Article

40 ปี 6 ตุลาฯ: เมื่อปากกาเขียนบนเก้าอี้


โดย , เมื่อ

“……”  – คนไทยในปี 2519 กล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

เขาว่ากันว่า คนไทยไม่ชอบพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ทั้งๆ ที่มีอะไรให้พูดถึง ให้เรียนรู้ ให้เข้าใจเกี่ยวกับมันตั้งมากมาย

เขาว่ากันว่า เป็นเพราะคนไทยไม่ชอบพูดถึงอะไรที่ไม่สวยไม่งาม

เพราะความโหดร้าย ความหวาดกลัว และความเป็นจริงที่น่าเกลียดในวันนั้น จนสื่อต่างๆ ในสมัยนั้นพากัน ‘ปิดข่าว’ ทำเฉยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่เกี่ยวข้อง แม้รู้เรื่องจริงก็ไม่กล้าจะเอ่ยออกมา กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเงียบงันและการทำให้ลืม ที่เรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้

เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ทางคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จึงตัดสินใจจัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ขึ้น พร้อมกับชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมพูดคุยและคิดไปด้วยกันในประเด็นเรื่อง พลังของสื่อ การสร้างความเกลียดชัง และการเข้าใจเพื่อนมนุษย์

14570597_575286372658162_7178333088156202421_o

แนะนำรายวิชา

ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของงาน ผมขอพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่เป็นดาวเด่นของงานก่อนสั้นๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และยิ่งไปกว่านั้นคือมันมีความสำคัญอย่างไรต่อประเด็นปัญหาที่ผู้จัดได้ยกขึ้นมาพูดคุยกัน

ช่วงปี 2519 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีสภาพการเมืองที่ “เปราะบางซับซ้อน” ทั้งในและนอกประเทศ รัฐบาลมีความพยายามที่จะนำอดีตผู้นำเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร กลับเข้าประเทศหลังจากที่ถูกขับไล่ไปเมื่อสามปีก่อน (ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ) นักศึกษาและประชาชนส่วนหนึ่งจึงออกมาชุมนุมประท้วงการกระทำดังกล่าวของรัฐบาล แต่การปลุกระดมของรัฐบาลและสื่อมวลชน ทำให้คนเข้าใจไปว่าผู้ชุมนุมต้องการล้มล้างสถาบันฯ จนนำไปสู่แนวคิดที่ว่า “พวกมันไม่ใช่คน”  ทำให้เหตุการณ์บานปลายเป็นการที่ตำรวจและประชาชนไทยบางกลุ่มร่วมมือกันทำร้าย ทรมาน และสังหารผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างป่าเถื่อนโหดร้าย และด้วยความภาคภูมิใจว่าตนเองได้ฆ่าศัตรูของชาติซึ่งที่จริงก็คือลูกหลานคนไทยด้วยกันเอง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

อย่างไรก็ตาม การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม เมื่อ 40 ปีที่แล้ว กลับถูกลบลืมไปในเวลาต่อมา การพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ทำได้แค่เพียงพูดอ้อมๆ ว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมีผู้เสียชีวิตไป ‘บ้าง’ โดยละเลยถึงรายละเอียดและสาเหตุออกไป แม้ว่านั่นจะเป็นความโหดร้ายป่าเถื่อนที่ประเทศไทยไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน และเป็นความโหดร้ายที่ประชาชนชาวไทย ทำกับประชาชนชาวไทยด้วยกันเอง มีช่วงหลังๆ นี้เองถึงได้กลับมารื้อฟื้นค้นคว้า และหยิบประวัติศาสตร์ส่วนนี้มาปัดฝุ่นถกเถียงกันอีกครั้ง

14500322_575288212657978_4951765852243429247_o
เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล หนึ่งในทีมผู้จัดงาน

เตรียมความพร้อม

ก่อนที่จะถึงกิจกรรมหลักในวันที่ 6 ผู้จัดได้เริ่มด้วยการอุ่นเครื่องเล็กๆ น้อยๆ ผ่านงาน ‘ความรู้และความไม่รู้ ว่าด้วย 6 ตุลาฯ’ ซึ่งในวันนั้น ผู้จัดงานได้นำรูปและเอกสารหลักฐานต่างๆ มาดูและวิเคราะห์ให้ฟัง ซึ่งมีข้อมูลมากมายที่ไม่เคยได้เปิดเผยมาก่อน เช่น การที่ผู้ที่ถูกแขวนคอบนต้นไม้มีถึง 5 คน ไม่ใช่ 2 คนอย่างที่เคยทราบกัน การที่ผู้ที่ถูกแขวนคอในรูป ‘เก้าอี้ฟาด’ นั้นไม่ใช่คนเดียวกับที่เราเข้าใจกัน ประสบการณ์การประชุมกันของแกนนำนักศึกษาในคืนก่อนหน้าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และประวัติผู้เสียชีวิตบางคนที่ทีมงานค้นคว้าเพิ่มเติมได้

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลค้นคว้าที่ว่าคือแม้ว่าถึงเวลาจะผ่านมา 40 ปีแล้ว ก็ยังคงมีสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับการสังหารหมู่ครั้งนี้อยู่อีกมาก คนที่ฟาด ‘เก้าอี้’ ในภาพนั้นคือใคร เกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์วันนั้นบ้าง ผู้เสียชีวิตบางส่วนก็ยังคงไม่ทราบชื่อ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเองก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรมใดๆ นอกจากนี้ ทางทีมผู้จัดเองก็กล่าวถึงความยากลำบากในการทำงาน เช่น ข้อมูลหายไปจำนวนมาก หรือการที่คนในเหตุการณ์ไม่กล้าให้ข้อมูล เพราะกลัวว่าตนจะเป็นอันตราย

อีกกิจกรรมย่อยหนึ่งคือ การโต้วาทีในประเด็น “สื่อหรือผู้คน ใครมีผลกับการเมืองมากกว่ากัน” ซึ่งโดยสรุปแล้ว แนวคิดที่ได้จากการโต้วาทีคือ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสื่อมีอำนาจในการยุยง ปลุกปั่น และโน้มน้าวจิตใจคน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่ลืมว่าไม่ใช่เพียงสื่ออย่างเดียวที่มีผลกับความเชื่อของคน เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะทำให้เกิดผลอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็คือมวลชนเอง

ในฐานะผู้เขียน ผมเห็นว่าจริงๆ ในยุคนี้เราไม่สามารถแยกสื่อกับมวลชนได้แล้ว เพราะพวกเรารับสารและส่งสารกันมากจนเหมือนเราเป็นทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน สิ่งที่เราเขียนบนโซเชียลมีเดียเข้าถึงคนได้จำนวนมากเป็นร้อยเป็นพัน หรืออาจเป็นล้านๆ ด้วยซ้ำ แล้วแต่ชื่อเสียงของแต่ละคนในโลกออนไลน์ ผมเห็นว่าในวันนี้ คำพูดของ ‘มวลชน’ ที่มีโลกออนไลน์อยู่ในมือนั้นไม่ได้เบากว่าสื่อเลย ไม่ว่าจะเป็นสื่อท้องถิ่น หรือสื่อกระแสหลักก็ตาม

14500574_575285749324891_1678288959104371008_o

เข้าสู่ชั่วโมงเรียน

ส่วนกิจกรรมหลักของงานนี้คือ ‘ตุลา talk’ ว่าด้วย ‘มุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ’ มีวิทยากรทั้งสิ้น 6 คน มาร่วมพูดคุยจากมุมมองที่ต่างกัน

เริ่มด้วย กระติ๊บ วริษา สุขกำเนิด น้องเล็กสุดของงาน น้องเป็นนักศึกษาระดับมัธยมและเป็นนักเคลื่อนไหวรุ่นเล็กไฟแรง มีตำแหน่งเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทยช่วยยืนยัน กระติ๊บพูดถึงประเด็นการเรียนการสอนเรื่องประวัติศาสตร์ของไทยไว้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในบ้านเราจะมุ่งให้รู้และท่องจำเหตุการณ์ต่างๆ แต่ไม่ได้ให้ตั้งคำถามหรือวิเคราะห์ ไม่หาสาเหตุหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งปัญหาก็คือ จะทำให้ผู้เรียนไม่เห็นสถานการณ์แวดล้อมและภาพรวมของเหตุการณ์ที่ศึกษาได้

14612540_575285892658210_2602502658712063604_o
กระติ๊บ วริษา สุขกำเนิด

นอกจากนั้น ยังมีปัญหาการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยจะเน้นกล่าวถึงแต่เรื่องราวที่ดีๆ น่าภูมิใจ แต่ไม่ได้นำความผิดพลาดในอดีตมาพูดถึงว่าผิดพลาดอย่างไร และไม่ได้เกิดการสนทนาถกเถียงว่าควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดคล้ายกันซ้ำเดิมอีก และด้วยรูปแบบการสอนของไทยแบบดังกล่าวนี่เอง ที่ทำให้การเรียนประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาไทยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

รูปแบบการสอนประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาไทย ทำให้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

ความคิดเห็นเหล่านี้ กระติ๊บอ้างอิงมาจากการเปรียบเทียบประสบการณ์การศึกษาในไทยกับประสบการณ์ของตนที่ได้ไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเดนมาร์ก ที่ทำให้น้องมีโอกาสได้เรียนประวัติศาสตร์แบบที่เน้นการวิเคราะห์และพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน โดยได้ลองนำเหตุการณ์ที่ศึกษามาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน รวมถึงจำลองสถานการณ์ให้นักเรียนลองตัดสินใจเองอีกด้วย

บทสนทนาขยับย้ายมาที่ โตมร ศุขปรีชา ผู้ที่แสดงความคิดเห็นในฐานะนักคิดนักเขียนที่เกิดทันเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองหลายครั้ง ตั้งแต่ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ โตมรชี้ถึงพลังของสื่อที่มีต่อการเมือง โดยมองจากมุมของยุคก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ต ที่ผู้คนแทบไม่สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวอะไรทางอื่นได้เลยนอกจากผ่านสื่อกระแสหลักเท่านั้น การรับรู้ของคนทั้งประเทศจึงถูกผูกขาดที่คนกลุ่มเดียว สื่อบอกแค่ไหน ชาวบ้านทั่วไปก็ได้รู้แค่นั้น

ต่างกับในปัจจุบันที่มีช่องทางให้สื่อเกิดขึ้นใหม่ได้มากมายและหลากหลาย อินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นสื่อทางเลือกให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มาจากแง่มุมต่างๆ ในสังคมได้อย่างรอบด้านมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ช่องทางเหล่านี้ก็ทำให้เกิดสื่อที่ขาดความรับผิดชอบ และนำเสนอสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายอยู่เรื่อยๆ

ดังนั้น ความแตกต่างในการเข้าถึงสื่อของทั้งสองจึงมีความอันตรายในตัวของมันเอง พวกเราจึงควรรับสื่ออย่างมีสติ เลือกรับฟังข้อมูลจากหลายด้านโดยปราศจากอคติ ก่อนที่ตัดสินใจเชื่อในความคิดใดความคิดหนึ่ง

รับสื่ออย่างมีสติ รับฟังข้อมูลจากหลายด้านโดยปราศจากอคติ

14500349_575286419324824_6003351065756839888_o
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

ต่อจากนั้น วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ในฐานะที่เป็นลูกชายคนเล็กของ รศ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และจิระนันท์ พิตรปรีชา คู่รักนักเคลื่อนไหวชื่อดัง เขาได้เล่าถึงอิทธิพลของครอบครัวต่อแนวคิดทางการเมืองว่า แนวคิดของพ่อแม่ไม่ได้ส่งผลกับแนวคิดของตนโดยตรง แต่สิ่งที่ได้จากครอบครัวที่สำคัญยิ่งกว่า คือโอกาสที่จะได้เข้าใจในแนวคิดของพ่อแม่ รวมไปถึงของคนกลุ่มอื่นๆ มากกว่า

นอกจากนั้น อีกบทบาทหนึ่งของวรรณสิงห์คือการทำอาชีพพิธีกร ซึ่งทำให้เขาได้มีโอกาสพบเจอคนหลายประเภท และจากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับผู้คนเหล่านั้น เขาก็พบว่าแม้ในการกระทำที่เข้าใจไม่ได้ที่สุด ทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองที่ฟังขึ้น ดังนั้น หากต้องการจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เราควรทำความเข้าใจความคิดคนทุกฝ่าย

แม้ในการกระทำที่เข้าใจไม่ได้ที่สุด ทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองที่ฟังขึ้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจที่เขาได้ฝากไว้ก็คือ การพยายามสรุปเรื่องยากๆ ให้ง่าย ที่ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะอาจเกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอย่าลืมว่า เมื่อมาถึงจุดหนึ่งแล้ว มนุษย์จริงๆ และสถานการณ์จริงๆ มักจะหลากหลายและซับซ้อนเกินกว่าจะตัดสินได้ด้วยเวลาอันสั้นเสมอ

ส่วน นิ้วกลม สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ มองว่าเป็นประเด็นของการสร้างความเกลียดชัง โดยนิ้วกลมได้กล่าวไว้ว่า เมื่อคนธรรมดาคนหนึ่งได้เริ่มสร้างคนเลวขึ้น และเริ่มต่อสู้กับคนเลวคนนั้น เราก็จะเริ่มรู้สึกว่าเราเป็นคนดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกระบวนการนี้ถูกนำมาใช้ในการเมืองไทยอยู่เสมอ

ประเด็นนี้ได้รับการสนับสนุนโดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ว่าการสร้างความเกลียดชัง มักเริ่มจากการทำให้เกิดการแบ่งแยก มีพวกเขามีพวกเรา พวกเราดี พวกเขาเลว แล้วนำไปสู่การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ผู้นำ โดยเริ่มจากทำอะไรง่ายๆ เช่น พูดตาม ปรบมือตาม จากนั้นก็จะเริ่มให้โจมตีฝั่งตรงข้ามจากเบาไปหนัก เช่น อาจเริ่มจากการไปปิดสถานที่ ทำลายข้าวของ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย เมื่อมีคนจำนวนมาก ก็ทำให้เกิดการทำตามๆ กัน หรือคนที่ไม่เห็นด้วยก็จะไม่กล้าคัดค้าน และด้วยกระบวนการนี้เอง ที่ทำให้เราไปถึงจุดที่คนฆ่ากันได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังทำสิ่งที่ผิดอยู่

14542337_575287032658096_5329545017194782768_o
จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์

ในขณะที่ จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ พิธีกรนักแซะนักแซว ผู้เชี่ยวชาญด้านการเสียดสี ได้ให้ความเห็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกไว้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ถูกต้องขึ้น การพูดถึงและการคัดค้านควรเป็นเรื่องปกติ ด้วยกระบวนการนี้เอง คนจะกระทำผิดได้ยากขึ้น พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตถึงสังคมไทยในรอบ 7 ปีที่ทำรายการมาว่า คนไทยเริ่มตื่นตัวและกล้าแสดงความเห็นมากขึ้น จากที่เมื่อก่อนแอบๆ มา ไม่เปิดชื่อ ไม่เปิดหน้า ตอนนี้กลับกล้าแสดงตัวตนออกมา นับเป็นสัญญาณที่ดีของเรื่องนี้

เมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ถูกต้องขึ้น การพูดถึงและการคัดค้านควรเป็นเรื่องปกติ

นอกจากนี้ นิ้วกลมได้เสนอว่าการเมืองอยู่ในทุกที่ สำหรับคนที่ไม่กล้าเราสามารถเลือกแง่มุมหรือวิธีพูดที่ค่อนข้างเป็นมิตรเป็นจุดเริ่มต้นได้

สรุปท้ายคาบ

14542515_575287849324681_3822104543409102366_o

ในตอนท้าย อาจารย์เจษฎาได้ชี้ถึงมรดกของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ว่า เรา ‘ยัง’ ไม่ได้อะไรจากมันเลย เรายังไม่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น สังคมยังอยู่ในบริบทเดิมๆ ยังใช้วิธีเดิมๆ ในการสร้างความเกลียดชัง เรื่องราวนี้จะมีคุณค่าต่อประเทศไทย ก็ต่อเมื่อคนไทยเข้าใจและเรียนรู้จากมัน พร้อมทั้งให้ความเห็นว่า เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่น ที่กว่าจะเข้าใจเรื่องสงครามที่นานกิงก็ใช้เวลาเกือบ 100 ปี เช่นกัน

เรื่องราวนี้จะมีคุณค่าต่อประเทศไทย ก็ต่อเมื่อคนไทยเข้าใจและเรียนรู้จากมัน

คำถามปิดท้ายงานเสวนาคือ “คิดว่ามีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกไหม ?” โดยทั้งกระติ๊บ วรรณสิงห์ นิ้วกลม และโตมร ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่ายังมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้อยู่ เราจึงต้องรู้ให้เท่าทันปัญหาเพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

ในขณะที่อาจารย์เจษฎามองไปไกลกว่านั้น และยืนยันมั่นใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะต้องเกิดขึ้นอีกแน่ๆ และมันจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าคนไทยจะเรียนรู้เรื่องนี้เสียที

ส่วนทางจอห์น วิญญูกลับคิดว่ามันได้เกิดขึ้นไปแล้ว แม้จะไม่เหมือนเสียทีเดียว แต่เมื่อมีใครยินดีที่มีคนตาย ต่อให้ไม่ได้เป็นผู้ลงมือเองก็ไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้นเท่าไรนัก เพราะความน่ากลัวของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อยู่ที่ความยินดีในสิ่งที่ไม่น่ายินดี และความเกลียดชังที่ประชาชนมีต่อประชาชนด้วยกัน อันเป็นความโหดเหี้ยมที่ยังพบเจอได้ในปัจจุบัน

หวังว่าสิ่งที่คนไทยในปี 2559 กล่าวถึงกรณี 6 ตุลาฯ จะไม่ใช่ความเงียบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

 

.

.

.

.

.

.

.

หลักสูตรเพิ่มเติม

แน่ะๆ มีใครรอของแถมอยู่หรือเปล่าครับ ไหนๆ คนจัดงานเขาแถมแล้ว ผมแถมด้วยก็ได้!

14524371_575288259324640_4256463060653653578_o

โจชัว หว่อง” เด็กหนุ่มรักประชาธิปไตยในฮ่องกง ผู้ที่เกือบจะได้มาบรรยายในงานนี้แบบตัวเป็นๆ แต่สุดท้ายถึงจะสไกป์มาแทน ก็ยังถ่ายทอดความคิดได้เหมือนเดิมไม่มีปัญหา

หว่องเล่าถึงการเป็นแกนนำเคลื่อนไหวในประเทศฮ่องกงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยเริ่มต้นจากการประท้วงเรื่องหลักสูตรการศึกษาที่หว่องขนานนามว่าเป็นหลักสูตร ‘ล้างสมอง’ ซึ่งการประท้วงในครั้งนั้น หว่องได้มวลชนนับแสนคนช่วยกันส่งเสียงไปถึงรัฐบาล และส่งผลให้มีการปรับหลักสูตรการศึกษาของฮ่องกงได้สำเร็จ ในเวลาต่อมา หว่องก็ได้มีส่วนร่วมในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยให้ฮ่องกงอีกหลายครั้ง หนึ่งในครั้งสำคัญคือครั้งที่ใช้ร่มเป็นสัญลักษณ์ที่โด่งดังไปทั่วโลก

นอกจากนี้ หว่องและเพื่อนได้จัดตั้งพรรคการเมือง ได้ลงเลือกตั้ง ซึ่งพรรคของหว่องก็ประสบความสำเร็จ ได้รับที่นั่งในสภาและเป็นพรรคที่มีนักการเมืองอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฮ่องกง สิ่งที่หว่องต้องการให้พวกเราเห็นถึงการเคลื่อนไหวของมวลชนรุ่นใหม่คือการที่การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว ใครๆ ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการเมืองได้ และในตอนสุดท้าย หว่องก็ได้ฝากความเป็นห่วงมาให้คนไทย โดยหวังว่าประเทศไทยจะได้มีประชาธิปไตยในเร็ววัน

การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลตัว ใครๆ ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการเมืองได้

 

ขอขอบคุณภาพจาก เพจ 6 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯมองอนาคต

ดูคลิปงานเสวนาแบบเต็มๆ ได้ที่นี่

เขียนเมื่อ โดย...

More to Read...

4 เคล็ด(ไม่)ลับพาหนีโสด ฉบับเด็กนิเทศ เกร็ดจุฬาฯ: พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Sexual Harassment ทำอย่างไรเมื่อภัยทางเพศอยู่รอบจุฬาฯ ใต้ร่มจามจุรี: เรื่องราวของไม้ใหญ่บนถนนสายแรกในจุฬาฯ [TEDxChula] ธีร์ เชาว์ปรีชา : เพราะภาพถ่ายไม่ได้แค่บันทึกเหตุการณ์

Comments

ปิดโหมดสีเทา