพี่น้อง หรือแม้แต่วิ่งเข้าหาจริงๆ อย่างใบปลิวบนรถป๊อป และก็จะมีนิสิตจำนวนหนึ่งที่ยิ้มร่าคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ มาถึงวันหนึ่งก็พบว่าตัวเองกลายเป็นยุ่นไปซะแล้ว ทุกคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเองที่เลือกจะบ้างานอย่างไม่คิดชีวิต อยากเก่งขึ้น อยากเป็นที่ยอมรับ อยากไล่ตามความฝัน อยากมีความสุข ถ้าจะพูดให้เหมาะกับชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยมากขึ้น บางคนก็อาจจะทําเพื่อคณะ ชมรม หรือ สังกัดของตน หรือไม่บางคนก็อาจจะมีเหตุผลง่าย ๆ เพียงแค่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้น่าสงสาร จนบางครั้งความคิดที่จุดให้เราเริ่มทำงานพวกนั้น ก็กลับมาทำเป็นตัวรั้งให้เราไม่อาจหยุดทำงานได้ กิจกรรมในมหาวิทยาลัยเหล่านี้อาจจะมีไว้ให้ฝึกแบกรับงานก็จริง ทว่ามันก็มีไว้ฝึกแบกรับงานอย่างพอดีเช่นกันนะ หนึ่งในฉากที่โดนใจเราที่สุดในหนังฟรีแลนซ์ คือฉากที่ยุ่นมองปฏิทินที่ไม่มีเดดไลน์ส่งงานอะไรเลย แล้วยิ้ม พร้อมกับคิดว่า มีอะไรให้ทำเต็มไปหมดเลย เพราะบางทีเราเองยังลืมไปแล้วว่าความสุขในการทำงาน อาจจะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีความสุขในการพักผ่อนมาคอยคั่น แล้วคุณล่ะ ยังจำความสุขเวลาที่มองปฏิทินโล่งๆ ได้หรือเปล่า?   ขอขอบคุณภาพจากภาพยนตร์ ฟรีแลนซ์: ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ โดยบริษัท GTH จำกัด