Article

จั๊กจี้: ถามตอบปัญหาของปฏิกิริยาสุดพิศวง


โดย เมื่อ

ความรู้สึกสุดฉงนที่ทุกคนคุ้นเคย เผยความลับของการจั๊กจี้

จั๊กจี้-03

รู้จักจั๊กจี้

ตามความหมายของพจนานุกรม จั๊กจี้ (tickling) เป็นอาการรู้สึกเสียวสะดุ้งหรือหัวเราะโดยไม่ตั้งใจเมื่อถูกสัมผัสที่จุดจำเพาะ เช่น รักแร้ หรือเอว เป็นต้น ซึ่งตรงกับคำเท่ๆ ว่า gargalesis แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอาการจั๊กจี้อีกประเภทหนึ่งชื่อ knismesis ซึ่งเป็นการถูกสัมผัสแผ่วเบาดังขนนกไปตามร่างกาย อันนี้จะไม่ทำให้หัวเราะ แต่จะมากับความเสียวและความคัน อาการจั๊กจี้ไม่เหมือนกันคำว่าบ้าจี้ (Latah) ที่หมายถึงโรคทางระบบประสาทประเภทหนึ่ง ที่เวลาตกใจจะเกิดการเคลื่อนไหวหรือหัวเราะโดยไม่ได้ตั้งใจ

จั๊กจี้เกิดยังไง และทำไมต้องหัวเราะ?

ความรู้สึกจั๊กจี้เกิดขึ้นได้ดีเมื่อคนเราถูกกระตุ้นได้ถูกจุด ถูกเวลา ด้วยน้ำหนักที่พอดี การเกิดขึ้นของความรู้สึกอันน่าพิศวงนี้ เริ่มต้นจากการมีสิ่งเร้ามากระทบตัวรับที่ผิวหนังที่รับสัมผัสความคันและความเจ็บ จากนั้นตัวรับจะสร้างศักย์ไฟฟ้าทำงานส่งผ่านระบบประสาทเข้าสู่สมองเพื่อประมวลผล สมองจะรู้ว่าสัมผัสแบบนี้แรงเท่านี้จะเป็นอาการจั๊กจี้หรือไม่ และให้การตอบสนองตามอารมณ์และสถานการณ์ เช่นถ้าคนนั้นกำลังอยู่ในมู้ดเฮฮาปาร์ตี้ ก็จะหัวเราะออกมา

บางทีคนขี้จั๊กจี้มากๆ ก็มีอาการโดยไม่ต้องมีการถูกเนื้อต้องตัวก็ได้ แบบว่าเพื่อนแกล้งลองเชิงจะจิ้มเอว ก็เจ้าสมองนี่แหละที่คิดไปไกลแล้วว่าฉันจะถูกจั๊กจี้ ร่างกายถูกสั่งให้เกิดการตอบสนอง เป็นการสะดุ้งก่อนที่จะโดนกระทำจริงๆ ซะอีก

จั๊กจี้-01

ทำไมจั๊กจี้แล้วดิ้น แต่ละคนดิ้นเท่ากันมั้ย?

ก็เหมือนความรู้สึกทางกายอื่นๆ นั่นแหละ แต่ละคนมีระดับความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน ความไว (sensitivity) สำหรับการจั๊กจี้เป็นตัวกำหนดว่าใครจะทนได้มากกว่า ซึ่งความไวนี้ถูกกำหนดด้วยหลายปัจจัย คนที่มีความไวต่อการจั๊กจี้มากก็จะทนได้น้อย พอถึงจุดที่โดนกระตุ้นจนทนไม่ได้คนนั้นก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อหลีกหนีสิ่งเร้า เช่น ดึงอวัยวะส่วนนั้นออกห่างจากต้นเหตุความจั๊กจี้ ป้องกันตัว หรือวิ่งหนี

คนขี้จั๊กจี้คือคนที่ทนการจั๊กจี้ได้ไม่ดี แต่ไม่ได้แปลว่าเขาหัวเราะได้ง่าย การจั๊กจี้จะทำให้หัวเราะก็ต่อเมื่ออารมณ์กับสถานการณ์ตอนนั้นต้องเข้าทางด้วย

ความไว (sensitivity) สำหรับการจั๊กจี้เป็นตัวกำหนดว่าใครจะทนได้มากกว่า

จั๊กจี้ได้กี่สถานการณ์

อยากจั๊กจี้ตัวเอง จะได้ไหม?

เมื่อคนจะจั๊กจี้ตัวเองจะมีรูปแบบการส่งสัญญาณภายในของระบบประสาท กล่าวคือ สมองจะสั่งให้ร่างกายขยับนอกจากจะสร้างสัญญาณประสาทไปกล้ามเนื้อแล้ว ยังมีสัญญาณอีกส่วนหนึ่งที่ส่งไปสมองอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้สมองส่วนนั้นประมวลผลคาดเดาความรู้สึกที่น่าจะเกิดขึ้นโดยดูจากการสั่งการ ยิ่งเป็นการขยับของร่างกายเราเองการคาดเดาก็จะแม่นยำขึ้น ถ้าสิ่งที่สมองคาดเดาไว้ตรงกับความรู้สึกที่มากระทำจริงๆ การตอบสนองจะถูกกดให้ลดลง เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า distal inhibition

สรุปว่าที่เราหัวเราะตอนโดนจั๊กจี้นั้น เป็นเพราะเราคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าใครจะมาจั๊กจี้เราเมื่อไรและยังไง ต่างจากเวลาที่เราจั๊กจี้ตัวเอง เพราะเรารู้ล่วงหน้าทุกอย่างทั้งตำแหน่ง จังหวะ หรือแรงที่ใช้ คนส่วนใหญ่จึงจั๊กจี้ตัวเองให้หัวเราะได้ไม่เท่ากับโดนคนอื่นจั๊กจี้

จริงอยู่ว่า การที่เราจั๊กจี้ตัวเองแบบ knismesis ก็พอเกิดความรู้สึกเสียวๆ ได้ แต่ไม่มีทางเสียวเท่าคนอื่นทำให้หรอก

ที่เราหัวเราะตอนโดนจั๊กจี้นั้น เป็นเพราะเราคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าใครจะมาจั๊กจี้เราเมื่อไรและยังไง

ตอนหลับจั๊กจี้ได้มั้ย?

เห็นเพื่อนนอนสบายๆ อยู่ ถ้าจั๊กจี้เอวแรงๆ แล้วเขาสะดุ้งตื่นมาก็คงไม่แปลก แต่ถ้าเราจะลูบเบาๆ ให้พอรู้สึกแต่ไม่ถึงกับตื่น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เวลาเราใช้ขนนกเขี่ยเท้าคนที่หลับอยู่ เราจะพบว่าเขาชักเท้าหนีบ้าง เปลี่ยนท่านอนบ้าง ละเมอบ่นๆ บ้าง แต่จบเหมือนกัน คือเขาจะยังนอนต่อไป ซึ่งแตกต่างจากคนที่ตื่นอยู่ ที่น่าจะต้องลุกขึ้นมาตบหัวเราแน่นอน นี่เลยเป็นอีกวิธีหนึ่งในการดูว่าเขาหรือเธอหลับจริงหรือไม่ด้วยนะ

จั๊กจี้-02

แล้วหมาแมวจั๊กจี้บ้างหรือเปล่า?

หลายคนชอบแสดงความรักต่อสัตว์สี่ขาด้วยการสัมผัส น้องหมาน้องแมวพอเห็นเจ้าของ ก็ชอบชวนเล่นด้วยการนอนเอกเขนกยกขาชี้ฟ้าให้เกาพุง และน้องหมาแมวจะดิ้นไปมาสีหน้าดูมีความสุข นี่ก็ตอบโจทย์แล้วว่าหมาแมวก็จั๊กจี้ได้นะ เพียงแต่การแสดงออกของเขาไม่เหมือนเราเท่านั้นเอง จริงอยู่ว่าการหัวเราะออกเสียง 555 มีเฉพาะในคน แต่สัตว์ชั้นสูงหลายชนิดก็หัวเราะได้เช่นกัน แต่ด้วยเส้นเสียงที่ยังไม่พัฒนาดีเท่ามนุษย์ การหัวเราะของพวกเขาคือ การเปล่งเสียงที่จะบอกว่าเขามีความสุข ซึ่งอาจได้ยินได้บางครั้ง ต่างสัตว์ก็ต่างเสียงกันไป

จั๊กจี้ไปทำไม

จั๊กจี้มีประโยชน์ด้วยเหรอ?

พฤติกรรมที่หลงเหลืออยู่หลังจากผ่านกาลเวลามาจนถึงจุดสูงสุดของวิวัฒนาการนั้น โดยมากมักจะมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ในกรณีของจั๊กจี้ จะเป็นสัญญาณประสาททำให้เจ้าของร่างกายปกป้องตัวเองจากสิ่งที่น่าจะเป็นภัย เช่นแมลงตัวเล็กๆ ที่อาจมาไต่บนผิวเรา และเป็นการแสดงความสัมพันธ์ ให้เกิดความสนิทสนมผ่านการสัมผัส เช่นเวลาแม่เล่นจับตัวหัวเราะกับทารกน้อย หรือการจั๊กจี้เล่นกันในหมู่เพื่อน

จั๊กจี้ทำให้ร่างกายปกป้องตัวเองจากสิ่งที่น่าจะเป็นภัย เช่นแมลงตัวเล็กๆ และทำให้เกิดความสนิทสนมผ่านการสัมผัส

ตกลงจั๊กจี้เป็นเรื่องตลกหรือโหดร้าย?

คนโดนจั๊กจี้คงจะดิ้นไปมา ถึงจะไม่อยากหัวเราะลั่น ก็ต้องกลั้นไว้ด้วยความทรมาน การถูกจั๊กจี้ไม่ได้สัมพันธ์กับความสุขเสมอไป ในประวัติศาสตร์มีการทรมานคนโดยการจั๊กจี้ด้วยวิธีหลากหลาย เพราะการทรมานเหล่านี้เริ่มต้นด้วยความรู้สึกจั๊กจี้ในตอนแรก และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเจ็บในเวลาต่อมา คนเจ็บแล้วยังคงหัวเราะได้มีอยู่ไม่เยอะหรอกนะ ดังนั้นการจั๊กจี้อย่างเดียวจึงไม่น่าทำให้หัวเราะนานได้

________________________________

ขอขอบคุณข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักนัน พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี

ภาพประกอบโดย ศิรดา ธารีรัตนาวิบูลย์ (ศิลปกรรมศาสตร์)

แหล่งอ้างอิง

  1. Samuel S. Tickle. Journal of the American Academy of Dermatology. 2004;50(1):93–97.
  2. StateMaster – Encyclopedia: Tickling [Internet]. Statemaster.com. 2016 [cited 24 August 2016]. Available from: http://www.statemaster.com/encyclopedia/Tickling
  3. Hildred L. in Java: A Theoretical Paradox. Indonesia. 1968;4:93-104.
  4. SELLERS J. Why are some people more ticklish than others? [Internet]. HowStuffWorks. 2015 [cited 24 August 2016]. Available from: http://health.howstuffworks.com/human-body/parts/why-are-some-people-more-ticklish-than-others.htm
  5. Leuba C. Tickling and Laughter: Two Genetic Studies: The Pedagogical Seminary and Journal of Genetic Psychology: Vol 58, No 1. The Pedagogical Seminary and Journal of Genetic Psychology 1941;68:201-209.
  6. Simpson M. Voice of Students: Why can’t you tickle yourself?. Western Journal of Medicine 2001;174(6):425.
  7. Blakemore S, Wolpert D, Frith C. Central cancellation of self-produced tickle sensation. Nature Neuroscience 1998;1(7):635.
  8. Blakemore S, Frith C, Wolpert D. Spatio-Temporal Prediction Modulates the Perception of Self-Produced Stimuli. Journal of Cognitive Neuroscience. 1999;11(5):551-559.
  9. Provine R. Laughing, Tickling, and the Evolution of Speech and Self. Current Directions in Psychological Science. 2016;13(6):215-218.

เขียนเมื่อ โดย...

More to Read...

เสวนาวิชาการ: ก่อนสิ้นเดือนนี้ มีอะไรให้ไปฟัง? อาหารคลีน: กาพย์เห่ของกินดีต่อกายใจในรั้วจุฬาฯ ชวนย้อนอดีต: เดินทางข้ามเวลากับพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ อุทยานจุฬาฯ: ของขวัญวันนี้เพื่อ 100 ปีข้างหน้า พระตำหนักดาราภิรมย์: พื้นที่จุฬาฯ ในเมืองเหนือ

Comments

ปิดโหมดสีเทา