Interview

“เนติวิทย์” นิสิตที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชน


โดย , , เมื่อ

เมื่อพูดถึง ‘เนติวิทย์’ หรือ ‘แฟรงค์’ เราเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมรู้จักเขาในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมานำเสนอมุมมองความเชื่อของแฟรงค์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่สองในบทบาทของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน

25600803-DSC_0014

สิทธิมนุษยชนในความคิดของแฟรงค์คืออะไร

“สิทธิของมนุษย์ทุกคนที่พึงมี ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย สิทธิในการอยู่อย่างเสรี ไม่อยู่ภายใต้ความกลัวครับ”

แฟรงค์บอกกับเราว่า เส้นทางความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนของแฟรงค์เริ่มต้นขึ้นในสมัยมัธยมฯ ผ่านกระบวนการตั้งคำถามถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของครูและนักเรียนในบริบทของสังคมไทย

“ความเชื่อในสิทธิมนุษยชน จริงๆ ต้องพูดว่ามันเป็นชุดความคิดหนึ่ง ที่เชื่อกันอย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับตัวผมเอง มันเริ่มมาจากสมัยมัธยมฯ ก็คือรู้สึกว่าทำไมครู อาจารย์ถึงต้องใช้อำนาจ เขามีสิทธิ์ไหมที่จะใช้อำนาจแบบกดขี่หรือทำให้เรากลัว เลยเริ่มรู้สึกว่าเรามีสิทธิเท่ากับเขาไหม การที่เขามาไถผมนักเรียน เขามีสิทธิตามธรรมชาติเหรอ”

คำถามที่เกิดขึ้นผลักดันให้เนติวิทย์ศึกษาข้อมูลต่อมาเรื่อยๆ แม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ จนกระทั่งช่วงมัธยมปลาย จึงก้าวเข้าสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะตัวเองเชื่อว่าสิทธิมนุษยธรรมจะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำ

“สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ ตั้งแต่นั้นมาก็รู้สึกว่าเราจะต้องทำ ถ้าเราไม่ทำมันก็คือนามธรรมเท่านั้นเอง มันก็ไม่อยู่จริงถ้าไม่มีใครทำ”

สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้

25600803-DSC_0012

เห็นอะไรในสังคมไทยจากสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง

“สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก หรือไม่ได้สนใจจริงๆ เพราะสังคมและสภาพแวดล้อมของเราไม่เอื้ออำนวยให้เกิดขึ้นจริง ครู อาจารย์ก็ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย โรงเรียนเองก็เหมือนกัน รวมถึงกระทรวงศึกษาฯ ส่วนใหญ่มีอะไรทันสมัยเขาก็เอามาแปะในหนังสือหมด แล้วเราก็รู้แล้วก็แค่นั้น กับชีวิตจริงก็คนละเรื่อง เราเรียนนิติธรรม นิติรัฐ แต่ถ้าไม่มีนิติรัฐ นิติธรรม ก็ไม่มีความหมาย แล้วก็เป็นสังคมที่มีคนที่มีความรู้เยอะ แต่แนวทางปฏิบัติก็อีกเรื่องหนึ่ง”

“แสดงว่าเรารู้สึกว่ามันยังไม่ได้ออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นแค่องค์ความรู้แล้วก็จบอยู่ตรงนั้น ใช่มันสามารถเอามาใช้จริงได้ ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมไทย”

การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในจุฬา

“มีการร้องเรียนเข้ามามาก เช่นเรื่องการแต่งตัวของนิสิตที่เป็นถกเถียงกัน นิสิตหญิงคณะหนึ่งใส่รองเท้ารัดส้นถูกต้องตามระเบียบไปเรียน แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตักเตือน” แฟรงค์บอก พร้อมเสริมว่า “บางครั้งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ไม่ได้อ่านกฎระเบียบใหม่ ทั้งนี้ได้มีการส่งเรื่องไปที่คณะต่างๆ แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหานี้”

“หรือแม้แต่การพูดโจมตี ดูถูกนิสิตในห้องเรียนของอาจารย์บางคณะ โดยใช้ทัศนคติทางการเมืองบางอย่าง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจุฬาฯ เดี๋ยวผมว่าจะไปนั่งฟังอยู่ว่าจริงหรือเปล่า”

“และยังมีปัญหาการเก็บเงินของบางคณะที่มีปัญหามาถึงตอนนี้ ซึ่งก็มีนิสิต 7-8 คนส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา”

สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก

25600803-DSC_0005

รู้สึกกังวลต่อจุดยืนของตัวเองบ้างไหม

“รู้สึกกังวลบ้างครับ แต่พยายามจะไม่รู้สึกอะไร ที่ทำไปทั้งหมดเพราะมีเจตนาดี ผมเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน นิสิตหรือใครก็คือคนไทย ควรจะทำให้ดีขึ้น ไม่ได้ยึดติดในตำแหน่ง แต่กลัวว่าสิ่งที่ทำไปจะพังเพราะคนไม่เห็นค่า แต่เราก็พยายามวางรากฐาน พยายามทำให้นิสิตตระหนักและอยากให้สำเร็จในที่สุด”

อะไรที่ทำให้เราเดินต่อถึงจะมีแรงเสียดทานมากมาย  

“การศึกษาทำให้เราแตกต่าง ทำให้เรารู้อะไรมากกว่าคนอื่น เราอยู่ในสถานะที่พร้อมกว่า เราก็ต้องคิดเพื่อคนอื่นมากกว่า จริงๆ แล้วสังคมนี้สร้างขึ้นมาจากการช่วยเหลือกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน เราเลยรู้สึกว่าเราควรจะรักษาตรงนี้ไว้ เรียกว่าเอาความรู้และความเชื่อเราไปกระจายให้คนอื่น แต่ก็รู้สึกท้อถอยบ้าง คงอาจจะเป็นเพราะได้อ่านบทกวี บทความดีๆ ฟังเรื่องราวที่มีคนต่อสู้เรื่องสิทธิฯ จากต่างประเทศ ก็ทำให้ผมมีความหวัง”

25600803-DSC_0015

ฝากอะไรเกี่ยวกับคนในจุฬาฯ

“อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ ถ้าเรานิ่งเฉยต่อปัญหา ปัญหาแบบเดิมก็จะยังอยู่หรืออาจจะเปลี่ยนไป ในทางกลับกัน เพราะเขาคิดว่าการนิ่งคือเรายินยอม ดังนั้นเราอย่านิ่งเฉย อย่าคิดว่าปัญหาอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน อยากให้ช่วยกัน”

อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้

สังคมเราจะดีขึ้นได้ไม่ใช่เพียงแต่ทุกคนคอยเรียกร้องหาสิทธิมนุษยชนของตนเอง หากแต่ทว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นได้เราต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่นด้วย

 

เขียนเมื่อ โดย...

More to Read...

4 เคล็ด(ไม่)ลับพาหนีโสด ฉบับเด็กนิเทศ อยากจำกลับลืม: คู่มือช่วยจำสำหรับช่วงไฟนอลนี้ ฟรัง นรีกุล ในบทบาทชีวิตที่หลากหลาย จะรวยไปไหน: ซอกแซกภายในสนง.ทรัพย์สินแห่งจุฬาฯ อาหารคลีน: กาพย์เห่ของกินดีต่อกายใจในรั้วจุฬาฯ

Comments

ปิดโหมดสีเทา