Interview

ทำเพื่อใคร: เคาะประตูใจห้องเชียร์ชาวศิลปกรรมฯ


โดย , เมื่อ

หลังจากเป็นประเด็นร้อนที่ชวนให้คนทั้งบ้านเมืองหันมาถกเถียงกันเรื่องความจำเป็นของ ‘ห้องเชียร์’ พวกเราชาว CHU! เลยอยากร่วมสนับสนุนกระบวนการคิดวิเคราะห์ของคนไทย ด้วยการเพิ่มโอกาสให้ทุกคนได้ลองฟังเสียงจากผู้จัดห้องเชียร์บ้าง ว่าห้องเชียร์ในความหมายและรูปแบบของพวกเขา ยังให้คุณค่าอะไรกับน้องใหม่ปี 1 ได้บ้าง

เราเลยชวนผู้จัดกิจกรรมรับน้องของคณะศิลปกรรมศาสตร์มาร่วมสนทนา เพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ถึงความพิเศษของ ‘ห้องเชียร์สไตล์ศิลปกรรมฯ’

14202999_1134394183265317_1924194087_o
ภาพโดย Sirawit Paopattana

เอกลักษณ์กับห้องเชียร์

Q: อะไรคือการรับน้องแบบ ‘ศิลปกรรมศาสตร์โดยเฉพาะ’

A: ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ด้วยรูปแบบการสอบเข้า ที่ทดสอบความสามารถเฉพาะตัวของนิสิต ทำให้เด็กคณะนี้ ส่วนใหญ่มีลักษณะร่วมกัน คือแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์และมีจุดยืนในความคิดของตัวเองที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งความรักที่จะแตกต่างเป็นคุณสมบัติที่ดีที่ศิลปินควรจะมีอยู่แล้ว แต่บางทีมันก็ทำให้เกิดปัญหา เลยต้องมีการจัดกิจกรรมรับน้องขึ้นมาเพื่อรับมือในส่วนนี้นี่แหละ

นอกจากนั้น เด็กศิลปกรรมฯ ยังเป็นเด็กที่ทำงานหนัก จะเรียกว่าออกแนวบ้างานก็คงได้ เพราะงานศิลปะมันเรียกร้องความขยันฝึกซ้อม และความมุ่งมั่น ไม่งั้นคงสอบเข้ามาไม่ได้หรอก

Q: จัดกิจกรรมแบบนี้ ทำให้คนทั้งคณะรู้จักกันจริงเหรอ

A: ใช่ เพราะเราเริ่มรับน้องมาตั้งแต่หลังงาน First Date รับน้องช่วงนั้นเป็นช่วงที่น้องจะได้รู้จักเพื่อน รู้จักพี่ และรู้จักคณะเรามากขึ้น ส่วนพี่ๆ ก็จะได้รู้จักน้องด้วย นับว่าเป็นการละลายพฤติกรรมครั้งแรก ซึ่งตรงนี้แหละที่ปัญหามันจะค่อยๆ เกิด เพราะน้องที่ยังไม่เข้าใจอาจจะยังไม่พร้อมเปิดกว้างต่อความต่างของเพื่อน น้องบางคนกล้าแสดงออกก็จะเด่นตลอดเวลา แต่ก็จะมีบางคนที่เงียบๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้จะบังคับให้เขาแสดงออกเยอะขึ้น หรือทำตัวฝืนนิสัย แต่เราแค่อยากให้เขาได้เป็นส่วนหนึ่งในคณะแบบเดียวกันกับคนอื่นๆ

14202947_1134394203265315_510712649_o
ภาพโดย Sirawit Paopattana

Q: แล้วทำไมต้องเป็นห้องเชียร์

A: จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดในการทำห้องเชียร์คือการรวมน้อง ทั้งที่ต่างความสามารถ รสนิยม ความสนใจ ความคิด เข้าด้วยกัน เราต้องการให้น้องยังคงความมั่นใจแบบที่มีตอนสอบเข้ามาอยู่ แต่ก็อยากให้น้องเข้ากับคนอื่นๆ ได้ด้วย คณะเราเล็ก ยิ่งเล็กก็ยิ่งต้องปรองดองเชื่อใจกันให้มาก

ทีนี้ การจะรวมศิลปินที่มีความคิดรสนิยมหลากหลายเข้าด้วยกันอย่างสนิทมันเป็นเรื่องยาก คณะเราจะมีอยู่ 4 ภาควิชา มีดุริยางคฯ ทัศนฯ นฤมิตฯ แล้วก็นาฏยฯ ถ้ามองเผินๆ อาจจะดูไม่เกี่ยวกัน แต่จริงๆ ศิลปะมันมีสิ่งที่เชื่อมโยงกันอยู่และแยกจากกันไม่ได้ เรายังต้องอาศัยกันในการเรียนรู้และทำงาน ดังนั้นเราเลยต้องมีกฎระเบียบที่อยากให้น้องปฏิบัติเหมือนกันในช่วงแรก เพื่อลดความแตกต่างลง

คณะเราเล็ก ยิ่งเล็กก็ยิ่งต้องปรองดองเชื่อใจกันให้มาก

ส่วนเรื่องการไหว้ พี่ๆ ในคณะจะไม่บังคับ แต่แค่แนะให้น้องมีความเคารพมากกว่า ซึ่งเด็กคณะเราจะไหว้ทุกคนกันอยู่แล้ว แม้แต่พี่ๆ ภารโรงเราก็ไหว้ เพราะเราจำเค้าได้ทุกคน บางครั้งเวลาเราไปเที่ยวเค้าก็ไปด้วย อย่างที่บอกว่าคณะมันเล็ก ทุกคนในคณะเลยสนิทกันหมดเหมือนครอบครัว

14233620_1134396036598465_571132038_o
ภาพโดย จิรวัฒน์ พิมา

ทุกอย่างมีเหตุผล

Q: การมีกฎเกณฑ์ แปลว่าในห้องเชียร์มีบทลงโทษด้วยใช่ไหม

A: เรียกว่าเป็นการกระตุ้นมากกว่า กระตุ้นให้น้องได้ระดมความคิด ความสามารถ ประคับประคองกัน ให้ผ่านสิ่งต่างๆ ไปพร้อมกัน ซึ่งน้องๆ จะทำข้อตกลงร่วมกับพวกพี่เชียร์ โดยที่พวกพี่เชียร์จะให้น้องเป็นคนเสนอเงื่อนไขขึ้นมาเอง แล้วพี่เชียร์จะฟังสิ่งที่น้องพูด ทุกข้อตกลงจะมีเหตุผลรองรับเสมอ

Q: แล้วมีการดุด่าว่ากล่าวอะไรน้องบ้างมั้ย

A: ขึ้นอยู่กับว่าหมายถึงยังไง ถ้าเป็นในเชิงวิจารณ์ ว่างานไม่ดีหรืองานห่วย ต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติในคณะ เรียนศิลปะ ทำงานศิลปะ มันต้องมีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์และการรับฟังกันอยู่แล้ว โดยธรรมชาติของสังคมคณะนี้ เราจะด่าว่างานเพื่อนห่วยได้โดยที่เราและเพื่อนต่างก็เข้าใจไม่โกรธกัน แล้วก็ไม่นับว่าเป็นการทำร้ายจิตใจกัน แต่เพื่อพัฒนาผลงานให้ดีขึ้น

ทำงานศิลปะ มันต้องมีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์และการรับฟังกันอยู่แล้ว

Q: แต่ก็มีการว้ากนี่ ว้ากเพื่ออะไร ทำไมพูดกันดีๆ ไม่ได้

A: ว้ากที่ทุกคนเข้าใจว่าเราทำกัน จริงๆ ก็คือการพูดเสียงดังนั่นแหละ แต่ไม่ใช่เสียงดังเพื่อกดดัน และเราไม่เคยเสียงดังเพราะอารมณ์เลย พวกพี่เชียร์ใช้เสียงดังเพราะเห็นว่าการสื่อสารให้น้องเข้าใจไม่ผิดเพี้ยนนั้นสำคัญ แล้วเวลาพูดดังๆ จะทำให้เข้าใจง่าย ตีความได้ไม่ผิด เวลามีอะไรก็จะรับรู้ตรงกันได้ทันที ตั้งแต่คนหน้าสุดไปจนถึงคนหลังสุด ที่สำคัญคือเวลาพูด พี่จะมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังทุกครั้ง และมันไม่ใช่ทิศทางเดียว ถ้าน้องเองมีเหตุผลอยากแย้ง พี่ๆ ก็พร้อมจะรับฟัง

ความต่างในความเหมือน

Q: ถ้าเป็นเด็กศิลปกรรมศาสตร์ น้องต้องเข้าห้องเชียร์ทุกคนมั้ย

A: ไม่ได้บังคับเลย ถ้าน้องคนไหนไม่ชอบ น้องเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดเวลา และห้องเชียร์ก็อนุญาตให้เขียนใบลาด้วย

Q: ห้องเชียร์เป็นเหมือนกันทุกปีเลยหรือเปล่า

A: ไม่เหมือนกันเลย เพราะเรามีการคุยกันใหม่ทุกปี เลือกทั้งข้อดีข้อเสียของแต่ละปีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับรุ่นและยุคสมัย ไม่ได้ยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม แต่ที่มันยังเป็นรูปแบบห้องเชียร์ที่คนนอกมองว่าคล้ายเดิม ก็เพราะว่าเราคิดมาแล้วว่ารูปแบบหลักๆ มันยังเหมาะสมกับเด็กคณะศิลปกรรมฯ อยู่

14233317_1134396033265132_1733285641_o
ภาพโดย จิรวัฒน์ พิมา

Q: ปีนี้ให้ทำมาสคอตไปเพื่ออะไร

A: มาสคอตเป็นเหมือนตัวแทนเชิงเปรียบเทียบของแต่ละรุ่น และในแง่หนึ่งมันคือการให้น้องได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำงานด้วยกันตั้งแต่ขั้นตอนแรก คือการตีความมาสคอตว่าจะเป็นตัวอะไร น้องทั้ง 4 ภาควิชาต้องระดมความคิด จนถึงการช่วยกันทำ มันเป็นงานที่ใหญ่ ถ้าคนทำน้อยนี่จะเสร็จไม่ได้เลย ถ้าจะให้เสร็จและดี ต้องใช้คนช่วยกันและช่วยกันอย่างเต็มที่ด้วย นี่แหละทำไมถึงต้องทำมาสคอต

Q: แต่มันเสียเงินเยอะนะ

A: เรื่องเงิน เราเชื่อว่าแต่ละคณะก็มีการวางแผนใช้เงินในการรับน้องไม่เหมือนกัน เราอาจไม่ได้เอาเงินไปใช้ในแบบเดียวกับคณะอื่นๆ แต่นี่คือการเลือกที่จะใช้จ่ายของศิลปกรรมฯ ที่เราเชื่อว่ามีประโยชน์และก็เหมาะสมกับคณะเราแล้ว

ด้วยรักและห่วงใย

Q: พี่มีมาตรการดูแลน้องๆ ในห้องเชียร์ยังไงบ้าง

A: ในห้องเชียร์จะมีทีมพี่พยาบาล ก็คือพี่ในคณะที่ผ่านการอบรมเบื้องต้นมาแล้ว รู้โรคประจำตัวทุกคน รู้ว่าใครแพ้อะไร มียาและน้ำพร้อม แล้วพี่ๆ คนอื่นๆ ก็ต้องคอยเป็นหูเป็นตาให้ตลอด ทุกสถานการณ์เราจะใช้คติกันไว้ดีกว่าแก้ ต่อให้ไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็จะยังปฐมพยาบาลเต็มที่เผื่อไว้ และเราพยายามปลูกฝังให้น้องดูแลกันเอง เช่นให้น้องผู้ชายเดินไปส่งเพื่อนผู้หญิงขึ้นรถไฟฟ้า ซึ่งมันก็ได้ผล คือหลังๆ จะแทบไม่ต้องบอกแล้ว

Q: กิจกรรมรับน้องทั้งหมด ผู้ปกครองรู้เรื่องมั้ย

A: ในการประชุมผู้ปกครองครั้งแรกของคณะ เราก็ได้บอกรายละเอียดเรื่องรับน้องให้ผู้ปกครองทราบแล้ว พร้อมกับชี้แจงว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ตลอดเวลา และผู้ปกครองก็ได้เซ็นรับรองว่ายินยอมให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมคณะแล้วด้วย

14203511_1134400683264667_373008798_o
ภาพโดย พุธิตา ถนอมสิงห์

Q: แล้วสุดท้าย คิดว่าห้องเชียร์ดีหรือไม่ดี

A: ใครล่ะที่จะเป็นคนจำกัดความว่ามันดีหรือไม่ดี คำตอบมันน่าจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยมากกว่า ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งน้องและรุ่นพี่ ทั้งความเหมาะสม สิ่งที่เหมาะกับคนอื่นมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะกับเรา และสิ่งที่เหมาะกับเราก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะกับคนอื่น ก็เป็นได้นะ

สิ่งที่เหมาะกับคนอื่นมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะกับเรา และสิ่งที่เหมาะกับเราก็ไม่จำเป็นจะต้องเหมาะกับคนอื่น

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: ณัชพล เสริฐสายบัว อุปนายกใน คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ช่างภาพ : จิรวัฒน์ พิมา, Sirawit Paopattana

เขียนเมื่อ โดย...

More to Read...

REG WAR: บทสัมภาษณ์สุด exclusive ของ “สำนักงานการทะเบียน” “เนติวิทย์” นิสิตที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชน Sexual Harassment ทำอย่างไรเมื่อภัยทางเพศอยู่รอบจุฬาฯ 4 เคล็ด(ไม่)ลับพาหนีโสด ฉบับเด็กนิเทศ จั๊กจี้: ถามตอบปัญหาของปฏิกิริยาสุดพิศวง

Comments

ปิดโหมดสีเทา