Interview

จะรวยไปไหน: ซอกแซกภายในสนง.ทรัพย์สินแห่งจุฬาฯ


โดย เมื่อ

“จุฬาฯ รวยจะตาย?” แน่นอนว่ากว่า 80% ของนิสิตจุฬาฯ ล้วนแล้วแต่เคยได้ยินคำพูดดังกล่าวจากเหล่าบรรดาคนรอบตัว หรือแม้กระทั่งตามเว็บบอร์ดสาธารณะว่า ไม่ใช่จุฬาฯ หรอกหรือที่เป็นเจ้าของที่ดินที่ราคาแพงแสนแพง ที่สุดในประเทศไทย? จุฬาฯ อาจมีภาพพจน์ของเจ้าของที่ดินมูลค่านับพันล้านติดอยู่ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า แท้จริงแล้ว เบื้องลึกเบื้องหลังของภาพความรวยที่ใครต่อใครต่างมองเห็น ยังมีหน่วยงานที่เรียกว่า “สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการทรัพย์สิน รวมถึงการหารายได้ให้กับทางมหาวิทยาลัย ซึ่งสุดท้ายแล้วปลายทางของกิจกรรมเหล่านี้จะไปอยู่ที่ใด ก็ยังเป็นประเด็นที่ทุกคนสนใจ ครั้งนี้ Chu! จึขอะพาเพื่อนๆ ไปรู้จักกับ “สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ผ่านคุณบุญส่ง ศรีสว่างเนตร ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน ที่พร้อมเปิดประตูอาคารสำนักงาน ข้างอาคารจามจุรี 5 เพื่อต้อนรับทุกคนที่มีข้อสงสัยใคร่อยากถาม ที่มาของ“สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” “สวัสดีครับ ผมบุญส่ง ศรีสว่างเนตรนะครับ เป็นผู้อำนวยการสำนักทรัพย์สินจุฬาฯ” ผอ. กล่าวแนะนำตัวกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเริ่มอธิบายถึงความเป็นมาของสำนักงาน “จริงๆ สำนักทรัพย์สินจุฬาฯ นี่ก็เกิดมาพร้อมๆ กับ จุฬาฯ ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเลย ตั้งแต่ตอนที่รัชกาลที่หกท่านพระราชทานที่ดินที่ให้เราสร้างมหาวิทยาลัย พระองค์เองก็ตั้งใจให้เอาที่ดินส่วนหนึ่งให้เราเพื่อเก็บค่าเช่าตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ตอนนั้นมีผู้เช่าอยู่ 3-4 ราย ที่เป็นหลักๆ นี่ก็ตรงสนามศุภชลาศัย ค่าเช่าอยู่ที่ประมาณหมื่นกว่าบาทต่อปี แต่ราคานี้ร้อยปีก่อนนี่มันเยอะมากนะ ส่วนที่เหลือที่เรานั่งอยู่แถวนี้ตอนนี้ เมื่อก่อนเป็นที่ปลูกผักทำสวน ทำไร่ ทำนา ก็เก็บค่าเช่ามาเรื่อยๆ เพราะอย่างนั้นจริงๆ ต้องบอกว่าสำนักทรัพย์สิน สานต่อภารกิจของการที่หาผลประโยชน์ตรงนี้ ซึ่งพระองค์ (รัชกาลที่หก) ได้วางนโยบายให้เราตั้งแต่ต้นเลย อาจจะเรียกได้ว่าเราเกิดมาพร้อมกัน แต่ว่าความสำคัญหรือบทบาทของสำนักงานก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบทบาทขององค์กร ก็คือเมื่อจุฬาฯ ออกนอกระบบ การสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐก็ลดน้อยลง “ทางรัฐบาลก็มองว่าจุฬาฯ ออกนอกระบบแล้ว มีทรัพย์สินของตัวเอง ก็ไม่ควรพึ่งพางบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ในชีวิตจริง พอจุฬาฯ ออกมาหาเงินก็จะถูกคนหาว่า ทำไมจุฬาฯ หน้าเลือด (หัวเราะ) คือตอนนี้เราอยู่ในสภาพจากที่รายได้ของเราเทียบกับรายจ่าย คือรัฐบาลให้เงินเรามาแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งจุฬาฯ ก็ต้องหาด้วยตัวเอง ปัจจุบันสำนักทรัพย์สินจุฬาฯ ก็เข้ามารับผิดชอบในส่วนที่ขาดไปทั้งหมด ดังนั้นภารกิจของสำนักทรัพย์สินในปัจจุบัน คือเราต้องช่วยหารายได้เพิ่มเติมเพื่อมาสนับสนุนกิจการของจุฬาฯ นั่นเอง” ปัจจุบันที่ดินที่จุฬาฯ ดูแล คือพื้นที่บริเวณถนนพระรามหนึ่ง ถนนพระรามสี่ สยามสแควร์ ถนนบรรทัดทอง และถนนอังรีดูนังต์ เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส รวมเป็นพื้นที่ประมาณ 1200 ไร่ ซึ่งกว่า 70% ใช้เพื่อการศึกษา นอกจากส่วนที่เป็นมหาวิทยาลัยแล้ว 10% ของพื้นที่ก็เปิดให้บริการสาธารณะประโยชน์ เช่น สนามกีฬาแห่งชาติ สน. เขตปทุมวัน และโรงเรียนต่างๆ โดยในบริเวณเหล่านี้จะมีการเก็บค่าเช่าในราคาที่ถูกมากๆ ซึ่งหากปล่อยบริเวณนี้ให้เอกชนเช่า ทางจุฬาฯ จะได้รายได้กว่าพันล้านบาท ในขณะที่ปัจจุบันซึ่งอุทิศให้กับสาธารณประโยชน์ ได้ค่าเช่าปีหนึ่งไม่ถึงหนึ่งร้อยล้านบาท โดยในส่วนที่นำมาสร้างผลประโยชน์จริงๆ มี เพียง 20% ของที่ดินจุฬาทั้งหมด  คือ บริเวณสยามสแควร์, ห้างมาบุญครอง, จัตุรัสจามจุรี และบริเวณด้านหลังสนามจุ๊บทั้งหมด ติดถนนบรรทัดทอง แล้วรายได้ที่ได้จากการเก็บค่าเช่าที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ ทางสำนักทรัพย์สินเป็นผู้จัดแจงให้กับแต่ละคณะหรือไม่? “ไม่ครับ ก็คือส่งให้ทางมหาวิทยาลัยเป็นคนจัดการ  ระบบบริหารงบประมาณของจุฬาฯ คือเหมือนคณะอื่นๆ ที่ทุกคนต้องทำเรื่องของบประมาณไปที่ส่วนกลาง คือในจุฬาฯ ก็จะมีที่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่เป็นคนจัดสรรงบประมาณให้แต่ละคณะ แต่ละหน่วยงาน เพราะฉะนั้นสำนักทรัพย์สินจุฬาฯ ก็เป็นหน่วยงานหนึ่ง ก็ต้องไปของบเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามีเงินปุ๊บ เราก็เอามาใช้ได้ปั๊บ คือรายได้เอาไปก่อน รายจ่ายก็ต้องมาชี้แจง” โครงการในอนาคต… ส่วนเรื่องโครงการในอนาคตนั้น คุณบุญส่งก็ได้เล่าไว้ว่า “ตอนนี้ที่แน่ๆ คือหลังศูนย์กีฬาในร่ม ข้างๆ ศูนย์การค้าแอมพาร์ค สำนักทรัพย์สินกำลังจะสร้างอุทยานจุฬาฯ 100 ปี คือเราเอาพื้นที่ที่เดิมเป็นเซียงกงเก่า มาสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวใหม่ของกรุงเทพ ซึ่งทางจุฬาฯ ตั้งใจว่าจะอุทิศที่ดินตรงนี้ ให้เป็นเหมือนสวนสาธารณะของคนกรุงเทพฯ ทุกคน โดยเราจะรับหน้าที่เป็นผู้ที่มาบริหารโครงการ รวมถึงเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบต่อไปในอนาคต ส่วนที่สองก็คือตรงข้ามจัตุรัสจามจุรี ที่เป็นที่โล่งๆ ตรงข้างคณะนิติศาสตร์ตรงนี้เราจะพัฒนาเป็นอาคาร mix use มีศูนย์การค้า โรงแรม สถานที่จัดแสดงผลงาน และออฟฟิศ… “ส่วนในเขตการศึกษาจุฬาฯ นี้ ทางสำนักงานกายภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ดูแลโดยตรง ส่วนที่ทางสำนักทรัพย์สินดูแล คือเขตพาณิชย์ สิ่งที่เราพยายามจะสร้างให้มันเกิดก็คือ ชุมชนที่ดี ทุกๆ ธุรกิจที่เกิดขึ้นในเขตพาณิชย์จะเป็นธุรกิจที่เป็นมิตรกับคน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นธุรกิจที่เป็นอบายมุขเราจะไม่อนุญาตให้อยู่ แล้วธุรกิจที่อยู่ที่นี่ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างอากาศ น้ำ กลิ่น คือมาอยู่แล้วต้องทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ส่วนหนึ่งก็ต้องมาสนับสนุนจุฬาฯ ด้วย” ทั้งนี้ ทางสำนักทรัพย์สินจุฬาฯ ได้ฝากข้อความทิ้งท้ายให้กับผู้อ่าน โดยเฉพาะนิสิตจุฬาทุกคน พร้อมทั้งย้ำว่าอยากจะมีส่วนร่วมกับทุกคณะ “หากมีอะไรสามารถคุยกับทางทรัพย์สินจุฬาฯ ได้เต็มที่ ผมพร้อมสนับสนุน” ภารกิจทางอ้อม… “จริงๆ แล้ว เรายังมีภารกิจทางอ้อม คืออยากจะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างเด็กจุฬาฯ กับโลกภายนอก ถ้านิสิตจุฬาฯ คิดว่าอยากจะมีอะไรที่จะใช้ประโยชน์ เรายินดีสนับสนุน อย่างที่ผ่านมา ที่สยามสแควร์ ผมก็มีจัดกิจกรรม Dare U to Share ผมก็จะจัดพื้นที่ฟรีให้เด็กจุฬาฯ ลองไปออกร้านขายของดู นิสิตจะได้ลองดูว่าการทำธุรกิจจริงๆ เป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังมีโรงละครอยู่ที่สยามสแควร์วันอีกด้วย “เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วสำนักทรัพย์สินจุฬาฯ เราอยากจะมีส่วนร่วมกับทุกคณะ ถ้ามีไอเดียอะไรที่อยากจะทำ เพื่อทำประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยและนิสิตโดยรวม ผมก็อยากเชิญชวนให้เด็กจุฬาฯ มาคุยกับเราได้เต็มที่ เราสนับสนุนและอยากจะให้นิสิตจุฬาฯ มาใช้พื้นที่ของสำนักทรัพย์สินเพื่อเป็นประสบการณ์ให้ได้เรียนรู้และไปทดลองทำจริง หรือถ้านิสิตจุฬาฯ อยากจะมาใช้ เพื่อไอเดียอะไร ผมคิดว่าเราอยากจะช่วย เป็นภารกิจทางอ้อมที่เรามาพบกันได้เพื่อสนับสนุนนิสิตจริงๆ “ที่ผ่านมาเราอาจจะห่างกันไปนิด นิสิตอาจจะไม่รู้ว่าเรายินดีสนับสนุนเต็มที่ อย่างเช่นจัตุรัสจามจุรีเด็กคณะไหนอยากจะไปออกบูธ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผลงานวิชาการ กิจกรรมหารายได้ หรือกิจกรรมเพื่อแสดงออกความสามารถ ในทุกๆ พื้นที่ของสำนักทรัพย์สิน เราอยากจะสนับสนุนเต็มที่ ขอเพียงแค่ให้มาบอก มาพูดคุยกัน” เห็นอย่างนี้แล้ว คงจะถึงเวลาที่นิสิตจุฬาฯ หลายคนจะเข้าใจ เลิกกลัว ลบอคติเดิมๆ ทิ้ง และกล้าเข้าไปพูดคุยกับองค์กรภายในรั้วมหาวิทยาลัย ที่พร้อมจะเปิดประตูต้อนรับนิสิตให้ได้พูดคุยและสนับสนุนทุกกิจกรรม ดังเช่น “สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดย ฐาปนี ทรัพยสาร (นิเทศศาสตร์)  ถ่ายภาพโดย วัชราวลี หุตะวัฒนะ (นิติศาสตร์)     เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร CHU! Magazine ฉบับที่ 3 ประจำเดือนพฤษภาคม 2559

Update

เมื่อ CUVIP พาเที่ยว “ชุมชนกุฎีจีน”


โดย เมื่อ

“ชุมชนกุฎีจีน” แตกต่างแต่เติมเต็ม ยามสายของวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดที่ใครหลายคนเฝ้ารอ  แทนที่จะใช้เวลาไปกับการนอนหรือใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่กับหอ เราและเพื่อน ๆ  อีกสามคน ก็ได้พาตัวเองออกไปหากิจกรรมทำกัน  และเป็นโอกาสที่ดีที่กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไป หรือ CUVIP ได้จัดวิชาชุมชนศึกษา (กุฎีจีน) ขึ้น พวกเราจึงถือโอกาสนี้ออกไปเรียนรู้ชุมชนกุฎีจีนกับวิชานี้กัน การเดินทางของพวกเราเริ่มขึ้นเมื่อสมาชิกทุกคนมาพร้อมกัน ณ จุดนัดหมายคือ วัดหัวลำโพง  โดยมี ศ.นพ.วิโรจน์  ไววานิชกิจ  เป็นอาจารย์ที่จะนำพวกเราไปเรียนรู้ชุมชนกุฎีจีนในวันนี้  พวกเราเดินทางโดยรถเมล์สาย 4 จากหน้าวัดหัวลำโพง ไปลงวงเวียนเล็ก ป้ายรถเมล์ป้ายแรกเมื่อลงจากสะพานพระปกเกล้า โดยแต่เดิมนั้นวงเวียนเล็กจะมีหอนาฬิกาตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนศึกษานารี แต่หลังจากที่มีการสร้างสะพานพระปกเกล้าขึ้นในภายหลังทำให้วงเวียนเล็กถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ภายหลังจึงได้ยกเลิกวงเวียนแห่งนี้ไป ส่วนหอนาฬิกาที่เคยตั้งอยู่กลางวงเวียนนั้นก็ได้ย้ายมาตั้งไว้ทางด้านถนนสมเด็จเจ้าพระยาที่จะมุ่งหน้าไปยังคลองสาน เมื่อเดินทางถึงวงเวียนเล็กแล้วจุดหมายแรกของพวกเราคือ วัดพิชยญาติการาม หรือวัดพิชัยญาติ เป็นวัดที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ขณะนั้นเป็นจางวางพระคลังสินค้า มีเรือสำเภาค้าขายกับจีน จึงได้นำอับเฉาเรือ กระเบื้องสี และหินมาจากจีน สถาปัตยกรรมของวัดนี้จึงมีลักษณะแบบไทยผสมจีน จากวัดพิชัยญาติ พวกเราก็เดินต่อไปยังวัดอนงคาราม ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันและห่างกันไม่มากนัก ผู้สร้างคือ ท่านผู้หญิงน้อย ภริยาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย โดยสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นวัดคู่กันกับ “วัดพิชยญาติการาม” ของสามี แล้วถวายให้เป็นพระอารามหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  ห้องสมุดประชาชนภายในวัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตคลองสาน” อีกด้วย ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์นั้นได้มีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ ในเขตคลองสาน ทั้งเรื่องของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวคลองสานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากวัดอนงคาราม จุดหมายต่อไปคือศาลเจ้าพ่อเสือ (คลองสาน) เป็นที่ประดิษฐาน พระภูมิบาล หรือ เจียว ตี่ เหล่า เอี๊ย  เชื่อกันว่ามีมากว่าร้อยปี ศาลเจ้าแห่งนี้มีปืนใหญ่ยี่ห้อ VOC ซึ่งเป็นของบริษัท VOC หรือ Dutch East India Company ที่เข้ามาค้าเครื่องเทศกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สมัยอยุธยาอีกด้วย หลังจากแวะทานอาหารเที่ยง พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ จุดหมายต่อไปคือ สุเหร่าตึกแดง หรือมัสยิดกูวติลอิสลาม  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ชาวมุสลิมกลุ่มนี้เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ไปตีหัวเมืองไทรบุรี  และได้นำมุสลิมที่เป็นช่างนาก ช่างทองมาอยู่ที่นี่  เป็นมัสยิดเก่าแก่ เรียบง่ายแต่สวยงาม จุดหมายต่อไปคือศาลเจ้ากวนอู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับสุเหร่าตึกแดง ว่ากันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสิน เคยเสด็จมาสักการะเทพเจ้ากวนอูที่ศาลแห่งนี้ ก่อนที่จะกรีธาทัพไปทำสงครามด้วย ริมน้ำหน้าศาลเจ้ากวนอูคือที่ตั้งของโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ เป็นอาคารสถาปัตยกรรมจีนแต้จิ๋ว ทรง “เหี่ยซัวโห้ว” (เสือลงเขา) ที่ปลูกสร้างขึ้นในราวสมัยรัชกาลที่ 2 จากศาลเจ้ากวนอู พวกเราเดินทางต่อไปยัง “อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ซึ่งอยู่ด้านหลังศาลเจ้ากวนอู เป็นสวนสาธารณะที่สงบร่มรื่น  ภายในสวนยังจัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ เล่าพระราชประวัติของสมเด็จย่า ตั้งแต่ปฐมวัยและยังเป็นสามัญชนอาศัยอยู่ในย่านวัดอนงคาราม และเรื่องราวก่อนที่จะเลื่อนฐานันดรศักดิ์มาเป็นพระราชชนนีของพระมหากษัตริย์ไทยถึงสองพระองค์ รวมไปถึงพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรของสมเด็จย่า วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร คือจุดหมายต่อไปของพวกเรา โดยเดินอ้อมใต้สะพานพระปกเกล้าไปจนถึงเชิงสะพานพุทธ  เป็นวัดที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ว่าที่กรมท่า และสมุหพระกลาโหม ได้อุทิศสวนกาแฟสร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2371มีพิพิธภัณฑ์พระ มีชื่อว่า ประยูรภัณฑาคาร ที่แสดงพระกรุและของมีค่าที่ค้นพบบนองค์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ และที่ผู้อื่นถวายสมทบในภายหลังด้วย จากนั้นพวกเราเดินไปตามทางเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังโบสถ์ซางตาครู้ส โบสถ์ซางตาครู้ส เป็นสัญลักษณ์ของคริสต์ศาสนาในย่านกุฎีจีนแห่งนี้  เป็นโบสถ์คริสต์ของนิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในฝั่งธนบุรี โดยบาทหลวงยาโกเบ กอรร์ ผู้นำกลุ่มชาวโปรตุเกสในขณะนั้น ตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิคผสมกับเรเนอซองส์ จุดหมายต่อไปของพวกเราคือ ศาลเจ้าเกียนอันเกง  เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีการก่อสร้างแบบทั้งกระเบื้องโค้ง และวิธีมุงหลังคาแบบจีนแท้ ๆ ที่สวยงามและมีมนต์ขลัง มีองค์พระประธานเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม สันนิษฐานกันว่า ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่มาของคำว่า “กุฎีจีน” สำหรับสถานที่สุดท้ายของการเดินทางในวันนี้คือกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีการก่อสร้างให้อยู่ริมแม่น้ำแบบเดียวกันกับวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ คือ “หลวงพ่อโต” หรือเรียกชื่อแบบจีนว่า “ซำปอกง” การเดินทางของพวกเราในวันนี้อาศัยการเดินเท้าเป็นหลัก แม้อากาศจะร้อนแต่ความน่าสนใจของชุมชนแห่งนี้ทำให้เรายินดีที่จะเดินต่อไป และก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสมาเยือน “ชุมชนกุฎีจีน” นับเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย ที่จะทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับความน่าสนใจของความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ สุดท้ายนี้อยากฝากถึงพี่น้องชาวจุฬาฯ ว่า กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไป หรือ CUVIP หลากหลายหลักสูตรที่จัดขึ้นนั้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากจะสามารถเลือกเรียนได้ตามความสะดวกและความสนใจของเราเองแล้ว ยังได้เกียรติบัตรหลังเรียนจบด้วยแหละ ดีขนาดนี้ ไปลงเรียนกันเถอะเพื่อนๆ  แล้วเวลาว่างของคุณจะกลายเป็นช่วงเวลาทที่แสนพิเศษ เขียนโดย ชุติมา หนูเกื้อ ภาพโดย ธนพร สุขอินทร์ และ ปิญชาน์ กิ่งรุ้งเพชร

Interview

TALK WITH THE TOP: เรื่องของปราง ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน


โดย เมื่อ

‘ปราง ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา’  เจ้าของคะแนนแอดมิชชั่นอันดับ 1 เมื่อปี 2558  ปัจจุบันเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์  จุฬาฯ หลายคนคิดว่าเธอเป็นเด็กเนิร์ด แต่ครั้งนี้เธอจะมาเล่าแง่มุมสนุกๆ สุด exclusive ในชีวิตเธอ ที่เราไม่เคยรู้กันมาก่อน!   เรื่องของปรางที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน ปรางเคยอยากเป็นนักบิน แต่คุณพ่อไม่เห็นด้วย ปรางได้บัตรคอนเสิร์ต BIGBANG จากคุณสรยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง) ปรางเป็นคนเสียงทุ้ม เคยโทรไปแกล้งเพื่อนผู้ชาย แล้วเพื่อนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพื่อนผู้ชายอีกคน เลยจะต่อยกันเพราะปราง ปรางชอบอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์มาก อ่านซ้ำถึง 8 รอบ สี่อันดับแอดมิชชั่นของปรางคือ นิเทศแบบศิลป์ นิเทศแบบวิทย์ เศรษฐศาสตร์  และจิตวิทยา ปรางไม่เนิร์ด! คุยกับปราง Q: คิดอย่างไรกับการที่จู่ๆ ก็มีคนมาสนใจเรากันเต็มไปหมดเลย? A: ปรางว่าก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีค่ะ ที่เรื่องของปรางเป็นประเด็นขึ้นมา อาจเพราะมีคุณพ่อคุณแม่เป็นหมอด้วย แต่ปรางก็รู้สึกดีที่ปรางอาจทำให้หลายๆ คนเริ่มมองนอกกรอบและหาตัวตนของตัวเองมากขึ้น และทำให้พ่อแม่หลายๆ คนหันมาคุยกับลูกมากขึ้น (ยิ้ม) Q: คิดอย่างไรเวลามีคนบอกว่า “ปรางเนิร์ดอะ”? A: ปรางไม่เนิร์ดดดดดดดด (หัวเราะ) ทุกคนต้องคิดว่าปรางเป็นเด็กเนิร์ดที่วันๆ อ่านแต่หนังสือแน่ๆ แต่ปรางก็เหมือนทุกคน เฮฮาปาจิงโกะ พอถึงโมเมนต์ซีเรียสก็ต้องซีเรียส ปรางว่าผลการเรียนที่ออกมาคือสิ่งที่สะท้อนความรับผิดชอบและลำดับความสำคัญของแต่ละคนมากกว่าลักษณะนิสัย เพราะฉะนั้น ถึงปรางจะผลการเรียนดี แต่ปรางก็ทำกิจกรรม เข้าสังคม เป็นคนตลกนะ Q: ทำไมถึงเลือกคณะนิเทศศาสตร์ล่ะ? A: จริงๆ ตอนแรกปรางไม่รู้จักคณะนี้เลย เพราะรอบตัวปรางมีแต่คนเป็นหมอ ตอนแรกปรางก็คิดจะเข้าหมอเหมือนกันค่ะ แต่พอดีปรางได้รู้จักกับรุ่นพี่ที่โรงเรียนคนหนึ่ง ที่เขาเรียนที่นิเทศฯ จุฬาฯ ปรางเลยได้รู้จักคณะนี้จากพี่เขา บวกกับตัวปรางเองก็รู้สึกต่อต้านนิดๆ (หัวเราะ) ว่าทำไมคนเรียนดีต้องเป็นหมอ ปรางเลยอยากฉีกตัวเองมาทางนี้ บางทีปรางอ่านหนังสือถึงตีสองตีสามก็ง่วงแล้ว แต่ปรางสามารถนั่งตัดต่อวีดีโอถึงตีห้าได้แบบไม่เบื่อเลย ปรางเลยคิดว่าตัวเองคงมาสายนี้แล้วแหละ     Q: หลังจากเข้านิเทศฯ มาแล้ว ปรางมีเป้าหมายใหม่หรือยัง? A: ก็คงตามหาตัวเองต่อไปค่ะ ปรางอยากลองทำกิจกรรมเยอะๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด (ยิ้ม) Q: คิดว่าตัวเองมีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง? A: ปรางว่าปรางเป็นคนปรับตัวง่ายนะคะ (หัวเราะ) ส่วนเรื่องข้อเสีย คิดว่าบางทีปรางก็จริงจังเรื่องการเรียนมากไป แต่ตอนที่ติดนิเทศฯ ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นเด็กกิจกรรม ปรางว่าการเรียนไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต คนที่เรียนเก่งไม่ได้จะประสบความสำเร็จตลอด แต่เป็นคนที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากต่างหาก Q: รักสัตว์ไหม? A: รักกก ปรางชอบหมาไซบีเรียนฮัสกี้มากกกก เหมือนหมาป่าดี แต่ปรางไม่ชอบพวกแมลงนะ ถ้าพวกผีเสื้อหรือแมลงปอยังพอโอเค แต่ถ้าเป็นพวกมด แมลงสาบหรือพวกที่ดูหยึยๆ นี่ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ  (หัวเราะ) Q: เวลาว่างๆ ชอบทำอะไร? A: ก็…ไปกินข้าวกับเพื่อน อ่านนิยาย ดูหนัง ดูซีรีส์ รายการอาหาร การ์ตูน ปรางชอบตัว Banana Guard จากเรื่อง Adventure Time มาก น่ารักมาก Q: ชอบอ่านหนังสืออะไรที่สุด? A: ปรางชอบแฮร์รี่ พอตเตอร์มาก ปกติปรางไม่เคยอ่านหนังสือซ้ำเลย แต่ปรางอ่านแฮร์รี่มา 8 รอบแล้ว เป็นเรื่องที่อ่านแล้วเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า รู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับไปนั่งอ่านบนโซฟาตัวเดิมตอนเด็กๆ ที่บ้าน คือปรางชอบมาก ตอนปรางอายุ 11 ปี ปรางนั่งรอจดหมายจากฮอกวอตส์ รอแบบรอจริงๆ Q: คิดว่าชีวิตตัวเองมีจุดพลิกผันอะไรไหม? A: น่าจะเป็นตอนเข้าชมรมถ่ายภาพที่โรงเรียน (โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน) มันทำให้ปรางได้เจอคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ทำให้ปรางหันมาชอบการถ่ายภาพแบบจริงๆ จังๆ มีครั้งหนึ่ง ที่อาจารย์เลือกว่าใครจะได้ไปถ่ายภาพงานกีฬาสาธิตสามัคคีบ้าง แล้วปรางก็ได้ไปแบบงงๆ ตอนนั้นคือดีใจมากก (ยิ้ม)   ทุกวันนี้ ‘ปราง’ ทั้งเรียน ทั้งทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ แบบ ‘นิเทศศาสตร์’ ที่สำคัญ ปรางเป็นพี่ปี 2 แล้วนะ! มีน้องๆ เฟรชชี่ให้คอยดูแลและให้คำปรึกษา ปรางยังฝากถึงน้องๆ ทุกคนด้วยว่า “อย่าปิดกั้นตัวเอง ลองทำอะไรหลายๆ อย่าง แล้วสุดท้ายเราจะรู้เองว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่สำหรับเราที่สุด”   เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร CHU! Magazine ฉบับที่ 1 ประจำเดือนตุลาคม 2558

Chula Life

Eat With CHU!: เจ๊โอว…รอบดึกในตำนาน


โดย เมื่อ

Eat With CHU!: เจ๊โอว…รอบดึกในตำนาน   แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “ร้านเจ๊โอว” ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในตอนนี้ และทันทีที่พูดถึงร้านเจ๊โอว สิ่งแรกๆ ที่เราต้องนึกถึงก็คงหนีไม่พ้นภาพของมาม่าชามใหญ่ ใส่เครื่องเยอะ ที่หลายคนต่างโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรือไอจี แต่หลายคนก็คงยังไม่รู้ว่านอกจากนี้แล้วเจ๊โอวขายอะไรบ้าง เจ๊โอวคือใคร? ขายแต่มาม่าอย่างเดียวไหม? เปิดร้านตั้งแต่เมื่อไหร่? วันนี้เราจะพาไปแนะนำให้รู้จักร้านฮอตฮิตติดลมแถวย่านจุฬาฯ กัน ร้านเจ๊โอวตั้งอยู่บนถนนจรัสเมือง เยื้องกับซอยจุฬา 16 หรือถ้าให้เด็กจุฬาฯ อย่างเราๆ เข้าใจง่ายที่สุดก็คืออยู่หลัง I’m Park นั่นเอง ร้านบริเวณแถบนี้จะมีความพิเศษอยู่ตรงที่เปิดดึก เหมาะสำหรับคนชอบกินมื้อดึกหรือนิสิตที่เพิ่งทำงานเสร็จ ก็จะหอบกันมากินกันอย่างครึกครื้น มั่นใจได้ว่าไม่น่ากลัว โดยเวลาเปิดทำการจะเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงตี 1 เอาเป็นว่ากินกันโต้รุ่งกันไปเลย โดยดั้งเดิมแล้ว ร้านเจ๊โอวเป็นร้านข้าวต้มเป็ดชื่อดังมาตั้งแต่ก่อนแล้ว ก่อนจะยิ่งดังลั่นขึ้นอีกด้วยเมนูพิเศษขนาดใหญ่บึ้มที่เป็นที่นิยม แน่นอนว่าผู้คนย่อมแห่มากินร้านนี้กันอย่างล้นหลาม ทันทีที่เราไปถึงร้าน หน้าร้านก็แน่นไปด้วยผู้คนนั่งรอคิว โดยเฉลี่ยแล้วจะต้องรอคิวประมาณครึ่งชั่วโมงถึงจะได้เข้าไปสั่งอาหาร ดังนั้นจึงควรโทร. ไปจองคิวกับร้านตั้งแต่เนิ่นๆ และให้ทันพอดีกับคิว หรือว่าถ้าอยากมาแล้วได้เข้าไปกินเลยต้องเป็นช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนเท่านั้น ไม่ได้มีดีแค่ที่มาม่า! ในส่วนของเมนูอาหาร แน่นอนว่าเพราะร้านเจ๊โอวเป็นร้านข้าวต้มเป็ด เมนูในร้านจึงประกอบไปด้วยกับข้าวสำหรับเป็นเครื่องเคียงข้าวต้มมากมาย เช่น ผัดผักบุ้งไฟแดง ยำคอหมูย่าง ไม่ได้มีแต่มาม่าชื่อดังอย่างที่เราเข้าใจกัน นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเล หรือแม้กระทั่งอาหารญี่ปุ่นอย่างยำแซลมอนอีกด้วย ในส่วนของราคานั้นก็ไม่ถือว่าแรงจนเกินไป กับข้าวแต่ละอย่างราคาจะอยู่ในหลักร้อยต้นๆ ถ้าพาเพื่อนมาช่วยหารก็จะยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ ครั้งนี้เราจะพามาแนะนำเมนูสุดอร่อยที่มาร้านเจ๊โอวแล้วไม่ควรพลาดนั่นคือ ‘มาม่าโอ้โห’ เมนูชื่อดังที่ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน และอีกหนึ่งเมนูที่เด็ดไม่แพ้กันคือ ‘เป็ดพะโล้’ มาม่าโอ้โห เป็นเมนูที่ทางร้านจะเริ่มขายตั้งแต่ห้าทุ่มขึ้นไปเท่านั้น ความพิเศษของเมนูนี้ คือความ แน่น ของเครื่องที่ทางร้านใส่มาให้ โดยทางร้านมีให้เลือกสองไซส์ สำหรับไซส์เล็กจะเริ่มตั้งแต่ 120 บาทจนถึง 250 บาท ส่วนไซส์ใหญ่จะเริ่มที่ 640 บาท ถึง 800 บาท โดยความแตกต่างของราคาในแต่ละไซส์จะขึ้นอยู่กับเครื่องที่ใส่ ถ้าอยากกินเครื่องแบบจุใจไซส์เล็กต้องลองเมนู มาม่าโอ้โหหน้ารวม ราคา 250 บาท ที่มีทั้งหมูกรอบ หมูสับ ปลาหมึกและกุ้ง หรือถ้าใครพาเพื่อนมากันเยอะก็คงต้องสั่ง มาม่าโอ้โหหน้ากรรเชียงปูรวม ราคา  800 บาท ที่มีความพิเศษตรงที่การใส่เนื้อปูแน่นๆ เพิ่มให้เต็มอิ่ม นอกจากความแน่นของเครื่องแล้วนั้น น้ำต้มยำในตัวเมนูเองก็อร่อย เข้มข้น เพราะว่าทางร้านปรุงรสเองโดยที่ไม่ได้ใช้ผงปรุงรสที่มากับซองมาม่านั่นเอง ส่วนเป็ดพะโล้ที่เป็นอาหารชื่อดังของร้านอีกเมนูนึง จะมีสองขนาด ไซส์เล็กและใหญ่ ราคา 100 บาทและ 200 บาทตามลำดับ ถือว่าราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับความอร่อยของเมนู เพราะเป็ดของทางร้านจะมีเนื้อแน่นแต่ไม่เหนียว น้ำเป็ดพะโล้ที่ราดมาก็อร่อยกลมกล่อมไปกับเนื้อเป็ด อีกทั้งยังไม่เค็มจนเกินไป กินกับข้าวต้มแล้วอร่อยเข้ากัน สำหรับใครที่สนใจอยากไปลิ้มลองร้านเจ๊โอวบ้าง ทางร้านก็มีช่องติดต่อหลายทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ 08-1682-8816 หรือไลน์ไอดี haigao หรือถ้าใครสนใจอยากเข้าไปดูเมนูอาหารก่อนก็สามารถกดเข้าไปติดตามใน Instragram ได้ที่ jeh_o_chula ถ้าใครยังไม่มีโอกาสไปกินร้านนี้ ขอบอกเลยว่าพลาดมาก!   เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร CHU! Magazine ฉบับที่ 3 ประจำเดือนพฤษภาคม 2559

Chula Life

เกร็ดจุฬาฯ: พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


โดย เมื่อ

เกร็ดจุฬาฯ: พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย           หลังจากที่เปิดเรียนมาแล้วหลายสัปดาห์ เพื่อนๆ อาจจะเหนื่อยกับการเรียนและกิจกรรม และกำลังมองหาสถานที่เติมอาหารสมองและอาหารทางจิตใจให้กับตัวเองสักหน่อย เพียงแค่เดินผ่านหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์มาเพียงเล็กน้อย ก็จะพบกับอาคาร “พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” สถานที่ที่ CHU! จะมานำเสนอในวันนี้ ด้านในพิพิธภัณฑ์จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปชมกันเลย! พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี แห่งการสถาปนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2557 โดยสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา เสด็จฯ มาเป็นประธานในพิธีเปิด เนื่องในวาระครบรอบ 97 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ระหว่างคณะศิลปกรรมศาสตร์และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ใกล้กับอาคารศิลปวัฒนธรรม และลานศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่รวบรวมข้อมูล และจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ที่แสดงถึงความเป็น “เสาหลัก แห่งแผ่นดิน” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ผู้ชมรับรู้ เข้าใจ และมีความภาคภูมิใจในความเป็น “จุฬา ฯ” ผ่านการนำเสนอแบบ Modern and Narrative Museum ด้วยสื่อมัลติมีเดียที่ทันสมัย แสดงถึงความเป็น สถานศึกษาชั้นนำระดับโลก   พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมี 4 ชั้น แบ่งได้ดังนี้ ชั้นที่ 1: จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน จัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม และจัดแสดงผลงานทางศิลปะของนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดยในวันที่เราได้เข้าไปชมนั้น มีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย “ขยายกฐินทาน : สกลทวาปี” ที่นำเสนอรูปถ่ายในหนังสือ “กฐินทาน : สกลทวาปี” ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จังหวัด สกลนคร โดยคำว่า “ขยาย” ในที่นี้หมายถึงการนำรูปภาพที่ไม่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือมาแสดงในนิทรรศการ และ ยังหมายรวมถึงการขยายรูปภาพให้ใหญ่เพื่อการจัดแสดงอีกด้วย ชั้นที่ 2: ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย ด้านหน้ามีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความโดดเด่นในเชิงศาสตร์และองค์ความรู้ต่างๆ ในมหาวิทยาลัยอย่างรอบด้าน และสามารถเชื่อมโยงความสนใจให้ผู้เข้าเยี่ยมชมไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่สถาบันเจ้าของศาสตร์นั้นๆ โดยตรงต่อไป รูปแบบการจัดแสดงในส่วนนี้เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชม (Interactive Exhibition) มีแนวคิดในการนำเสนอโดยใช้แก่นเรื่องราว ผสมผสานกับวัตถุสิ่งของจัดแสดง เน้นการสื่อความหมาย และเนื้อหาที่จัดแสดงผ่านสื่อประสมที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น “นวัตกรรมระบบคุณภาพฮาลาลสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม” “โปรแกรมถอดอักษรไทยให้เป็นอักษรโรมัน” “โปรแกรมสังเคราะห์เสียงเพื่อผู้พิการทางสายตา” หรืออาจจะเป็นคำพูดง่ายๆ ที่พูดกันทุกวัน คือ คำว่า “สวัสดี” ก็ถือกำเนิดขึ้นที่คณะอักษรศาสตร์ของเรานี่เอง โดยมีพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนชีวะ) เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา และยังมีสิ่งอื่นๆ อีกมากที่จัดแสดงอยู่ภายในชั้นนี้ นอกจากนี้ทางด้านหน้าของห้องนิทรรศการ ยังมีประวัติของจุฬาฯ ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียด โดยนำเสนอในรูปแบบที่แปลกตาและน่าสนใจอย่างมาก ซึ่งดูแล้วช่างคล้ายกับ Timeline บนเฟซบุ๊คเสียเหลือเกิน ชั้น 3: อุทยานจามจุรี นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านกายภาพ (อาคาร และสถานที่ต่างๆ) ในจุฬาฯ ในช่วง 9 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการนำเสนอผ่านทั้งนิทรรศการแบบจำลองอาคารในจุฬาฯ และยังมีวีดิทัศน์สารคดีอีกด้วย  ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล และในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จฯ มาทรงปลูกต้นจามจุรีที่ด้านหน้าของหอประชุมจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อันนำมาซึ่ง “ลานจามจุรีห้าต้น” ที่ทุกคนรู้จักกันในปัจจุบัน โดยพระองค์ได้มีพระราชดำรัสไว้ ดังนี้ “ฝากต้นไม้ไว้ห้าต้น ให้เป็นเครื่องเตือนใจตลอดกาล” ชั้น 4: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับสังคม นำเสนอเรื่องราวพร้อมภาพประกอบให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างพัฒนาการของมหาวิทยาลัยกับพัฒนาการของสังคมไทย แบ่งออกเป็น 2 แง่มุมหลัก คือ ด้านการเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย บ่มเพาะและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อ ตอบสนองความต้องการของสังคม และในด้านที่จุฬาฯ เป็นผู้สร้างคุณประโยชน์และนำสังคมไทยสู่ความเป็นสากล ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดไว้ให้เป็น “เรื่อง” รวม 100 เรื่องด้วยกัน โดยมีการนำเสนอผ่านการจัดนิทรรศการ สื่อประสม และยังมีวีดิทัศน์ให้รับชมอีกมากมาย โดยเฉพาะในตอนท้ายของนิทรรศการในชั้นนี้ยังมีการนำของใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาจัดแสดงอีกด้วย อันได้แก่ บัตรประจำตัวนิสิต กล่องดินสอ ไม้บรรทัด นับได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของทางจุฬาฯ ก็ว่าได้ สำหรับใครที่อ่านคอลัมน์นี้แล้ว อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศจริงๆ ก็สามารถมาได้ที่ พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09:00 – 16:30 น. และสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chulamuseum.blogspot.com หรือจะค้นหาในเฟซบุ๊คด้วยคำว่า Chula museum ก็ได้เช่นกันนะ CHU! หวังว่าเพื่อนๆ ทุกคนจะได้ลองไปเติมอาหารให้ทั้งสมองและใจให้อิ่มหมีพีมัน เพราะว่าความรู้เพียงในห้องเรียนอาจจะไม่เพียงพอ ยังมีประสบการณ์นอกห้องเรียนอีกมากมาย รอให้เราไปค้นหา อยู่ใกล้ตัวแค่นี้ ห้ามพลาดเชียวนะ!   ภาพโดย ณิชาภัทร คลอวุฒินันท์   เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร CU TODAY ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนตุลาคม 2557  

Interview

REG WAR: บทสัมภาษณ์สุด exclusive ของ “สำนักงานการทะเบียน”


โดย เมื่อ

“เข้าจุฬาฯ ว่ายากแล้ว ลงทะเบียนเรียนยากกว่า” ถึงแม้ช่วงเวลาของการเปิดเทอมจะล่วงเลยมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่เราเชื่อว่ามีหลายคนยังคงเจ็บปวดรวดร้าวกับสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป สงครามนี้มีชื่อว่า “Reg War” “Reg War” คือช่วงเวลาการเพิ่ม-ลดรายวิชาบนเว็บไซต์ www.reg.chula.ac.th ในเวลาแปดโมงเช้าวันเปิดเทอม นิสิตจุฬาฯ แทบทุกคนจะต้องรู้จักและคุ้นเคยกันดี ในสงครามนี้มีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ เรามักจะได้ยินคำบ่นต่างๆ นานาที่เกี่ยวกับการลงทะเบียนเรียนกันอยู่เสมอ เช่น “สงครามยังไม่ทันเริ่ม เว็บก็ล่มก่อนเลย” “เข้าจุฬาฯ ว่ายากแล้ว ลงทะเบียนเรียนยากกว่า” “ถ้าจะล่มขนาดนี้เอาตัวไปบังฝนเถอะ” และยังตามมาด้วยคำถามอีกมากมาย ไม่ต้องเก็บความสงสัยไปถามใคร เพราะในคอลัมน์นี้เราจะถามในเรื่องที่ผู้อ่านอยากรู้ และตอบโดยผู้ดูแลระบบลงทะเบียนเรียนของจุฬาฯ จริงๆ นั่นก็คือ “สำนักงานการทะเบียน” สงครามนี้ ตั้งแต่ปี 18 ก่อนหน้าที่จะถามว่าทำไมระบบการลงทะเบียนเรียนถึงไม่เสถียร การรู้ที่มาที่ไปก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทราบ รองศาสตราจารย์วัลภา ประกอบผล ผู้อำนวยการสำนักงานการทะเบียน และคณะทำงาน เล่าให้เราฟังว่า ระบบการลงทะเบียนเรียนบนคอมพิวเตอร์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยปี 2518 แต่ขณะนั้นยังไม่ได้มีเว็บไซต์เหมือนในปัจจุบัน สมัยนั้นจุฬาฯ มีสถาบันบริการคอมพิวเตอร์ ที่จะมีเมนเฟรมหรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ช่วยในการประมวลผลข้อมูล โดยใช้บัตรเจาะรูเป็นสื่อในการบันทึกข้อมูลเข้าระบบ แต่ในขั้นตอนการลงทะเบียนเรียนของนิสิตก็ยังคงเป็นระบบ Manual อยู่ ต่อมาในปี 2528 ได้มีการพัฒนาปรับปรุงการลงทะเบียนเรียนโดยให้นิสิตฝนเลือกวิชาเรียนลงใน จท11 (ใบแสดงความจำนงขอลงทะเบียนเรียน) แล้วนำไปอ่านด้วยเครื่อง OMR (Optical Mark Reader) หรือเครื่องอ่านด้วยแสง ทำการอ่านผลการลงทะเบียนเรียน  “ตอนเปิดเทอมก็จะเกิดการเข้าคิวยาวช่วงการลงทะเบียนเรียนเพิ่มลด ก็คือมาก่อนได้ก่อนเหมือนปัจจุบัน  แต่ตอนนั้นเป็นคิว ไม่ใช่บนออนไลน์” ในปี 2542 ได้มีการนำระบบ Intranet มาใช้ในการลงทะเบียนเรียนสาย เพิ่ม-ลดรายวิชา ซึ่งจะลงทะเบียนผ่าน Application ที่ใช้ได้เฉพาะในคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย และให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ลงทะเบียนให้เท่านั้น หลังจากนั้นในปี 2547 จนถึงปัจจุบัน มีการนำระบบ Internet เข้ามาใช้ นิสิตสามารถลงทะเบียนเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์จากที่ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาเฉพาะที่มหาวิทยาลัยอีกต่อไป และระบบการลงทะเบียนเรียนผ่านเว็บไซต์ก็ค่อยๆ ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงหลังจากนั้นเป็นต้นมา สงครามใหม่ ไฉไลกว่าเดิม ระบบลงทะเบียนเรียนผ่านคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าในช่วงเทอมที่สองของปีการศึกษา 2557 ได้มีการเปลี่ยนเว็บไซต์ที่ใช้ลงทะเบียนเรียน จากเว็บไซต์ www.reg.chula.ac.th ไปเป็น  www2.reg.chula.ac.th หรือที่เรียกกันว่าระบบ CU-SAA ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการลงทะเบียนเรียนที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมด แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีเพียงหน้าตาของเว็บไซต์เท่านั้นที่เปลี่ยนไป เพราะปัญหาเดิมๆ ก็ยังคงอยู่ จนทำให้เกิดคำถามรวมถึงเสียงบ่นตามมามากมายว่า แล้วจะเปลี่ยนระบบไปทำไม? “เราเริ่มพัฒนาระบบใหม่ขึ้นมาก่อนหน้านี้สัก 3-4 ปี เรามองว่าถ้าเอาเข้ามา ระบบจะครอบคลุมมากขึ้น เป็นระบบใหญ่ที่จะใช้ในการลงทะเบียนเรียนทั้งหมด” สำนักงานการทะเบียนอธิบายว่า ในสมัยก่อน เว็บไซต์เร็กจุฬาเก่ามีการรองรับงานบริการ 5 ระบบ ได้แก่ ระบบตารางสอน ระบบรับเข้า ระบบลงทะเบียน ระบบการเงิน และระบบทะเบียนรายวิชา ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของการลงทะเบียนเรียนเพียงอย่างเดียว ในเร็กจุฬาระบบใหม่จึงมีการขยายการรองรับงานบริการออกไปให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คณะและตัวนิสิตมากยิ่งขึ้น เช่น นิสิตจะสามารถวางแผนการเรียนของตัวเองได้ว่าปีการศึกษาไหนจะลงเรียนวิชาอะไร และจะสามารถเก็บวิชาต่างๆได้ทันภายในระยะสี่ปีการศึกษาหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีระบบคำร้อง ซึ่งนิสิตสามารถตรวจข้อมูลคำร้องผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที โดยจะสามารถรู้ได้ว่าคำร้องของตนนั้นอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกสบายให้แก่นิสิตได้มากขึ้น เร็กลั่น ฉันไม่เคยล่ม! ถึงแม้สำนักงานการทะเบียนจะยืนยันว่าได้ทำการพัฒนาระบบลงทะเบียนเรียนมาตลอด แต่ปัญหาเรื่องระบบการลงทะเบียน “ล่ม” ก็ยังคงอยู่ ซึ่งในกรณีนี้สำนักงานการทะเบียนได้ชี้แจงไว้ว่า “ที่เรียกระบบล่ม จริงๆ ระบบไม่ได้ล่ม แต่เรากั้นให้เข้าได้แค่ 3,000 คน ฉะนั้นถ้าเข้ามาทีหลังก็ต้องรอ คือเรากั้นให้แค่สามพันคนเพราะถ้ามากกว่านั้นความเร็วของเครื่องเราจะรองรับไม่ได้ ถ้าเราเปิดโดยไม่กั้นก็อาจจะมีปัญหาต่อระบบ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วระบบไม่ได้ล่ม แต่กั้นเอาไว้เท่านั้นเอง” และยังเสริมว่า การขยายเซิร์ฟเวอร์ให้รองรับได้มากขึ้นจาก 3,000 คนนั้นสามารถทำได้ แต่ช่วงที่มีการใช้งานมากๆ จะมีเพียงช่วงวันเปิดเทอมที่นิสิตจะมาเพิ่ม-ลดรายวิชา ซึ่งไม่ใช่นิสิตทั้งหมดที่จะมาใช้งานในช่วงนี้ แต่เป็นเพียงนิสิตบางส่วนที่ลงทะเบียนเรียนแล้วเด้งเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สำนักงานการทะเบียนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในปีนี้จึงทำการขยายเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า! เซิร์ฟเวอร์ที่จะเปิดในเทอมที่ผ่านมา จากการทำ Load test ระบบการลงทะเบียนเรียน เราคาดว่าจะรองรับการเข้าระบบพร้อมๆ กันได้ถึงสามเท่า คือ 9,000 คน ซึ่งเราทดสอบผ่านแล้ว คือจริงๆ จะบอกว่าเราไม่ทำอะไรเลยหรือ ‘เราทำ’ สำนักงานการทะเบียนยังเล่าต่ออีกว่า ปัญหาการล็อกอินเข้ามาในหน้าการลงทะเบียนเรียนไม่ได้นั้น บางครั้งเกิดจากนิสิตที่เข้ามาวนเวียนดูบ่อยๆ ว่าวิชาที่ตนอยากลงมีคนลดและมีที่ว่างให้ตัวเองแล้วหรือยัง ยิ่งไปกว่านั้น ในอดีตเคยมีนิสิตที่เขียนโปรแกรมขึ้นมาเอง โดยใช้ความเร็ว 1,000 ครั้ง/1 วินาที เพื่อเข้ามาลงทะเบียนเรียนในวิชาที่มีที่นั่งว่างทันทีอีกด้วย ซึ่งกรณีนี้ทางสำนักงานการทะเบียนได้แจ้งคณะต้นสังกัดให้ตักเตือนนิสิตแล้ว ทว่าการกระทำเช่นนี้เองก็ได้ทำให้เกิดปัญหาจราจรหนาแน่นขึ้น ผู้อ่านที่มีเพื่อนอยู่ต่างมหาวิทยาลัยอาจจะพอรู้ว่ามหาวิทยาลัยอื่นมีการรับมือกับปัญหาจราจรหนาแน่นของระบบลงทะเบียนเรียนด้วยการกำหนดเวลาลงทะเบียนเรียนให้แต่ละชั้นปี เช่น ปี 1 ลงทะเบียนแปดโมงถึงสิบโมง ปี 2 ลงสิบโมงถึงเที่ยง เป็นต้น ซึ่งสำนักงานการทะเบียนได้ให้ความเห็นว่าระบบแบบนี้ไม่แฟร์ต่อนิสิต และเป็นการผลักภาระให้แก่คนอื่นอีกด้วย “จากที่เคยเข้าเมื่อไหร่ก็ได้ จู่ๆ จะมากันเวลา จะเหมาะสมหรือไม่ จะกลายเป็นสิทธิพิเศษสำหรับนิสิตบางชั้นปีหรือเปล่า เดี๋ยวก็เป็นประเด็นอีกว่าทำไมให้นิสิตกลุ่มนี้ก่อน มันไม่แฟร์ แล้วทำไมเราถึงแก้ปัญหาด้วยการไปจำกัดสิทธิ์ของนิสิต ทำไมเราไม่แก้ที่ระบบเรา บางวิชายอดฮิตในมหาวิทยาลัยอื่น เขาจะใช้วิธีให้ไปคิวก่อน ไปติดต่อเองมาก่อน แล้วจึงส่งชื่อมา ถึงจะได้สิทธิ์ในการลงทะเบียน ซึ่งนิสิตต้องไปทำหลายขั้นตอน เราก็มองทางเลือกตรงนั้นอยู่ แต่เรามองว่ามันไม่สะดวกต่อผู้ใช้งานระบบ จะให้แก้ปัญหาด้วยการไปผลักภาระให้คนอื่น เราก็ไม่อยากทำ เลยไม่ได้นำมาใช้” และสำนักงานการทะเบียนยังอธิบายการกลับไปใช้เว็บไซต์เร็กจุฬาเดิม ทั้งที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่ได้เพียงเทอมเดียว โดยให้เหตุผลว่าระบบที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ยังขาดความสมบูรณ์และเสร็จไม่ทันตามเวลาที่กำหนด ทางสำนักงานฯ ไม่ต้องการให้นิสิตต้องเข้าใช้หลายๆ เว็บไซต์ให้เกิดความสับสน จึงได้ยุติการให้บริการไปก่อน   นิสิตสงสัย ทำไมลงแล้วเด้ง?   นอกเหนือจากปัญหาระบบล่ม (ที่จริงๆไม่ได้ล่ม) แล้ว  เหล่าชาวจุฬาฯ ทั้งหลายยังมีอีกปัญหาที่ขุ่นข้องใจว่าทำไมลงทะเบียนเรียนแล้วไม่สามารถลงได้หรือเด้ง รวมไปถึงการมีวิชาเรียน Gen-ed (การศึกษาทั่วไป) ไม่เพียงพอต่อจำนวนนิสิต ซึ่งทางสำนักงานการทะเบียนก็ได้ชี้แจงให้เราทราบว่า ทุกครั้งของการลงทะเบียนเรียน ในกรณีที่วิชาใดมีนิสิตต้องการลงทะเบียนเรียนมากกว่าโควตาที่รายวิชากำหนดมาให้ ทางสำนักงานฯ ก็จะติดต่อไปที่คณะของวิชาเหล่านั้น เพื่อพิจารณาว่าจะเพิ่มที่นั่งให้นิสิตได้หรือไม่ หากเพิ่มได้ ทางสำนักงานฯ ก็จะเพิ่มจำนวนนิสิตที่รองรับได้ในรายวิชาทันที  “จริงๆ แล้วคือวิชาเรียนมีพอ แต่นิสิตแย่งกันลงเฉพาะบางวิชาหรือบางตอนเรียน ดังนั้นก็เลยทำให้ดูเหมือนวิชาเรียนไม่เพียงพอ เลยเกิดการเด้งรายวิชา แม้แต่วิชา Gen-ed เองก็ตามก็เพียงพอ อาจเป็นปัญหาของการเลือกรายวิชาและตอนเรียนของนิสิตก็เป็นได้” สำนักงานการทะเบียนยังเล่าถึงแผนงานที่จะทำในอนาคต ว่าจะมีการพัฒนาระบบให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์แต่ละประเภทในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยมีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้แก่นิสิตมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ต้องมาพร้อมกับความปลอดภัยด้วย   ถึงระบบที่ใช้ในปัจจุบันจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ เราก็ต้องอยู่กับมันต่อไป คิดในทางที่ดี เราโชคดีแล้วที่ไม่ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ออกจากบ้านในช่วงเวลารถติด และมาต่อแถวรอลงทะเบียนเรียน เหมือนที่รุ่นพี่เมื่อ 20 ปีก่อนได้เผชิญมาแล้ว เพราะฉะนั้น ในเมื่อตัวเราเองแก้ไขอะไรไม่ได้ เราก็ควรจะเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และใช้ประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุดดีกว่า   ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์วัลภา ประกอบผล ผู้อำนวยการสำนักงานการทะเบียน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรรถสิทธิ์ สุรฤกษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการทะเบียน นางอรนารถ จันทร์ศุภฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทะเบียนการศึกษา นางสาวนิตยา วงษ์สถิตย์ ผู้อำนวยการฝ่ายทะเบียนนิสิต นายชูศักดิ์ คงมณี ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ นายวัชรกุล … Continued

ปิดโหมดสีเทา