Article

Re-Entrance: ก้าวหน้า หรือ ถอยหลัง?


โดย เมื่อ

เป็นข่าวฮือฮากันไปนะครับกับเรื่องราวของ รองศาสตราจารย์ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่ที่นำเอาแนวคิดของการเอ็นทรานซ์ในอดีตเข้ามาปรับใช้ ทำให้เกิด “ประโยชน์” สูงสุดกับตัวผู้เรียน และสอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาและหลักสูตรสถานศึกษาที่มีอยู่ แต่ เอ๊ะ? เรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่ เพราะอะไรถึงต้องเปลี่ยนด้วย คอลัมน์นี้จะตอบทุกคำถามที่คุณอยากรู้!

tnews_1267950611_1639

ฤๅนี่คือจุดจบของแอดมิชชัน?

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมเรื่องการสอบเข้าเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และผู้แทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยการสอบเข้าดังกล่าวนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าส่งผลให้เกิดการเหลื่อมล้ำในกลุ่มนักเรียนที่มีฐานะแตกต่างกัน เกิดปัญหาการจองที่นั่งในมหาวิทยาลัย และมักจะนำไปสู่การสละสิทธิ์เมื่อทราบผลการคัดเลือกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกแบบรับตรง หรือแอดมิชชันก็ตาม ซึ่งหลังจากที่ได้ประชุมกันแล้วก็ได้แนวทางการแก้ไขออกมา นั่นก็คือการรวบการสอบทั้งหมดให้เหลือเพียงครั้งเดียว (ใช้ระยะเวลาจัดประมาณ 6 – 8 สัปดาห์) และปรับการคัดเลือกให้เหลือเพียงเคลียริ่งเฮ้าส์ (Clearing House) แต่ปรับเป็น 2 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งงดการคัดเลือกแบบรับตรงทุกรูปแบบอีกด้วย ท่านปลัดกระทรวงยังกล่าวอีกว่า การจัดสอบแบบนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียนโดยตรง กล่าวคือ

  •  ลดค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ เพราะจัดสอบประเภทละครั้งเท่านั้น
  •  นักเรียนสามารถโฟกัสกับการเรียนในชั้นเรียนจนจบชั้น ม.6 ไม่ต้องไปนั่งเรียนพิเศษให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย
  • การจัดเคลียริ่งเฮ้าส์ 2 ครั้งจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาได้มากขึ้น คือกว่า 90% ส่วนอีก 10% สามารถไปสมัครสอบกับสถานศึกษาที่มีที่นั่งว่างอยู่ได้ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัวเลยทีเดียว

รวบการสอบทั้งหมดให้เหลือเพียงครั้งเดียว (ใช้ระยะเวลาจัดประมาณ 6 – 8 สัปดาห์) และปรับการคัดเลือกให้เหลือเพียงเคลียริ่งเฮ้าส์ (Clearing House) แต่ปรับเป็น 2 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งงดการจัดการคัดเลือกแบบรับตรงทุกรูปแบบอีกด้วย

เอ็นทรานซ์สะท้านทรวง

ก่อนที่จะไปต่อ อยากจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเอ็นทรานซ์กับคนที่เกิดไม่ทัน หรือเกิดทันแต่ไม่ทันได้รู้จักมันกันซะก่อน (บางคนอาจจะคิดว่าเราต้องแก่มากแน่ๆ บอกเลยว่าคุณคิดผิด!)

แรกเริ่มเดิมทีการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นจัดแยกตามมหาวิทยาลัย เกิดปัญหาการสอบหลายครั้ง และการจองที่นั่งกันในแบบปัจจุบัน จนกระทั่ง พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (หรือมหิดลในปัจจุบัน) ได้จัดสอบร่วมกันเป็นครั้งแรก พบว่ามีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีการเปลี่ยนแปลงมากมายกระทั่งเรื่องราวจบลงเมื่อทบวงมหาวิทยาลัยเข้ามารับหน้าที่ในการจัดสอบคัดเลือกใน พ.ศ. 2516 โดยคิดคะแนนจากการจัดสอบวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะ 100% เต็ม และเลือกได้ 6 อันดับ ซึ่งนับจากนั้นก็มีพัฒนาการในการจัดสอบเรื่อยมา ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กไม่สนใจเรียนในห้องเรียน มุ่งเรียนแต่กวดวิชานอกห้องเรียนเท่านั้น
กระทั่ง พ.ศ. 2543 ที่มีการแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 3 ส่วน คือ การสอบวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะ 90% ความสามารถทั่วไป (GPA) 5% และความสามารถเมื่อเทียบกับเพื่อน (PR) อีก 5% ระบบการคิดคะแนนในระบบนี้ การจัดสอบจะกินเวลา 3 วัน/ครั้ง จัดในช่วงเดือนมีนาคม และตุลาคมของทุกปี ทั้งนี้ นักเรียนสามารถสอบกี่ครั้ง และกี่วิชาก็ได้ โดยเลือกคะแนนที่ดีที่สุด และสามารถเก็บคะแนนนั้นไว้ใช้ได้ 2 ปี และเมื่อผ่านการสอบคัดเลือกแล้ว ก็จะมีการสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย เช่นเดียวกับแอดมิชชันในปัจจุบัน จากการศึกษาแหล่งข้อมูลที่กล่าวถึงการสอบเอ็นทรานซ์พบว่ามีข้อดี ข้อเสีย โดยสรุป ดังนี้

ข้อดี
  •  มุ่งกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ
  •  ผู้ที่มีสิทธิ์สอบ คือผู้ที่จบการศึกษาระดับ ม.6 หรือเทียบเท่า
  •  วิชาที่ใช้จัดสอบเป็นวิชาเฉพาะศาสตร์ ซึ่งทำให้ทางมหาวิทยาลัยมั่นใจว่าจะได้นิสิตนักศึกษาที่มีคุณสมบัติและความสามารถในระดับหนึ่ง ลดปัญหาการออกกลางคัน
  •  การดำเนินการสมัครสอบเกิดขึ้นผ่านระบบของทางโรงเรียน หรือดำเนินการผ่านไปรษณีย์ ลดปัญหาการเข้าถึง internet (ซึ่งในขณะนั้นยังมีความยุ่งยาก และไม่รวดเร็วเหมือนปัจจุบัน)
ข้อเสีย
  • นักเรียนเกิดความเครียดที่เกิดจากการเตรียมสอบโดยถ้วนทั่วกัน
  • นักเรียนไปกวดวิชาเพื่อเพิ่มคะแนนสอบและคะแนนในห้องเรียน และเป็นอัตราส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม
  • GPA ที่นำมาร่วมคำนวณด้วย ขาดมาตรฐานที่ใช้ในการเทียบกับนักเรียนคนอื่น และ PR เองก็ไม่ได้แยกคิด
  • ต้องเลือกคณะที่ต้องการสอบเข้า ก่อนที่จะสอบจริง ทำให้ไม่สามารถเทียบกับคะแนนของปีก่อนได้

จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา พบว่าการสอบเอ็นทรานซ์และแอดมิชชันนั้นมีจุดประสงค์ และเป้าหมายที่เหมือนกัน คือ ขยายโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศให้สามารถเข้าเรียนในคณะและมหาวิทยาลัยเป้าหมายได้ตามระดับความสามารถ (ซึ่งเอาเข้าจริงก็พ่วงกับดวงด้วย) อีกด้านหนึ่งคืออายุของผลข้อสอบที่เท่ากันคือ 2 ปี ส่วนการแบ่งวิชาเฉพาะออกตามสาขาวิชาต่างๆ ก็มีความคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าการสอบเอ็นทรานซ์นั้นเปิดวิชาเฉพาะกว่า 30 วิชา ส่วนของแอดมิชชันมีเพียง 7 วิชาเท่านั้น (ซึ่งหากนับรวมภาษาต่างประเทศแต่ละภาษาด้วยก็จะเป็น 13 วิชา)

เอ็นท์ฯ กับแอดฯ มีจุดประสงค์เหมือนกันคือ ขยายโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งมีอายุของผลข้อสอบที่เท่ากันคือ 2 ปี

จุฬาฯ กับแนวทางการสอบเข้าแบบใหม่

ขณะที่มีข่าวนี้ออกมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ต้องการขยายโอกาสทางการศึกษาและลดการเรียนพิเศษนอกห้องเรียน แต่คำถามที่สำคัญจริงๆ คือมันเป็นไปได้จริงหรือไม่ เพราะว่าหากลดการสอบลงเหลือครั้งเดียว ย่อมทำให้เด็กเกิดความเครียดมากขึ้น อันเกิดจากการสอบที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้น และหากข้อสอบที่ใช้วัดยังเป็นที่กังขาในด้านมาตรฐานของมันอยู่เช่นนี้ นอกจากจะไม่ลดแล้ว ปัญหาการเรียนพิเศษจะยิ่งเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเหมือนสมัยที่ยังคงใช้การคัดเลือกแบบเอ็นทรานซ์

ในมุมของจุฬาฯ หากระบบการสอบแบบนี้ได้ถูกนำมาใช้จริง ย่อมส่งผลต่อการรับตรงแบบ ‘พิเศษ’ ต่างๆ เช่น โครงการโอลิมปิกวิชาการ (คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในโครงการสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาและวรรณคดีไทย (คณะอักษรศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษระดับชาติทางศิลปะ โครงการคัดเลือกนักเรียนผู้มีความสามารถดีเด่นระดับชาติทางกีฬา โครงการจุฬาฯ-ชนบท และอื่นๆ รวมกว่า 20 โครงการ โครงการพิเศษเหล่านี้ย่อมจะต้องถูกปิดตัวลงไป

หากแบบสอบมาตรฐานที่ใช้วัดยังเป็นที่กังขาในด้านมาตรฐานของมันอยู่เช่นนี้ นอกจากไม่ลดแล้ว ปัญหาจะยิ่งเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม

นอกจากเป็นการตัดโอกาสแล้ว ยังทำให้ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ หรือมีความสามารถในด้านนั้นๆ สูง ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น นายประพงษ์ (นามสมมติ) มีความสามารถพิเศษด้านศิลปะ คือการวาดรูปเหมือน สามารถวาดรูปและลงสีได้สมบูรณ์ ซึ่งความสามารถนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อในคณะศิลปกรรมศาสตร์ หรือครุศาสตร์ สาขาวิชาศิลปะ ได้อย่างไม่ยากนัก แต่พอไม่มีการรับตรงแบบพิเศษแล้ว ประพงษ์ก็ต้องใช้ความรู้ในด้านอื่นประกอบการสอบเข้าด้วย และหากประพงษ์อ่อนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ในสนามสอบเขาจึงทำคะแนนออกมาได้ไม่ดีพอที่จะเรียนต่อคณะในฝันได้

แต่เอาเข้าจริงแล้วระบบแบบนี้ก็น่าจะลดปัญหาการจองที่นั่งได้อยู่บ้าง เพราะว่าการมีระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ถึง 2 ครั้งทำให้เด็กมีโอกาสได้ ‘เลือก’ ในสิ่งที่อยากเรียนได้ หากในครั้งแรกจัดไว้ 4 อันดับ แต่ผลออกมาไม่ได้คณะ และ/หรือ มหาวิทยาลัยที่ต้องการ เราก็สามารถวางแผนการจัดอันดับใหม่ให้เหมาะสมและถูกใจคนเรียนอย่างเราได้ ทั้งนี้อาจต้องอาศัยข้อมูลเชิงสถิติ หรือการให้การปรึกษาจากครูแนะแนวหรือผู้ปกครองประกอบด้วย ซึ่งพอได้เข้าศึกษาแล้วย่อมทำให้มีผู้ที่สละสิทธิ์หรือซิ่วในอัตราส่วนที่ลดลงด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ผลจากกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และการเสนอแนะในประเด็นและแง่มุมต่างๆ ของการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงการให้ความสนใจและความเป็นห่วงของกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีต่อระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันที่ไม่ว่าใครก็มองว่ายังคงต้องได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอีกมาก แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หวังว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับการศึกษาไทย เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการปรับทิศทางการศึกษาให้เป็นไปอย่างที่ทุกคนต้องการ

 

แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน

การเปรียบเทียบผลการทำนายของโมเดลการคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาระหว่างวิธีการสอบร่วมกับวิธีการคัดเลือกเองของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

การรับสมัครคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าศึกษา โดยวิธีรับตรง จุฬาฯ ปี60 

ศธ.เตรียมฟื้นเอ็นทรานซ์ แก้เด็ก ม.ปลายวิ่งรอกสอบตรง ส่อโละแอดมิชชั่น

ระบบ Entrance กับ Admission อันไหนดีกว่ากัน

ต้องใช้แต้มม.ปลาย!! อดีตเลขาฯ กกอ.หนุนใช้ ‘เคลียริงเฮาส์’ 2 รอบ แต่ต้องใช้คะแนนม.ปลายกันเด็กทิ้งห้อง-สกัดกวดวิชา

แหล่งที่มาของภาพ

เอ็นทรานซ์ วัดใจ หรือ แอดมิชชั่น ยุ่งยาก ทางเดินสู่มหาวิทยาลัยไทย

เกิดทันไหม ประกาศผลเอ็นทรานซ์ ปี 2530

 

เขียนเมื่อ โดย...

More to Read...

จั๊กจี้: ถามตอบปัญหาของปฏิกิริยาสุดพิศวง อยากจำกลับลืม: คู่มือช่วยจำสำหรับช่วงไฟนอลนี้ เปิดมุมมองชีวิต “นน” นิสิตออทิสติกในรั้วมหาวิทยาลัย Re-Entrance: ก้าวหน้า หรือ ถอยหลัง?

Comments

ปิดโหมดสีเทา