Interview

อุทยานจุฬาฯ: ของขวัญวันนี้เพื่อ 100 ปีข้างหน้า


โดย เมื่อ

ใครจะคิดว่าพื้นที่การค้าทำเลทองอย่างสวนหลวง-สามย่าน เกือบ 30 ไร่ จะถูกพลิกให้เป็นสวนสาธารณะใหญ่ใจกลางเมืองได้ โครงการอุทยานจุฬาฯ 100 ปี ตั้งอยู่ที่ถนนจุฬาฯ ซอย 5 ระหว่างจุฬาฯ ซอย 9 กับบรรทัดทอง ในพื้นที่สวนหลวง-สามย่าน เชื่อมต่อกับแนวแกนกลางของจุฬา

จากที่ได้พูดคุยกับ อาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบจากบริษัท Landprocess ผู้ชนะประกวดออกแบบสวนแห่งนี้ และเป็นศิษย์เก่าสถาปัตย์ จุฬาฯ ก็ทำให้เราพบว่า อุทยานนี้ไม่ใช่แค่สวนสาธารณะวิ่งเล่นออกกำลังธรรมดา แต่เป็นสวนสาธารณะสมัยใหม่ที่มีแนวความคิดด้านนิเวศวิทยาเมือง  และการผนวกสวนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเมือง ( Park as Green Urban Infrastructure) ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเมือง และฟังก์ชั่นพิเศษคือ Green roof ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นของขวัญชิ้นใหญ่จากชาวจุฬาฯ สู่สังคม

เรามา ‘แกะกล่อง’ ทำความรู้จักและเดินชมอุทยานนี้ไปพร้อมกัน

NIN_2594

กว่าจะมาเป็นอุทยาน

โครงการนี้เริ่มมาได้ยังไง

เป็นดำริของทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยในผังแม่บทที่วางมานานแล้วที่จะให้แกนกลางของผังจุฬาฯ ที่เชื่อมต่อกับส่วนพาณิชย์เป็นพื้นที่สีเขียว โครงการนี้น่าจะวางแผนทำมาหลายสิบปีแล้ว เมื่อประมาณปี 2555 สำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ได้จัดประกวดแบบอุทยานเพื่อเฉลิมฉลองจุฬาฯ ครบรอบ 100 ปีขึ้นมา เราในฐานะภูมิสถาปนิกที่สนใจเรื่องเมือง และศิษย์เก่าจุฬาฯ เลยมาตีความในเชิงการออกแบบว่า ในข้างหน้าอีก 100 ปี อาจารย์และคนในรุ่นนี้คงไม่มีใครอยู่แล้ว เลยไม่ได้มองแค่ว่า จุฬาฯ ทำอะไรมา 100 ปี แต่มองว่าอีก 100 ปีข้างหน้า เราจะยังเป็นเสาหลักของแผ่นดินนี้ได้ยังไง

การที่จะเป็นจุดอ้างอิงได้คือเราต้องทำให้เห็น ในตอนนี้และอีก 100 ปีข้างหน้า โลกจะต้องเผชิญกับภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ร้อนจัด แล้งจัด น้ำท่วมจัด เราเลยอยากใช้พื้นที่สีเขียวนี้ช่วยเมืองด้วยระบบพื้นที่สีเขียวที่ทำงานไปพร้อมกับเมืองและวิทยาเขตได้ ตึกและห้างสรรพสินค้ามีเยอะแล้ว ในขณะที่พื้นที่สีเขียวมีไม่เคยพอ

ไม่ได้มองแค่ว่า จุฬาฯ ทำอะไรมา 100 ปี แต่มองว่าอีก 100 ปีข้างหน้า เราจะยังเป็นเสาหลักของแผ่นดินนี้ได้ยังไง

คอนเซปต์โดยรวมของสวนเป็นยังไง

สวนนี้เป็น Community park ขนาดรองรับระดับย่าน ไม่ได้ถึงกับรองรับเมืองแบบสวนลุมหรือสวนรถไฟ แน่นอนว่าฟังก์ชั่นหลักยังต้องตอบโจทย์เมืองและบริบทโดยรอบ คือเป็นสวนสาธารณะให้มาพักผ่อนหย่อนใจ จัดกิจกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก แต่ก็มีฟังก์ชั่นเป็นพื้นที่เพื่อสิ่งแวดล้อมให้กับเมืองด้วย ซึ่งคือจุดเด่นของสวนที่คณะกรรมการ คณาจารย์และทางทีมผู้ออกแบบทุกท่านช่วยกันคิด

พาชมอุทยาน

ในอุทยานมีอะไรน่าสนใจบ้าง

มีห้องเรียนในธรรมชาติ 8 ห้องที่นิสิตมาใช้ได้ แต่ละห้องก็จะจัดไม่เหมือนกัน รอบข้างเป็นสวน เป็นห้องที่นั่งกับเพื่อนแล้วทำกิจกรรมได้ ไม่เหมือนที่เรียนในห้องเรียน การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ เวลาคุณอยู่สวน คุณได้ผ่อนคลาย แล้วประโยชน์ต่างๆ มันจะซึมเข้าไป มันเป็นการสอนทางอ้อม อาจารย์คณะไหนอยากมาใช้สวนเป็นห้องเรียนก็ได้

มีที่ออกกำลังกายให้ชุมชน มีพื้นที่เปิดโล่ง และมี Green roof ที่จะกำลังจะใหญ่ที่สุดในประเทศ ตัวมันเป็นนวัตกรรมสีเขียวด้วย ถ้าเกิดอาคารไม่มี Green roof น้ำก็จะไหลลง ตัวอาคารก็จะกระจายความร้อนให้กับเมืองเหมือนตึกทั่วไป แต่ถ้าอาคารมี Green roof ก็จะเหมือนแก้มลิงเก็บน้ำ ไม่คายความร้อนให้กับเพื่อนบ้าน และในตัวอาคารข้างใต้ก็จะเป็นหอนิทรรศการ

มีพื้นที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่ได้ คืออัฒจรรย์ล้อมเวทีตรงกลาง เป็นแบบ Amphitheatre  มานั่งดูคอนเสิร์ต CU Band แล้วเรานั่งกันตรงเนินหญ้าได้ พื้นที่ใช้สอยบรรยากาศแบบนี้ จุฬาฯ ยังไม่มี

เราใช้ต้นไม้ที่เป็นไม้ไทย ไม้ป่า และวัชพืช เพราะมันเหมาะกับพื้นที่ พยายามเลือกต้นที่ไม่เห็นทั่วไป อย่างพวกต้นพยูง ต้นชิงชัน ต้นคะนาง ต้นเสม็ดขาว ต้นเสม็ดแดง และแน่นอนต้องมีต้นจามจุรี หนึ่งห้องเรียนธรรมชาติจะมีต้นไม้หนึ่งชนิด เพื่อที่เราจะต้องรู้จักต้นไม้ ทุกอย่างคือการเรียนรู้หมด อาจจะไม่ใช่สวนที่เห็นดอกไม้สวยๆ ตามที่เห็นในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ หรืออะไร

ในสวนนี้ พอฝนตกมันก็จะเก็บน้ำด้วยตัวมันเองเอาไว้ใช้ ช่วยอมน้ำเหมือนเป็นแก้มลิง และบำบัดน้ำในตัว โดยตัวสวนเป็นพื้นที่เอียง จะมีทางน้ำ มีบ่ออยู่ตรงกลางก็จะสูบน้ำขึ้นมาแล้วปล่อยน้ำไหล ช่วยเพิ่มออกซิเจน น้ำตรงนี้จะถูกนำไปรดน้ำต้นไม้ด้วย แล้วก็เอาน้ำที่บำบัดแล้วจากตึกข้างๆ เข้ามาในสวนแล้วบำบัดอีกทีหนึ่ง สวนมันให้อยู่ในแล้วในเรื่องสิ่งแวดล้อมและต้นไม้ต่างๆ แต่เรื่องนี้คือตั้งใจให้เลย

plan over all

ตรงนี้เป็นพื้นที่การค้ามานาน ทำไมถึงจะเปลี่ยนเป็นสวนขึ้นมา

พื้นที่ตรงนี้เป็นเขตพาณิชย์ก็จริง แต่อยู่ตรงกับแกนของผังจุฬาฯ ซึ่งอย่าง Yale หรือ Harvard แกนจะเป็นลานกว้างที่เห็นจุด iconic ของมหาวิทยาลัย เหมือนลานพระบรมรูปสองรัชกาลและหอประชุมจุฬาฯ มันจะเป็นที่ที่เป็นภาพจำ ดังนั้น แกนคือทิศทางของการพัฒนา เปรียบเหมือนกระดูกสันหลังของวิทยาเขต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่สีเขียวและอาคารสำคัญ เช่น หอประชุมใหญ่ ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ฯลฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยเราก็เป็นแบบนั้น

แล้วจะคุ้มค่ากับปริมาณเงินเข้าที่เสียไปมั้ย

ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเราคิดถึงรายได้ที่เป็นมูลค่าอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าชีวิตของคนในชุมชน หรือแม้แต่ของบุคลากรจุฬาฯ เอง เราอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สังคมในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือเปล่า การที่คนมีสุขภาพดี ต้องอยู่ในเมืองที่มีสุขภาพดี เมืองที่มีสุขภาพดีก็เป็นเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดี เมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดีคือ มีพื้นที่ว่าง พื้นที่โล่ง มีต้นไม้ และจุฬาฯ เองก็ไม่ใช่องค์กรแสวงหาผลกำไร เราเลยควรเป็นตัวอย่างในการคืนคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

ถ้าเราคิดถึงรายได้ที่เป็นมูลค่าอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าชีวิตของคนในชุมชน หรือแม้แต่ของบุคลากรจุฬาฯ เอง เราอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สังคมในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือเปล่า

อุทยานคือของขวัญ

ที่นี่แตกต่างจากสวนสาธารณะอื่นยังไง

ถ้าเป็นแนวคิดของสวนสาธารณะเดิมเราก็จะนึกถึงสวนหย่อม แต่นี่เราอยากให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนตามคำว่า ‘ป่า’ มีต้นไม้ใหญ่ๆ ให้ร่มเงา มีต้นยางนาที่อีก 100 ปีข้างหน้าคงจะใหญ่ เราใช้ต้นไม้ที่เหมือนมาจากป่าแต่ไม่ได้ขุดมาจากป่า ต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้อายุยืน ถ้าเป็นพวกต้นไม้ประดับ บางทีมันมีอายุแค่ 40 ปีก็จะดูโทรมแล้ว เราเลยใช้ต้นไม้เขียวที่ยั่งยืนจริงๆ สวนนี้เลยเป็นการส่งต่อพื้นที่สีเขียวให้คนรุ่นถัดไป ซึ่งผศ.ดร.ต่อศักดิ์ สีลานันท์ หัวหน้าภาควิชาพฤษศาสตร์ ได้ช่วยวางแนวทางพืชพรรณไว้ด้วย เป็นการรวมผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านอย่างจริงจัง

ป่าให้ระบบนิเวศที่ดี มันบำบัดน้ำได้เอง ไม่ได้สร้างความเสียหายหรือต้องไปหยิบยืมใคร อุดมสมบูรณ์ได้ด้วยตัวมันเอง และมันก็เผื่อแผ่ ก็เหมือนกับสวนนี้ ช่วยลดความร้อนและไม่แผ่ความร้อน เป็นร่มเงา ซับน้ำให้กับเมือง ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศที่ดี เหมือนเอามาซ่อมใหม่ เอาเซลส์ดีเข้ามาในเมือง

แล้วทำไมเมืองถึงจำเป็นต้องมีสวนนี้

เมืองจำเป็นต้องมีพื้นที่สีเขียว กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยมาก เราพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติแต่ไม่ได้ให้อะไรตอบแทน อีก 100 ปีข้างหน้าเมืองอาจจะจมน้ำก็ได้ การมีพื้นที่แบบนี้เลยจำเป็น เมืองสุขภาพดี คนอยู่ก็สุขภาพดี เหมือนเมืองทางยุโรป ที่แค่เดินออกไปบนถนนก็รู้สึกชีวิตมีความสุขแล้ว เมืองไทยไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม จุฬาฯ ถึงควรทำเพื่อเป็นตัวอย่าง

เมืองไทยไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม จุฬาฯ ถึงควรทำเพื่อเป็นตัวอย่าง

แล้วอีกอย่าง สวนมันเป็นที่ที่คุณช่วยสอนเรื่องความเท่าเทียม เคยไปสวนเบญจสิริมั้ย มีเด็กในชุมชนจากครอบครัวทุกแบบมาเล่นกัน ภาพเหล่านี้ในสังคมไทยมีน้อยมาก เห็นแต่คนไปเดินห้าง เลยคิดว่าการให้พื้นที่สีเขียวเป็นการให้ห้องเรียนเชิงสังคม เป็นที่ที่นิสิตจะได้เจอกับชุมชนเพราะเราใช้ร่วมกัน เป็นที่ที่คนจนเจอกับคนรวย เหมือนเป็นห้องเรียนประชาธิปไตยด้วย คือทุกคนเท่าเทียมกัน

scene1

ใครจะได้ประโยชน์จากสวนนี้บ้าง  

คนที่ได้คือบุคลากรจุฬาฯ และคนในชุมชนต่างๆ สวนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจได้ ไม่ใช่เรียนเสร็จต้องเดินห้างอย่างเดียว เรามีทางเลือกเพิ่มคือมาเดินที่สวนกัน ออกกำลังกายกัน เราเปลี่ยนแนวทางการสอน อย่างอาจารย์ที่ต้องสอนเกี่ยวกับต้นไม้ เราก็ไม่ต้องไปถึงสระบุรีหรืออะไร เรามาเรียนต้นไม้กันในนี้ดีมั้ย คณะวิทยาศาสตร์อยากจะลองแผงโซลาร์เซลล์ ก็มาติดในสวนนี้ได้ คือมันเป็นเหมือนห้องเรียน ห้องปฏิบัติการหนึ่งของจุฬาฯ ที่เพิ่มมาเหมือนกันนะ ทุกคณะใช้ได้และทุกคนเป็นเจ้าของ คุณได้มาเรียนกับธรรมชาติ มีห้องเรียนใต้ต้นไม้ ได้มาเจอชุมชน เจอเพื่อนคณะอื่น แล้วไม่ใช่ในบรรยากาศเดิมที่คุ้นชิน คนในชุมชน เขาก็มีที่ออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้นมา ที่แบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ นะ

เราคาดหวังว่าสวนนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนแถวนี้ทั้งด้านกายและจิตใจ และช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของจุฬาฯ กับชุมชนด้วย ด้านกาย คือคนมีที่ให้เดิน เอาเท้าเหยียบหญ้า อยู่คอนโดบางทีก็หายากนะ ด้านจิตใจนี่ คือคนเราก็ต้องมาอยู่กับธรรมชาติบ้าง ถ้าต้องการกิจกรรมก็มีที่ให้จัด ให้จรรโลงใจ เป็นพื้นที่ที่เค้าผ่อนคลายได้แม้จะอยู่ในเมืองขนาดนี้ และเมื่อสภาพแวดล้อมเมืองดีขึ้น ทุกคนก็ได้รับหมด

ไม่ใช่เรียนเสร็จต้องเดินห้างอย่างเดียว เรามีทางเลือกเพิ่มคือมาเดินที่สวนกัน

อุทยานแห่งสายสัมพันธ์

ในฐานะที่เป็นทั้งศิษย์เก่าและผู้ออกแบบ รู้สึกยังไงกับโครงการนี้

ภาคภูมิใจมากค่ะที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ แต่ก็ดีใจมากที่ได้ใช้สิ่งที่ตัวเองเรียนมาโดยตรง เราได้มารับใช้สถานศึกษาที่สอนให้เราทำสิ่งนี้ได้ รู้สึกขอบคุณกับโอกาสที่ได้มาทำตรงนี้ เอาสิ่งที่เราเรียนมา อาจารย์สอนมา หรือฝึกตนมา ตอบแทนสถานศึกษาและตอบแทนสังคม

มันคงเป็น Dream project สำหรับเด็กภูมิสถาปัตย์ ที่วันหนึ่งได้มาออกแบบสวนสาธารณะ แล้วบังเอิญเป็นสวนสาธารณะของโรงเรียนที่สอนเรามา และสวนนี้ก็เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่นะ ไม่ใช่ลักษณะที่ว่าพื้นที่มันแพงหรืออะไร แต่ในการเป็นสถานศึกษาคือการเป็นตัวอย่าง และทำเป็นตัวอย่าง รู้สึกดีที่ได้มีส่วนร่วมให้จุฬาฯ ได้เป็นตัวอย่างของสังคมในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเมืองและพื้นที่สีเขียว

จุฬาฯ มีศักยภาพที่จะสร้างอุทยานนี้ขึ้นกลางเมือง แสดงถึงวิสัยทัศน์ของการเป็นสถานศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นจุดอ้างอิงของแผ่นดินได้ จุดอ้างอิงก็เหมือนเสาหลัก เพียงแต่อาจารย์นวพร เรืองสกุล ท่านเคยบอกว่า เสาหลักฟังดูหนัก เราเป็นจุดอ้างอิง คนจะมาอ้างอิงเราคือเราต้องถูกต้อง เหมือนคุณเปิดหนังสืออ้างอิงแล้วอ้างบุคคลต่างๆ นั่นแหละ

 15540856_1027809050679909_4180397480028667409_o (1)

อุทยานกำลังจะเปิดในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลองจุฬาฯ ครบ 100 ปีพอดี อย่าลืมไปเยี่ยมชมใช้บริการของขวัญชิ้นใหม่นี้กันนะ

เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร CHU! Magazine
ฉบับที่ 5 ประจำเดือนมีนาคม 2560

เขียนเมื่อ โดย...

More to Read...

แมว = หมา: ก้อนขนเดินได้แห่งใต้ถุนนิเทศฯ 4 เคล็ด(ไม่)ลับพาหนีโสด ฉบับเด็กนิเทศ เกร็ดจุฬาฯ: พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลิกความเชื่อ “ใครว่ารักแท้ผ่านแอพพลิเคชั่นไม่มีอยู่จริง” Re-Entrance: ก้าวหน้า หรือ ถอยหลัง?

Comments

ปิดโหมดสีเทา