Update

เมื่อ CUVIP พาเที่ยว “ชุมชนกุฎีจีน”


โดย เมื่อ

“ชุมชนกุฎีจีน” แตกต่างแต่เติมเต็ม

ยามสายของวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุดที่ใครหลายคนเฝ้ารอ  แทนที่จะใช้เวลาไปกับการนอนหรือใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่กับหอ เราและเพื่อน ๆ  อีกสามคน ก็ได้พาตัวเองออกไปหากิจกรรมทำกัน  และเป็นโอกาสที่ดีที่กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไป หรือ CUVIP ได้จัดวิชาชุมชนศึกษา (กุฎีจีน) ขึ้น พวกเราจึงถือโอกาสนี้ออกไปเรียนรู้ชุมชนกุฎีจีนกับวิชานี้กัน

การเดินทางของพวกเราเริ่มขึ้นเมื่อสมาชิกทุกคนมาพร้อมกัน ณ จุดนัดหมายคือ วัดหัวลำโพง  โดยมี ศ.นพ.วิโรจน์  ไววานิชกิจ  เป็นอาจารย์ที่จะนำพวกเราไปเรียนรู้ชุมชนกุฎีจีนในวันนี้  พวกเราเดินทางโดยรถเมล์สาย 4 จากหน้าวัดหัวลำโพง ไปลงวงเวียนเล็ก ป้ายรถเมล์ป้ายแรกเมื่อลงจากสะพานพระปกเกล้า โดยแต่เดิมนั้นวงเวียนเล็กจะมีหอนาฬิกาตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนศึกษานารี แต่หลังจากที่มีการสร้างสะพานพระปกเกล้าขึ้นในภายหลังทำให้วงเวียนเล็กถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ภายหลังจึงได้ยกเลิกวงเวียนแห่งนี้ไป ส่วนหอนาฬิกาที่เคยตั้งอยู่กลางวงเวียนนั้นก็ได้ย้ายมาตั้งไว้ทางด้านถนนสมเด็จเจ้าพระยาที่จะมุ่งหน้าไปยังคลองสาน

เมื่อเดินทางถึงวงเวียนเล็กแล้วจุดหมายแรกของพวกเราคือ วัดพิชยญาติการาม หรือวัดพิชัยญาติ เป็นวัดที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ขณะนั้นเป็นจางวางพระคลังสินค้า มีเรือสำเภาค้าขายกับจีน จึงได้นำอับเฉาเรือ กระเบื้องสี และหินมาจากจีน สถาปัตยกรรมของวัดนี้จึงมีลักษณะแบบไทยผสมจีน

14089576_10205999504341778_468889073_n

จากวัดพิชัยญาติ พวกเราก็เดินต่อไปยังวัดอนงคาราม ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันและห่างกันไม่มากนัก ผู้สร้างคือ ท่านผู้หญิงน้อย ภริยาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย โดยสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นวัดคู่กันกับ “วัดพิชยญาติการาม” ของสามี แล้วถวายให้เป็นพระอารามหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓  ห้องสมุดประชาชนภายในวัดแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตคลองสาน” อีกด้วย ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์นั้นได้มีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปต่าง ๆ ในเขตคลองสาน ทั้งเรื่องของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวคลองสานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

จากวัดอนงคาราม จุดหมายต่อไปคือศาลเจ้าพ่อเสือ (คลองสาน) เป็นที่ประดิษฐาน พระภูมิบาล หรือ เจียว ตี่ เหล่า เอี๊ย  เชื่อกันว่ามีมากว่าร้อยปี ศาลเจ้าแห่งนี้มีปืนใหญ่ยี่ห้อ VOC ซึ่งเป็นของบริษัท VOC หรือ Dutch East India Company ที่เข้ามาค้าเครื่องเทศกับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สมัยอยุธยาอีกด้วย

หลังจากแวะทานอาหารเที่ยง พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ จุดหมายต่อไปคือ สุเหร่าตึกแดง หรือมัสยิดกูวติลอิสลาม  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ชาวมุสลิมกลุ่มนี้เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ ไปตีหัวเมืองไทรบุรี  และได้นำมุสลิมที่เป็นช่างนาก ช่างทองมาอยู่ที่นี่  เป็นมัสยิดเก่าแก่ เรียบง่ายแต่สวยงาม

จุดหมายต่อไปคือศาลเจ้ากวนอู ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับสุเหร่าตึกแดง ว่ากันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสิน เคยเสด็จมาสักการะเทพเจ้ากวนอูที่ศาลแห่งนี้ ก่อนที่จะกรีธาทัพไปทำสงครามด้วย ริมน้ำหน้าศาลเจ้ากวนอูคือที่ตั้งของโรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ เป็นอาคารสถาปัตยกรรมจีนแต้จิ๋ว ทรง “เหี่ยซัวโห้ว” (เสือลงเขา) ที่ปลูกสร้างขึ้นในราวสมัยรัชกาลที่ 2

14074622_1087655874616077_1466899187_oจากศาลเจ้ากวนอู พวกเราเดินทางต่อไปยัง “อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ซึ่งอยู่ด้านหลังศาลเจ้ากวนอู เป็นสวนสาธารณะที่สงบร่มรื่น  ภายในสวนยังจัดทำเป็น พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ เล่าพระราชประวัติของสมเด็จย่า ตั้งแต่ปฐมวัยและยังเป็นสามัญชนอาศัยอยู่ในย่านวัดอนงคาราม และเรื่องราวก่อนที่จะเลื่อนฐานันดรศักดิ์มาเป็นพระราชชนนีของพระมหากษัตริย์ไทยถึงสองพระองค์ รวมไปถึงพระราชกรณียกิจและพระราชจริยวัตรของสมเด็จย่า

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร คือจุดหมายต่อไปของพวกเรา โดยเดินอ้อมใต้สะพานพระปกเกล้าไปจนถึงเชิงสะพานพุทธ  เป็นวัดที่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ว่าที่กรมท่า และสมุหพระกลาโหม ได้อุทิศสวนกาแฟสร้างเป็นวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2371มีพิพิธภัณฑ์พระ มีชื่อว่า ประยูรภัณฑาคาร ที่แสดงพระกรุและของมีค่าที่ค้นพบบนองค์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ และที่ผู้อื่นถวายสมทบในภายหลังด้วย

จากนั้นพวกเราเดินไปตามทางเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังโบสถ์ซางตาครู้ส โบสถ์ซางตาครู้ส เป็นสัญลักษณ์ของคริสต์ศาสนาในย่านกุฎีจีนแห่งนี้  เป็นโบสถ์คริสต์ของนิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในฝั่งธนบุรี โดยบาทหลวงยาโกเบ กอรร์ ผู้นำกลุ่มชาวโปรตุเกสในขณะนั้น ตัวโบสถ์เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิคผสมกับเรเนอซองส์

14081166_1087655411282790_1861935105_n

จุดหมายต่อไปของพวกเราคือ ศาลเจ้าเกียนอันเกง  เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่มีการก่อสร้างแบบทั้งกระเบื้องโค้ง และวิธีมุงหลังคาแบบจีนแท้ ๆ ที่สวยงามและมีมนต์ขลัง มีองค์พระประธานเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิม สันนิษฐานกันว่า ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่มาของคำว่า “กุฎีจีน”

14074473_1087655794616085_1767123020_o

สำหรับสถานที่สุดท้ายของการเดินทางในวันนี้คือกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมีการก่อสร้างให้อยู่ริมแม่น้ำแบบเดียวกันกับวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ คือ “หลวงพ่อโต” หรือเรียกชื่อแบบจีนว่า “ซำปอกง”

การเดินทางของพวกเราในวันนี้อาศัยการเดินเท้าเป็นหลัก แม้อากาศจะร้อนแต่ความน่าสนใจของชุมชนแห่งนี้ทำให้เรายินดีที่จะเดินต่อไป และก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ ที่ได้มีโอกาสมาเยือน “ชุมชนกุฎีจีน” นับเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย ที่จะทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับความน่าสนใจของความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

สุดท้ายนี้อยากฝากถึงพี่น้องชาวจุฬาฯ ว่า กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไป หรือ CUVIP หลากหลายหลักสูตรที่จัดขึ้นนั้น เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากจะสามารถเลือกเรียนได้ตามความสะดวกและความสนใจของเราเองแล้ว ยังได้เกียรติบัตรหลังเรียนจบด้วยแหละ ดีขนาดนี้ ไปลงเรียนกันเถอะเพื่อนๆ  แล้วเวลาว่างของคุณจะกลายเป็นช่วงเวลาทที่แสนพิเศษ

เขียนโดย ชุติมา หนูเกื้อ

ภาพโดย ธนพร สุขอินทร์ และ ปิญชาน์ กิ่งรุ้งเพชร

เขียนเมื่อ โดย...

More to Read...

หมิว ธนียา : แอดมินเพจHIWSUS สู่การเป็น Social Media Planner TEDxChula ใต้ร่มจามจุรี: เรื่องราวของไม้ใหญ่บนถนนสายแรกในจุฬาฯ ฟรีแลนซ์: จำเป็นอะไรต้องทำงานหนักขนาดนี้? Eat With CHU!: เจ๊โอว…รอบดึกในตำนาน อุทยานจุฬาฯ: ของขวัญวันนี้เพื่อ 100 ปีข้างหน้า

Comments

ปิดโหมดสีเทา