Interview

[TEDxChula] ต้า ภาณุ : ความท้าทายของงานกราฟิก


โดย เมื่อ

ตัวลูกศรสีแดงซ้อนทับสลับกัน เหมือนกำลังพุ่งไปหาเป้าหมายอะไรบางอย่าง สะท้อนถึงธีมงานของ  TEDxChulalongkornU ในปีนี้ ที่มีชื่อว่า Strive Forward เหล่านี้ล้วนเป็นงานของฝ่ายกราฟิก ที่ต้องสร้างสรรค์งานศิลป์ให้ออกมาตรงกับคอนเซปต์และสะท้อนความเป็น TEDx ให้มากที่สุด ต้า-ภาณุ ตรีธวัชชัยวงศ์ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในทีมงานออกแบบงานกราฟิกต่างๆ ที่ปรากฎสู่สาธารณชน “เราเชื่อว่า TED เป็นพื้นที่สำหรับการกระจายความคิดดีๆ ไอเดียแปลกใหม่ เป็นช่องทางที่ขยายไอเดียเล็กๆเหล่านั้นให้เกิด impact กับสังคมได้จริงๆ หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆในสังคม ดังนั้น เราจึงตั้งใจสมัครเป็นส่วนหนึ่งของทีม ด้วยศักยภาพและความสนใจส่วนตัวในเรื่องของกราฟิกดีไซน์ เมื่อมีโอกาสเราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดีดีผ่าน TEDx” ต้าเล่าถึงความเชื่อของตัวเองที่มีต่อ TEDx ต้ายังเสริมอีกว่า “การได้มาคลุกคลีกับTEDx กับผู้คนที่มีความเชื่อคล้ายๆกัน สร้างแรงบันดาลใจให้ผมหลายอย่าง ทั้งในเรื่องการทำเพื่อสังคม ส่งต่อสิ่งดีๆ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สังคมปัจจุบันกำลังต้องการ ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า คุณไม่ได้กำลังทำหรือช่วยเหลือสังคมเพียงคนเดียว แต่มีคนอีกมากที่กำลังสรรสร้างความเชื่อเหลือ การให้ ในแบบที่แต่ละคนถนัด” สำหรับงานกราฟิกแล้ว แนวทางของการทำกราฟิกคงจะต้องทำตามธีมที่ระบุไว้ รวมถึงต้องดึงความโดดเด่นของงานตัวหนังสือผ่านสัญลักษณ์สีแดงและสีขาวของ TEDx แต่สำหรับต้า งานกราฟิกที่เขาทำให้ TEDx จะต้องมีกลิ่นไอของความแปลกใหม่และเอกลักษณ์ในงานของเขาลงในงานกราฟิกที่ออกมา “ เรื่องความเรียบง่าย สีแดง ขาว ดำและเทา แต่แฝงไปด้วยความมีพลัง เกิด impact ต่อคนที่ให้คือองค์ประกอบหลักในการทำงาน อีกส่วนหนึ่งคือพยายามนำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่ให้เข้ากับธีม อย่างปีนี้ นำเสนอในธีม Strive forward เราก็มีความพยายามในการสื่อให้ตรงตามธีม ซึ่งจะเห็นได้จาก logo และ artwork ต่างๆ” ความท้าทายของงานกราฟิกไม่ได้มาจากตัวงานที่ยาก แต่มาจากคนจำนวนมากที่มาทำงานร่วมกัน ต้ายังเล่าถึงปัญหานี้และการแก้ปัญหาที่เขาเคยเจอว่า “การทำงานอาสาสมัครกับผู้คนที่หลากหลายจำนวนมากเป็นความท้าทายอยู่แล้ว ปัญหาในเรื่องความไม่เข้าใจกัน เรื่องการทำงานภายใต้เวลาที่จำกัด แต่ด้วยความเชื่อว่าอาสาสมัครทุกคนที่มาทำงานนี้ มี passion คล้ายๆกัน จึงทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก้ไขได้ไม่ยาก ทุกคนมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมต่อกันได้ ความพยายามเข้าใจกันและกัน และพร้อมที่จะสนับสนุนกัน เป็นสิ่งที่ช่วยลดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น” ความท้าทายของงานกราฟิกไม่ได้มาจากตัวงานที่ยาก แต่มาจากคนจำนวนมากที่มาทำงานร่วมกัน เมื่อถามถึง TEDx ที่ชอบที่สุดในปีนี้ เขาตอบว่า “ก็คงเป็นของพี่อาร์ต ในยุคสมัยปัจจุบันที่ Technology พัฒนาไปไกลเกินจะคาดการณ์ได้ มนุษย์เรามีความสะดวกสบายมากขึ้น จริงไหมครับ แต่มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ เพียงแค่ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป ไม่ได้ต้องการความสะดวกสบายอะไรมากนัก เทคโนโลยีกลับเข้าไม่ถึงกลุ่มคนกลุ่มนี้ ผมเชื่อว่าผู้พิการควรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นของผู้พิการยังเป็นไปได้ยากและมีปริมาณน้อย ทอร์คนี้อาจจะทำให้ใครหลายๆคนหันมาสนใจและทำความเชื่อของผมให้กลายเป็นจริงก็ได้นะครับ” นี่ก็คงเป็นบทสรุปความเชื่อของต้าที่มีต่อ TEDx  

Interview

[TEDxChula] ธีร์ เชาว์ปรีชา : เพราะภาพถ่ายไม่ได้แค่บันทึกเหตุการณ์


โดย เมื่อ

“ เราเชื่อในศักยภาพของตัวเรา ว่าเราจะตั้งใจ  มุ่งมั่นกับการถ่ายภาพอย่างสุดความสามารถ และสัญญาว่าจะถ่ายภาพเพื่อแสดงตัวตนและความคิดของ speaker แต่ละคนให้ออกมาดีที่สุด ผ่านทางภาพ เพื่อทำให้ผู้ชมได้รับสิ่งดีๆกลับไปเหมือนที่เราสามารถสัมผัสได้ ภาพถ่ายไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึง ความคิด จิตวิญญาณ สภาพสังคม อารมณ์ และความรู้สึก ที่ถูกฉาบด้วยภาพถ่ายแต่ละภาพ” ธีร์-ธีร์ เชาว์ปรีชา นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวด้วยความเชื่อในศักยภาพตัวเองอย่างแน่วแน่ เพื่อที่จะถ่ายทอดภาพที่ดีที่สุดในงานออกมา และประสบการณ์ที่มากกว่า 2 ปีของธีร์ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ถูกนำมาใช้อีกครั้งในฐานะช่างภาพประจำงาน TEDxChulalongkornU ความท้าทายในการถ่ายภาพนอกจากจะเป็นการถ่ายรูปที่มีแสงน้อยโดยต้องรบกวนผู้ชมให้น้อยที่สุดแล้ว การถ่ายคาแรกเตอร์ของ speaker แต่ละคนก็สำคัญในการจัดองค์ประกอบภาพหรือแม้แต่แสงและสีของภาพ “แนวการถ่ายภาพสำหรับงาน Ted talk ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับคาเรคเตอร์ของ speaker แต่ละคน และสภาพแวดล้อม  ตัวอย่างเช่น  หากถ่ายนักวิชาการ เราจะสร้างสรรค์โทนสีให้ออกมานุ่มนวล ละเอียดลออ เช่น การใช้สีขาวเป็นโทนของภาพ เลี่ยงการใช้สีสันฉูดฉาด และควบคุมการปรับแสงให้สอดคล้องกับการใช้สีและโทนของภาพ เพื่อเป็นตัวแทนของการชี้ทางสว่างความรู้ (enlighten knowledge)” ธีร์อธิบาย    ภาพถ่ายไม่เพียงบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึง ความคิด จิตวิญญาณ สภาพสังคม อารมณ์ และความรู้สึก ที่ถูกฉาบด้วยภาพถ่ายแต่ละภาพ” นอกเหนือจากความท้าทายแล้ว เหล่าช่างภาพยังต้องเผชิญอุปสรรคหลายๆ อย่าง (ซึ่งเขาไม่พยายามเรียกว่าปัญหา) ประกอบกับความคาดหวังของฝ่ายต่างๆ ที่ต้องการผลงานของเขาเพื่อเผยแพร่สู่สายตาสาธารณะ ธีร์บอกว่า “ช่วงเวลาในการทำงานที่จำกัดที่ถ่าย speaker ตามสถานที่ต่างๆ ให้ทันเวลา นอกจากอุปสรรคด้านภาวะแรงกดดัน ความผิดพลาดจากการทำงานฝ่ายอื่นที่ทำให้การทำงานฝ่ายช่างภาพล่าช้า เป็นอุปสรรคที่สำคัญอีกประการหนึ่ง วิธีการแก้ไขอุปสรรคดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดคือ เราคิดว่าอุปสรรคทุกอย่างแก้ไขได้    ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ ในไม่ช้า เราก็จะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้” แน่นอนว่าการเลือกมาทำงานในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น ยังได้แรงบันดาลใจหรือความเชื่อใหม่ๆ “ที่เราได้รับคือพลังบวกที่ผลักดันให้เรามีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ทุกครั้งที่ photo ไปถ่ายภาพของ speaker แต่ละคน เราไม่ได้จดจ่ออยู่กับการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสนใจกับความคิด ทัศนคติ และ ความรู้สึกของ speaker แต่ละคนที่เราสัมผัสได้ เมื่อเราสัมผัสได้ เราจะได้รับชุดความคิดกลับมาเป็นของเราและตกผลึกเป็นพลังบวกที่แตกต่างและน่าสนใจ จนทำให้เรารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก” ธีร์กล่าวอย่างมีความสุข ธีร์ยังเพิ่มเติมอีกว่า “มากกว่าแรงบันดาลใจ เราได้รู้จักกับ “ครอบครัวใหม่”   ครอบครัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นมิตร และพร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอ  ครอบครัวที่ไม่ใหญ่โตแต่ทรงพลังทั้งพลังกายและพลังใจ  มีสมาชิกที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์  และที่สำคัญเราอยากบอกว่า งาน EDxChulalongkornU  ปีนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดใครสักคนในครอบครัวไป” ภาพของธีร์ที่ได้ออกมานั้น ก็ปรากฎชัดถึง “ความเชื่อ” ที่เขามีต่อครอบครัว TEDxChulalongkornU แห่งนี้  

Interview

หมิว ธนียา : แอดมินเพจHIWSUS สู่การเป็น Social Media Planner TEDxChula


โดย เมื่อ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียครองพื้นที่การสื่อสารอย่างรอบด้าน ทำให้ TEDxChula จำเป็นต้องมีตำแหน่ง Social Media Planner รับผิดชอบหน้าที่นี้โดยเฉพาะเพื่อช่วยส่งต่อสิ่งดี ๆ สู่ผู้คนให้มากที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ หมิว-ธนียา ตันติสาธิต นิสิตปี 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่ได้นำประสบการณ์จากการเป็นแอดมิน ฯ และบล็อกเกอร์มาช่วยในการทำงานครั้งนี้     “เชื่อว่าตำแหน่งนี้น่าจะตอบโจทย์สิ่งที่เราทำอยู่ได้ตรงจุด สามารถนำศักยภาพในตัวเองออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์และพัฒนาศักยภาพตรงนั้นไปพร้อม ๆ กันเวลาทำงาน” คือเหตุผลที่เธอเลือกมาทำงานนี้ หมิวยังเสริมอีกว่า “ยิ่งได้มาทำใน TEDxChula เวทีที่ส่งต่อความคิดดี ๆ ผ่านประสบการณ์อันหลากหลาย จุดประกายแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่ผู้คนในวงกว้างและเราได้มาเป็นส่วนหนึ่งที่มีหน้าที่ทำให้สิ่งนี้ขยายไปสู่ผู้คนผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ทำให้รู้สึกดีมากที่ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นผู้พูดให้พวกเขาฟังเอง  แต่ว่าเราก็สามารถเป็นปากเป็นเสียงที่ทำให้ข้อความดี ๆ เหล่านี้ส่งไปยังผู้คนในหลากหลายที่และร่วมส่งต่อมันไปด้วยกันอย่างก้าวไกล” เธอมองว่าโซเชียลมีเดียจำเป็นอย่างมากกับการประชาสัมพันธ์งาน TEDxChula เพราะยิ่งมีปฏิกิริยาตอบรับ (interaction) มากเท่าไร ยิ่งเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นเท่านั้น เฟซบุ๊กที่เป็นช่องทางหลักในการรับข่าวสารของคนส่วนใหญ่จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เธอให้ความสำคัญ นอกจากจะรู้ปฏิกิริยาตอบรับแล้ว ยังสามารถตอบคำถามและถ่ายทอดสด (live) เพิ่มความใกล้ชิดกับผู้สนใจได้มากขึ้นด้วย ส่วนทวิตเตอร์แม้จะมีการรีทวิตและติดแฮชแท็กที่สร้างกระแสได้ไว แต่ก็จำกัดตัวอักษรทำให้บอกรายละเอียดมากไม่ได้ “การที่มีคนแชร์โพสต์ TEDxChula ของเราเพียง 1 ครั้งเพียงเพราะเขารู้สึกสนใจและอยากส่งต่อความคิดดี ๆ ในโพสต์ดังกล่าว ก็อาจทำให้โพสต์นั้นกระจายกว้างไปแบบทั่วโลกได้ในพริบตาเพียงเพราะมีคนให้ความสนใจพร้อม ๆ กัน ดังเช่นกระแสสังคมในทุก ๆ วันนี้ จึงเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่าโซเชียลมีเดียในช่องทางต่าง ๆ ที่ทำอยู่นี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้ TEDxChula ประสบความสำเร็จในปีนี้และปีต่อ ๆ ไปแน่นอน” การที่มีคนแชร์โพสต์ TEDxChula ของเราเพียง 1 ครั้ง ก็อาจทำให้โพสต์นั้นกระจายกว้างไปแบบทั่วโลกได้ในพริบตา จึงเชื่อมั่นว่าโซเชียลมีเดียในช่องทางต่าง ๆ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้ TEDxChula ประสบความสำเร็จในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป ทั้งนี้การใช้โซเชียลมีเดียก็ต้องระมัดระวังและรอบคอบเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวอย่างภาษา, กฎหมาย, ศาสนา, พฤติกรรมและความนิยม เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าใครสามารถรับรู้เนื้อส่วนนี้และคิดเห็นอย่างไร จึงต้องแสดง “ความเป็นกลาง” ให้มากที่สุดเพื่อป้องกันความขัดแย้งและไม่ให้เกิดข้อความด้านลบในเพจ ทีมโซเชียลมีเดียจึงต้องควบคุมการกระจายข่าวสารและรายละเอียดทุกอย่างให้ถูกต้องและคงความเป็น TEDxChula ให้มากที่สุด เมื่อถามถึงสิ่งที่ผู้ฟังจะได้จาก TEDxChula เธอตอบอย่างมั่นใจว่าทุกคนต้องได้อะไรกลับไปแน่นอน “อย่างที่รู้กันว่า TED นั้น เป็นการร่วมส่งต่อความคิด ประสบการณ์ แรงบันดาลใจในด้านต่าง ๆ อย่างหลากหลายให้แก่ทุกคน ดังนั้นไม่ว่าเรื่องใดก็ตามที่คุณฟัง ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่คุ้นเคยหรือถนัด บางเรื่องอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ แต่เชื่อเถอะว่าพวกเราได้ล้วนเตรียมสิ่งดี ๆ ที่จะทำให้ผู้ฟังทุกคนเกิดแรงกายแรงใจในการกระทำสิ่งที่ดีให้แก่ตัวคุณเองและโลกใบนี้อย่างแน่นอน” นอกจากสิ่งดี ๆ ที่มอบให้กับผู้ฟังแล้ว TEDxChula ก็ได้มอบหลายสิ่งให้กับหมิวจากการเป็นหนึ่งในทีมงานเช่นกัน เธอคิดว่าการมาทำงานนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิด เพราะไม่ว่าจะ TED หรือ TEDx ก็ดูเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่สร้างแรงบันดาลใจและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ลังเลที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ ซึ่งสิ่งที่ได้รับกลับมาตลอดการทำงานหลายเดือนก็ไม่ทำให้เธอผิดหวังทั้งประสบการณ์ ทักษะทำงานร่วมกับผู้อื่น ความเสียสละและความอดทน “สิ่งที่ไม่เหมือนกับการทำกิจกรรมอื่นเลย คือ เรื่องของความเป็น TED ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันกับทีมงาน ทุกการ Brief ทุก Keyword ทุก Theme ที่ร่วมกันคิด มันเป็นเหมือนได้ซึมซับการส่งต่อสิ่งดี ๆ เพราะเราก็อยากทำให้ผู้ฟังรับรู้และเข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อออกไปได้มากที่สุด หลังจากนี้ก็คงยึดหลักความเชื่อในพลังการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้แก่ทุกคนเลยทีเดียว” หมิวกล่าวทิ้งท้าย สิ่งที่ไม่เหมือนกับการทำกิจกรรมอื่นเลย คือ เรื่องของความเป็น TED ตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกันกับทีมงาน ทุกการ Brief ทุก Keyword ทุก Theme ที่ร่วมกันคิด มันเป็นเหมือนได้ซึมซับการส่งต่อสิ่งดี ๆ  

Interview

มาร์ช มาวีร์: PR งาน TEDxChula ที่ทำมากกว่าแค่ขายบัตรให้หมด


โดย เมื่อ

หลายคนคงรู้จัก TED กันดีว่าเป็นเวทีที่สร้างแรงบันดาลใจกับผู้คนมากมาย แล้วถ้าพูดถึง TEDx ล่ะรู้จักของที่ไหนบ้าง? แต่เชื่อไหมว่าคำถามนี้ไม่ใช่แค่ผู้ชมอย่างเรา ๆ ที่สงสัย เหล่าทีมงานเองก็สงสัยเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรให้ TEDx ของตนเป็นที่รู้จักมากที่สุดโดยเฉพาะทีมพีอาร์ที่ประโยคนี้คงวนเวียนอยู่ในหัวหลายครั้งต่อวัน และความท้าทายนี้ก็ทำให้ใครหลายคนอยากลองทำฝ่ายนี้ดูสักครั้งรวมถึง มาร์ช-มาวีร์ รอบบรรเจิด นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี ที่เลือกมาทำตำแหน่ง วางแผนการตลาด (marketing planner) ของทีมพีอาร์งาน TEDxChula ครั้งล่าสุด “ผมเชื่อว่า ทุกคนมีประสบการณ์หรือไอเดียความคิดที่น่าสนใจและมีคุณค่าแก่การเผยแพร่ และ TED ก็คือสถานที่ที่จะสามารถถ่ายทอดสิ่งดี ๆ เหล่านี้ไปสู่คนจำนวนมากได้ ผมก็เลยอยากที่จะเป็นคนๆ หนึ่งที่จะได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อแนวคิดดี ๆ ไปให้กับคนอื่น ๆ ได้มากที่สุด” ความท้าทายของงานพีอาร์ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้คนรู้จักมากที่สุด แต่เป็นเข้าใจอย่างถูกต้องครบถ้วนที่สุด มาร์ชจึงเลือกเน้นช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นหลักเพราะเข้าถึงผู้ชมได้มากและสื่อสารได้ตรงสิ่งที่ต้องการจะสื่อ (key message) ที่สุดซึ่งสิ่งสำคัญก็คือต้องทำเนื้อหา (content) ให้ตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมายหลักและเข้าถึงง่าย นอกจากบนพื้นที่สื่อออนไลน์แล้วสื่อออฟไลน์อย่างสื่อสิ่งพิมพ์ก็เป็นสิ่งที่มาร์ชต้องรับผิดชอบเช่นกันการวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขามองว่าการลงมือทำตามแผนที่วางไว้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะเขาเชื่อว่าถ้าเกิดวางแผนไว้ดีแล้วแต่ไม่สามารถทำตามแผนได้ก็ไม่มีความหมาย เมื่อถามถึงจุดเส้นชัยของฝ่ายนี้ เขาตอบว่า “สำหรับการ PR อื่น ๆ งานสำเร็จอาจจะหมายถึงการขายบัตรหมด หรือมีคนมาดูเยอะๆ แต่สำหรับผม ผมมองว่างานจะสำเร็จจริงๆก็ต่อเมื่อมีคนมาดูงานของเราแล้วเขาได้รับแนวคิดดีๆหรือแรงบันดาลใจกลับบ้านไป ที่สำคัญคือสามารถนำเอาไปปรับใช้ได้จริงและเกิดการส่งต่อให้กับคนรอบข้าง เกิดเป็นแนวคิดดีๆสร้างผลสะท้อนเชิงบวก (positive impact) ให้กับสังคมของเราครับ” สำหรับการ PR อื่น ๆ งานสำเร็จอาจจะหมายถึงการขายบัตรหมด หรือมีคนมาดูเยอะๆ แต่สำหรับผม ผมมองว่างานจะสำเร็จจริงๆก็ต่อเมื่อมีคนมาดูงานของเราแล้วเขาได้รับแนวคิดดีๆหรือแรงบันดาลใจกลับบ้านไป ที่สำคัญคือสามารถนำเอาไปปรับใช้ได้จริง ทั้งภาระงานและความยากของฝ่ายพีอาร์คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำทั้งหมดนี้ได้เพียงคนเดียว มาร์ชจึงขอยกความสำเร็จนี้ให้กับทีมของเขาด้วย “ผมคิดว่าปัจจัยหลักที่ทำให้งานนี้สำเร็จเลยก็คือ การทำงานเป็นทีม (teamwork) และ ความรับผิดชอบ (commitment) ครับ เพราะว่า TED นั้นไม่ใช่งานที่คนคนเดียวจะทำให้สำเร็จได้ เราจึงต้องมีทีมที่พร้อมจะมาร่วมมือกันทำงานนี้ ถ้าเกิดขาดคนใดคนหนึ่งในทีมนี้ไป ผมเชื่อว่างานนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เลย และงานนี้เป็นงานที่จะต้องใช้เวลาเตรียมตัวมาก คนในทีมของเราจึงต้องมีความตั้งใจที่เหมือนกันและมุ่งมั่นอยากที่จะทำให้งานจึงจะทำให้งานนี้สำเร็จขึ้นมาได้ครับ” เนื่องจากต้องทำงานเป็นทีมและประสานกับหลายฝ่ายปัญหาหลักจึงหนีไม่พ้นเรื่องของการสื่อสารแต่การเรียนรู้และความรอบคอบก็ช่วยให้ปัญหานี้ลดลงได้ ซึ่งตรงนี้เองทำให้เขาได้รู้ว่าการทำงานจริง ๆ แตกต่างจากในห้องเรียน แต่ก็ทำให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่มากขึ้น และที่สำคัญคือทำให้รู้สึกดีจากการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งต่อความคิดที่ดี ๆเหล่านี้ไปสู่คนอื่นอีกหลายคน TED นั้นไม่ใช่งานที่คนคนเดียวจะทำให้สำเร็จได้ เราจึงต้องมีทีมที่พร้อมจะมาร่วมมือกันทำงานนี้ ถ้าเกิดขาดคนใดคนหนึ่งในทีมนี้ไป ผมเชื่อว่างานนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เลย แน่นอนว่านอกจาก TEDx จะให้แรงบันดาลใจกับคนที่มาฟังแล้ว ทีมงานอย่างมาร์ชเองก็ได้รับสิ่งดี ๆ เช่นกัน “เมื่อทำงานตรงนี้เรื่อยๆมันทำให้เราเรียนรู้อะไรเยอะมากโดยเฉพาะการเรียนรู้จากปัญหา เลยทำให้เชื่อมั่นว่าทุกความสำเร็จมันต้องมีอุปสรรคเสมอ ถ้ามันไม่มีอุปสรรคแสดงว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย เราก็พยายามช่วยกันแก้ทำให้ผ่านอุปสรรคต่าง ๆ จนทำให้เรามีความเชื่ออีกว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอถ้าเราช่วยกันแก้ไขครับ บางครั้งสำหรับเรามันอาจจะเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก แต่ถ้าเราปรึกษาคนอื่น ๆ หรือช่วยกันปัญหามันอาจจะเล็กมาก ๆ แล้วแก้ไขได้ไม่ยากครับ”

Interview

จุดเริ่มต้น TEDxChula ทอลค์ระดับโลกฝีมือนิสิตจุฬาฯ


โดย เมื่อ

พึ่งจบกันไปสำหรับงาน TEDxChulalongkornU ซึ่งปีนี้มาภายใต้หัวข้อ “STRIVE FORWARD” ถือได้ว่ากระแสตอบรับงาน TEDxChula นั้นดีเยี่ยมในทุกๆปี สังเกตได้จากจำนวนผู้เข้าร่วมงาน จำนวนผู้เข้าชมถ่ายทอดสด จำนวนยอดผู้เข้าชมวิดิโอบันทึกการพูดในช่อง Youtube และความคิดเห็นต่างๆตามสื่อ social media ใครจะทราบว่าเบื้องหลังการประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้เกิดจากการร่วมมือของนิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยนี่เอง และวันนีี้ CHU! จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “ดร. ทิม นพรัมภา” อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่จุดประกายความคิดในการจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อให้นิสิตได้ลงมือทำงานจริง เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนและส่งต่อความคิดๆดีให้กับสังคม อาจารย์เล่าให้ฟังถึงแรงจูงใจและกระบวนการในการขอลิขสิทธ์ TED มาทำกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า “ตัวอาจารย์เองเรียนและเป็นอาจารย์อยู่ที่อเมริกามานานมาก พอมาสอนที่จุฬาฯ เราก็สัมผัสได้ว่าเด็กที่นี่มีความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าเด็กเมืองนอกเลย แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ต่างคือ ทำไมเด็กจุฬาฯ ถึงชอบอยู่ในกรอบ จริงๆไม่ใช่แค่เด็กจุฬาต้องเรียกว่าเด็กไทย  ไม่ว่าจะมัธยมหรืออุดมศึกษาแทบทุกคนอยู่ในกรอบหมด เวลาสอนก็นั่งฟังกันเงียบๆ ไม่มีใครพูดคุย โต้แย้งกับอาจารย์เลย  แล้วพอดีทางคณบดีกับรองคณบดีคณะพาณิชย์ฯ ก็บอกเราว่าเดี๋ยวนี้ TED มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยนะ เราสนใจอยากทำไหม ลองศึกษาดู ประกอบกับที่เราชอบ TED อยู่แล้วจึงลองอ่านศึกษา ก็พบว่าเป็นงานที่ไอเดียดี อยากทำ แต่ทำคนเดียวคงไม่ไหว ก็ได้อาจารย์คณิตเข้ามาช่วย เพราะอาจารย์คิดว่ามันจะให้ประโยชน์กับเด็กเรามากเลย ถ้าได้ลองทำงานจริง ได้คนที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดความคิดให้เขาฟังแบบสนุกภายในสิบแปดนาที จึงคิดจะทำขึ้นมาเป็นครั้งแรก  ตอนแรกไม่รู้เลยว่าต้องจัดงานอย่างไร แต่ช่วงนั้นคุณมาตินผู้ริเริ่มการจัด TED ในไทยมีการจัด workshop ที่เชียงใหม่ เป็น mini event ของ TEDxChiangmai อาจารย์กับอาจารย์คณิตก็ได้ไปเข้าร่วม เพราะแจ้งความประสงค์ไปว่าอยากจัด TED ในจุฬาฯ เขาก็สอนเราว่ากระบวนการต่างๆต้องทำอย่างไรบ้างพอกลับมาเราก็มานั่งกรอกใบสมัคร นั่งคิดว่าจะใช้ชื่ออะไรดี ซึ่งกว่าจะขอลิขสิทธิ์มาได้ก็นานมาก”  จริงๆไม่ใช่แค่เด็กจุฬาต้องเรียกว่าเด็กไทย  ไม่ว่าจะมัธยมหรืออุดมศึกษาแทบทุกคนอยู่ในกรอบหมด ความคิดที่น่าชื่นชมของอาจารย์อย่างหนึ่งนั่นคือ การที่จะไม่เริ่มต้นจากการบอกเด็กว่าถูกหรือผิด เพราะเด็กจะโฟกัสแค่จุดเดียว ว่าจุดที่บอกคือสิ่งที่ต้องทำ ตัวอาจารย์เองอยากให้นิสิตช่วยกันคิด ฟุ้งให้เต็มที่ แล้วค่อยช่วยแนะ ทำให้เข้าที่เข้าทาง เสมือนว่ามีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่ถ้าบอกก่อนว่าอะไรถูก นิสิตก็จะใช้แค่หนึ่งตารางเมตรตรงนั้นที่อาจารย์บอกว่าถูก แต่ถ้าได้ความคิดทั้งหมดจากหลายๆคนมันก็จะเพิ่มคุณค่ายิ่งขึ้น  สามารถใช้พื้นที่ในการคิดและพัฒนาได้มากขึ้น  นอกจากนั้นเด็กๆจะได้ร่วมงานกับบุคคลที่เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ เช่น การดึงพี่ๆ BEC-Tero มาช่วยทำโปรดักชั่น การถ่ายทำวิดิโอ ถ่ายทอดสด นิสิตก็จะได้เรียนรู้งานการจัด event เขียนแผนงานจากพวกพี่เขา หรือการคุยงานกับสปีกเกอร์นั้นก็จะได้มุมมองอะไรกลับไปเยอะ ทุกคนจะได้เรียนรู้จากการทำงานจริง เสมือนว่ามีพื้นที่อยู่หนึ่งไร่ถ้าบอกก่อนว่าอะไรถูก นิสิตก็จะใช้แค่หนึ่งตารางเมตรตรงนั้นที่อาจารย์บอกว่าถูก แต่ถ้าได้ความคิดทั้งหมดจากหลายๆคนมันก็จะเพิ่มคุณค่ายิ่งขึ้น  สามารถใช้พื้นที่ในการคิดและพัฒนาได้มากขึ้น แน่นอนว่าในทุกการทำงานนั้นย่อมประสบกับปัญหาหรือความท้าทายต่างๆTEDxChula เองก็ต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้เช่นกัน อจารย์บอกกับ CHU! ว่า “อย่างแรกคือมันยังไม่มั่นคงด้วยตัวเอง เราอยากให้เด็กๆลุกขึ้นมาทำต่อกันเอง โดยที่ไม่ต้องมีอาจารย์เป็นตัวตั้ง เป็นชมรมหรือเป็นกลุ่มนิสิตอะไรก็ได้ อย่างที่สองคือ เราอยากให้เด็กพัฒนา ถ้าเราทำแบบเดิมเหมือนทุกปี นิสิตก็จะไม่พัฒนา เพราะฉะนั้นเราต้องทำอะไรที่มันไม่เหมือนเดิม ฉีกแนว เช่นปีแรกเราจำกัดคนเข้าฟังหนึ่งร้อยคน  ปีที่สองเราเลยมีโจทย์ว่าต้องมีผู้ฟังมากขึ้นกว่าเดิม อาจารย์เลยไป workshop ที่สวิสเซอร์แลนด์มา ซึ่งถ้าไปอันนี้เราจะสามารถจัดงานได้แบบไม่จำกัดจำนวนผู้เข้าฟัง ถือว่าเป็นสาม TED ในไทยที่ทำได้ จากนั้นเราตั้งเป้าว่าใหญ่อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้แน่นขึ้นด้วย ทุกฝ่ายก็จะมีโจทย์ที่ยากขึ้น เช่น ฝ่าย curator ก็ยากขึ้นกับการพูดคุยกับสปีกเกอร์เพื่อคิดเรื่องที่จะพูด  ฝ่าย PR ก็ยากในการทำอย่างไรให้คนฟังมาเต็มจำนวน แล้วปีนี้เราจะทำอย่างไรให้เด็กพัฒนาขึ้น เพราะเราก็ใหญ่แล้ว ดังนั้นเราต้องไม่มาแนวเดิม ซึ่งนั่นทำให้ต้องคิดต่อว่าแล้วจะทำอย่างไรหล่ะ มันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องท้าทายในทุกปี เพื่อที่ทุกคนจะได้คิดใหม่ ทำใหม่ กล้าออกจาก comfort zone” หากถามถึงปัจจัยที่ทำให้ TEDxChula ประสบความสำเร็จ อาจารย์ทิมมองว่าเกิดจากหลายปัจจัย อย่างแรกคือศักยภาพของนิสิต เด็กๆที่มาทำตรงนี้ทุกคนเก่ง มีความสามารถ ช่วยกันคิดหาทางออก ทางแก้ไขให้กับปัญหาสังคมไทย ความคิดก็มาจากหลายมุมมองเพราะนิสิตมาจากหลากหลายคณะ อาจารย์เป็นเพียงพี่เลี้ยงที่คอยตบซ้าย ตบขวาให้เข้าที่ และผลักดันให้ทุกคนไปถึงจุดสูงสุดของความสามารถ TEDxChula จึงมีความสดใส นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจากคณะ มหาวิทยาลัย และพาร์ทเนอร์เป็นอย่างดี เพราะกระแสตอบรับที่ล้นหลามในสองปีที่ผ่านมา ปีนี้จึงได้ดำเนินการจัดต่อ ซึ่งความโดดเด่นของ TEDxChula ในปีนี้นั้น คือไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่จะผลักดันให้คนลงมือทำจริงๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม นิทรรศการก็จะไม่น่าเบื่อ กิจกรรมในนิทรรศการเน้นการลงมือทำจริง เพราะไม่อยากให้ผู้ฟังมีแรงบันดาลใจแค่ตอนฟัง หรือหลังจบงานเพียงหนึ่งสัปดาห์ อยากให้พอฟังเสร็จได้แรงบันดาลใจแล้วรู้สึกว่าต้องทำให้ได้ แล้วกลับไปทำจริงๆ TEDxChula ในปีนี้นั้น คือไม่ได้เพียงแค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่จะผลักดันให้คนลงมือทำจริงๆ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม เราถามต่อว่าถ้ามีโอกาสมี Talk เป็นของตนเองอาจารย์ทิมจะพูดเรื่องอะไร อาจารย์หัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ถ้าอาจารย์มีโอกาสได้พุดคงอยากพูดเรื่องการจัดกิจกรมพวกนี้มาเข้าในระบบการศึกษา เรียกว่า Active Learning เรียนรู้จากการได้ทำจริง เรารู้สึกว่าตรงนี้มันยังหายไปจากกระบวนการเรียนของไทย ถ้าตรงนี้มันเข้ามาอยู่ในหลักสูตรได้ อาจารย์ว่าเด็กไทยจะไม่ได้แค่เรียนเก่ง แต่จะทำงานเก่งมากด้วย” สุดท้ายเราให้อาจารย์ฝากถึงนิสิตที่สนใจจะมาทำ TEDxChula หากมีโอกาสจัดอีกในปีหน้า “อาจารย์อยากให้นิสิตหลายคณะ ก้าวจากcomfort zone จริงๆ ทุกคนต้องกล้ามารวมตัวกันเพื่อพัฒนาสังคม TEDเป็นการสื่อสารที่สร้าง การเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้จริงๆ  ถ้าทุกคนมารวมตัวกันทำสิ่งนี้ อาจารย์มั่นใจว่าจะได้เรียนรู้ทักษะการทำงานหลายออย่างและได้คืนประโยชน์กลับสู่สังคม”   เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆที่เกิดขึ้นภายในรั้วจุฬาฯของเราที่ผลักดันให้นิสิตได้แสดงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ เห็นได้ว่าสิ่งดีๆแบบนี้เกิดจากประกายความคิดและความร่วมมือร่วมใจจากบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย CHU! เชื่อว่าหากทุกคนเชื่อในความสามารถของตน กล้า ที่จะลงมือทำ เราทุกคนในมหาวิทยาลัยจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวดีๆและเปลี่ยนแปลงสังคมได้

Interview

“เนติวิทย์” นิสิตที่ก้าวเดินด้วยความเชื่อด้านสิทธิมนุษยชน


โดย , , เมื่อ

เมื่อพูดถึง ‘เนติวิทย์’ หรือ ‘แฟรงค์’ เราเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละคนก็ย่อมรู้จักเขาในบทบาทที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมานำเสนอมุมมองความเชื่อของแฟรงค์ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ชั้นปีที่สองในบทบาทของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนในความคิดของแฟรงค์คืออะไร “สิทธิของมนุษย์ทุกคนที่พึงมี ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย สิทธิในการอยู่อย่างเสรี ไม่อยู่ภายใต้ความกลัวครับ” แฟรงค์บอกกับเราว่า เส้นทางความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนของแฟรงค์เริ่มต้นขึ้นในสมัยมัธยมฯ ผ่านกระบวนการตั้งคำถามถึงสิทธิและความเท่าเทียมกันของครูและนักเรียนในบริบทของสังคมไทย “ความเชื่อในสิทธิมนุษยชน จริงๆ ต้องพูดว่ามันเป็นชุดความคิดหนึ่ง ที่เชื่อกันอย่างจริงๆ จังๆ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับตัวผมเอง มันเริ่มมาจากสมัยมัธยมฯ ก็คือรู้สึกว่าทำไมครู อาจารย์ถึงต้องใช้อำนาจ เขามีสิทธิ์ไหมที่จะใช้อำนาจแบบกดขี่หรือทำให้เรากลัว เลยเริ่มรู้สึกว่าเรามีสิทธิเท่ากับเขาไหม การที่เขามาไถผมนักเรียน เขามีสิทธิตามธรรมชาติเหรอ” คำถามที่เกิดขึ้นผลักดันให้เนติวิทย์ศึกษาข้อมูลต่อมาเรื่อยๆ แม้จะยังกล้าๆ กลัวๆ จนกระทั่งช่วงมัธยมปลาย จึงก้าวเข้าสู่การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะตัวเองเชื่อว่าสิทธิมนุษยธรรมจะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อได้ลงมือทำ “สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ ตั้งแต่นั้นมาก็รู้สึกว่าเราจะต้องทำ ถ้าเราไม่ทำมันก็คือนามธรรมเท่านั้นเอง มันก็ไม่อยู่จริงถ้าไม่มีใครทำ” สิทธิมนุษยชนเป็นนามธรรม แต่มันจะเป็นรูปธรรมก็ต่อเมื่อเราทำมัน มันถึงจะเกิดขึ้นจริงได้ เห็นอะไรในสังคมไทยจากสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง “สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก หรือไม่ได้สนใจจริงๆ เพราะสังคมและสภาพแวดล้อมของเราไม่เอื้ออำนวยให้เกิดขึ้นจริง ครู อาจารย์ก็ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีด้วย โรงเรียนเองก็เหมือนกัน รวมถึงกระทรวงศึกษาฯ ส่วนใหญ่มีอะไรทันสมัยเขาก็เอามาแปะในหนังสือหมด แล้วเราก็รู้แล้วก็แค่นั้น กับชีวิตจริงก็คนละเรื่อง เราเรียนนิติธรรม นิติรัฐ แต่ถ้าไม่มีนิติรัฐ นิติธรรม ก็ไม่มีความหมาย แล้วก็เป็นสังคมที่มีคนที่มีความรู้เยอะ แต่แนวทางปฏิบัติก็อีกเรื่องหนึ่ง” “แสดงว่าเรารู้สึกว่ามันยังไม่ได้ออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติ เป็นแค่องค์ความรู้แล้วก็จบอยู่ตรงนั้น ใช่มันสามารถเอามาใช้จริงได้ ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกถึงความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมไทย” การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนในจุฬาฯ “มีการร้องเรียนเข้ามามาก เช่นเรื่องการแต่งตัวของนิสิตที่เป็นถกเถียงกัน นิสิตหญิงคณะหนึ่งใส่รองเท้ารัดส้นถูกต้องตามระเบียบไปเรียน แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่ตักเตือน” แฟรงค์บอก พร้อมเสริมว่า “บางครั้งอาจเกิดจากความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่และบุคลากรที่ไม่ได้อ่านกฎระเบียบใหม่ ทั้งนี้ได้มีการส่งเรื่องไปที่คณะต่างๆ แล้ว เพื่อแก้ไขปัญหานี้” “หรือแม้แต่การพูดโจมตี ดูถูกนิสิตในห้องเรียนของอาจารย์บางคณะ โดยใช้ทัศนคติทางการเมืองบางอย่าง ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในจุฬาฯ เดี๋ยวผมว่าจะไปนั่งฟังอยู่ว่าจริงหรือเปล่า” “และยังมีปัญหาการเก็บเงินของบางคณะที่มีปัญหามาถึงตอนนี้ ซึ่งก็มีนิสิต 7-8 คนส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามา” สังคมไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่ เป็นการให้ความสำคัญแบบฉาบฉวยมาก รู้สึกกังวลต่อจุดยืนของตัวเองบ้างไหม “รู้สึกกังวลบ้างครับ แต่พยายามจะไม่รู้สึกอะไร ที่ทำไปทั้งหมดเพราะมีเจตนาดี ผมเห็นว่าทุกคนเท่าเทียมกัน นิสิตหรือใครก็คือคนไทย ควรจะทำให้ดีขึ้น ไม่ได้ยึดติดในตำแหน่ง แต่กลัวว่าสิ่งที่ทำไปจะพังเพราะคนไม่เห็นค่า แต่เราก็พยายามวางรากฐาน พยายามทำให้นิสิตตระหนักและอยากให้สำเร็จในที่สุด” อะไรที่ทำให้เราเดินต่อถึงจะมีแรงเสียดทานมากมาย   “การศึกษาทำให้เราแตกต่าง ทำให้เรารู้อะไรมากกว่าคนอื่น เราอยู่ในสถานะที่พร้อมกว่า เราก็ต้องคิดเพื่อคนอื่นมากกว่า จริงๆ แล้วสังคมนี้สร้างขึ้นมาจากการช่วยเหลือกัน มีความเห็นอกเห็นใจกัน เราเลยรู้สึกว่าเราควรจะรักษาตรงนี้ไว้ เรียกว่าเอาความรู้และความเชื่อเราไปกระจายให้คนอื่น แต่ก็รู้สึกท้อถอยบ้าง คงอาจจะเป็นเพราะได้อ่านบทกวี บทความดีๆ ฟังเรื่องราวที่มีคนต่อสู้เรื่องสิทธิฯ จากต่างประเทศ ก็ทำให้ผมมีความหวัง” ฝากอะไรเกี่ยวกับคนในจุฬาฯ “อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ ถ้าเรานิ่งเฉยต่อปัญหา ปัญหาแบบเดิมก็จะยังอยู่หรืออาจจะเปลี่ยนไป ในทางกลับกัน เพราะเขาคิดว่าการนิ่งคือเรายินยอม ดังนั้นเราอย่านิ่งเฉย อย่าคิดว่าปัญหาอื่นไม่ใช่เรื่องของเรา ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน อยากให้ช่วยกัน” อยากให้กล้าที่จะคิดและทำ สิทธิฯ จะมีอยู่จริงก็ต่อเมื่อมันถูกนำมาปฏิบัติจริง มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงโลกได้ เราไม่ได้แค่อยู่ในจุฬาฯ แต่เราเปลี่ยนจุฬาฯ ได้ สังคมเราจะดีขึ้นได้ไม่ใช่เพียงแต่ทุกคนคอยเรียกร้องหาสิทธิมนุษยชนของตนเอง หากแต่ทว่าสังคมจะน่าอยู่ขึ้นได้เราต้องปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนอื่นด้วย  

Interview

พลิกความเชื่อ “ใครว่ารักแท้ผ่านแอพพลิเคชั่นไม่มีอยู่จริง”


โดย , เมื่อ

  ทินเดอร์อาจจะเป็นแอปพลิเคชัน ที่หลายคนเชื่อว่ายากที่จะเจอความรักจริงๆ แต่โซ่ ธนภรณ์ ชายหาด คณะวิทยาศาสตร์ ปีสอง กลับเป็นอีกหนึ่งคนที่ยังเห็นว่าไม่ว่าจะชีวิตจริงหรือแอปพลิเคชัน ก็มีรักดีๆ เกิดขึ้นได้ ความรักครั้งนี้เกิดขึ้นได้ยังไง “ตอนแรกคือเล่นแบบขำๆ ก็ไม่ได้เชื่อว่าจะเจอความรักได้ แต่ส่วนหนึ่งคือเรามีเพื่อนเป็นฝรั่งเยอะ เลยใช้ทินเดอร์ (Tinder) เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกภาษาอังกฤษด้วย” เล่นนานแค่ไหนแล้วเจอกับแฟนคนปัจจุบันได้ไง สามเดือนที่โหลดแอปพลิเคชันนี้ไว้ในโทรศัพท์ แต่โซ่บอกว่าเธอไม่ได้เล่นแบบจริงจัง แต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของรักครั้งนี้ “ถ้าปัดขวาคือถูกใจ ถ้าไม่ชอบก็ปัดซ้าย เราปัดหน้าจอไปเรื่อยๆ แล้วก็เจอรูปเขา (แฟนคนปัจจุบัน)  เลยกดเข้าไปอ่านประวัติแบบย่อของเขา เขาลงประมาณว่า เป็นสุภาพบุรุษ 90% อีก 10% เป็นวายร้าย เราว่ามันดูตลกๆ ดี เลยปัดขวา ถ้าสองคนปัดขวาเหมือนกันก็จะแมทช์กัน ถึงจะส่งข้อความคุยกันได้ แล้วเราสองคนก็แมทช์กัน” โซ่บอกว่าตอนที่ปัดขวาไปเขาอยู่ห่างออกไปประมาณสามกิโลเมตร แต่หลังจาก Match กันแล้วก็ยังไม่ได้คุยกันทันที ผ่านไปสักพักเขาจึงทักมา “เค้าบอกว่าเค้าเพิ่งถึงสิงคโปร์ เราก็ดูระยะทางมันเปลี่ยนจากสามกิโลฯ เป็นสามพันกว่ากิโลฯ สรุปคือเค้าเป็นคนสิงคโปร์ที่มาเที่ยวไทย” โซ่บอกอีกว่า ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจริงจัง เพราะเค้าอยู่ไกล ถ้าอยู่ไทยก็คงนัดเดทกันไปแล้ว “ก่อนหน้านี้เราก็แบบนานๆ ทีถึงจะตอบ เพราะรู้สึกว่าคงเป็นไปได้ แต่มันมีช่วงหนึ่งที่เค้าโทรวิดีโอผ่านไลน์มา แรกๆ เราก็ไม่อยากรับ เหมือนเจอในทินเดอร์ เรากลัว ก็ปฏิเสธไป” โซ่บอกว่าคนที่เคยเล่นทินเดอร์จะรู้ว่าในแอปพลิเคชันมีคนหลายประเภท รวมไปถึงบางคนที่จู่ๆ ก็ทักมาชวนไปทำกิจกรรมเข้าจังหวะตรงๆ หรือบางครั้งก็ส่งรูปวาบหวิวมาให้ใจหายเล่น จึงทำให้ตัวเองอดกลัวไม่ได้ว่าการโทรวิดิโอมาของอีกฝ่ายอาจมีจุดประสงค์แอบแฝง “แต่พอได้คุยกับไปเรื่อยๆ เราได้รู้จักตัวตนเขามากขึ้น ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนทัศนคติดี ความคิดดี หลังจากนั้นก็ได้คุยกันมากขึ้น เรื่อยๆ แล้วก็คุยกันมาตลอด” ทำไมถึงเชื่อในรักครั้งนี้ “คือบางทีเราคบกับใครสักคน เราโฟกัสแค่ปัจจุบัน แต่สำหรับเขา คือเขาคิดไปถึงอนาคตไว้เยอะมาก อย่างเช่น เราไม่ค่อยได้เจอกันนะ เราจะทำยังไง เราจะวางแผนยังไง เขาคิดไว้หมดเลย ทำให้เรารู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้โอเค ถ้าจะเชื่อดูก็ไม่เสียหาย” อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ทางไกลเป็นไปได้ “ส่วนตัวเราเป็นคนที่ถ้ามีความรักหรือมีแฟน จะไม่ค่อยเป็นคนที่เยอะมาก ไม่ต้องเจอก็ได้ นานๆ เจอทีเราโอเค เพราะเราเป็นคนรักอิสระนิดนึง แบบว่าอยากมีพื้นที่ส่วนตัว เลยไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนั้น ส่วนเขาก็จะคอยพูดอยู่ตลอดว่าเค้ารู้สึกยังไง บอกตลอดว่า ถึงจะห่างกัน แต่ก็ให้เรารับรู้ว่าเขารู้สึกยังไงกับเรา” “ตัวเขาทำให้เรารู้สึกเชื่อว่ามันเป็นไปได้ คือเราก็เคยคุยกันแรกๆ ว่า เออมันดูไม่น่าเป็นไปไม่ได้เลยนะ เจอกันในทินเดอร์ แถมเขากลับประเทศเขาไปแล้ว ไม่ใช่มาเจอกันตอนที่อยู่ไทย แต่เราก็คุยกันมาได้จนถึงตอนนี้” คิดว่าความสัมพันธ์ในอนาคตต่อจากนี้จะเป็นยังไง “ก็… (นิ่งคิด) ตอนนี้ก็คงต้องเชื่อ ว่าจะทำให้มันเป็นไปได้จริงๆ แต่เหมือนเราก็วางแผนกันว่าเราจะทำยังไง โอเคเราจะมาหา สลับกันไป เดี๋ยวเขามาไทยเดี๋ยวเราไปนู่น เราก็ไม่ได้ให้เขาพิสูจน์อย่างเดียวว่าเขาชอบเรา เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นด้วย ต้องมีความไว้ใจเชื่อใจกันเยอะมาก” เราก็ไม่ได้ให้เขาพิสูจน์อย่างเดียวว่าเขาชอบเรา เราก็พิสูจน์ให้เขาเห็นด้วย ต้องมีความไว้ใจเชื่อใจกันเยอะมาก โซ่บอกกับเราว่า ความสัมพันธ์ตอนนี้เป็นไปด้วยดี และตัวเองกำลังจะเดินทางไปเยี่ยมแฟนหนุ่มที่สิงคโปร์ในวันสุดสัปดาห์ที่จะมาถึง เป็นตัวอย่างความรักที่เกิดขึ้นได้ และกำลังเป็นไปอย่างสวยงามแม้ทั้งคู่จะไม่เคยได้เจอกันจริงๆ  

Interview

เปิดมุมมองชีวิต “นน” นิสิตออทิสติกในรั้วมหาวิทยาลัย


โดย , เมื่อ

เชื่อว่าหลายคนอาจจะมองว่าเด็กออทิสติกไม่สามารถมาเรียนมหาวิทยาลัยได้ แต่นน ขจิตพันธ์ ธีรวรวัชร์ คณะนิเทศศาสตร์ ได้แสดงให้เห็นว่าออทิสติกแล้วอย่างไร เรียนมหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน วันนี้เราจะมาเปิดมุมมองของหนุ่มออทิสติกที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการใช้ชีวิต อธิบายถึงลักษณะอาการของออทิสติกที่เป็นอยู่ให้ฟังหน่อย “เราค่อนข้างที่จะควบคุมระดับอารมณ์ได้ยาก เมื่อปะทะกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่รบกวนสมาธิ เช่นการพูดคุยกับคนจำนวนมาก การสื่อสารที่ไม่คุ้นชินกับคนแปลกใหม่ว่าจะปรับตัวอย่างไรดี นอกจากนี้ ยังมีปัญหากับการปรับตัวบางส่วนของการทำงานในองค์กรที่มี การทำงานยืดหยุ่นหรือไม่เป็นเวลา โดยการปรับตัวและการสื่อสารกับแหล่งใหม่เป็นไปค่อนข้างลำบาก” แล้วอะไรทำให้เราเอาชนะโรคออทิสติกได้ “เราเชื่อว่าเราปกติ ไม่มองว่าตนเองแปลกแยก แม้ว่าการเรียนรู้เราจะค่อนข้างช้า แต่เรียนรู้ได้ พยายามสังเกตคนรอบข้างในการปรับตัวและปฏิบัติตาม การก้าวข้ามผ่านความกลัวอาจไม่ใช่เรื่องง่าย” “ตอนปีหนึ่งเข้ามาใหม่ๆ เรากลัวกลุ่มเพื่อนบางกลุ่มมาก แต่เมื่อรู้จักถึงจะเริ่มหายกลัวไปทีละนิดๆ  การที่เราอยู่กับสิ่งนั้นบ่อยๆ ก็ทำให้เราหายกลัวไปทีละนิด พร้อมคอยกำกับตนเองและปรึกษาเพื่อนสนิทรอบข้างไปด้วย” เราเชื่อว่าเราปกติ ไม่มองว่าตนเองแปลกแยก แม้ว่าการเรียนรู้เราจะค่อนข้างช้า แต่เรียนรู้ได้   ทัศนคติของคนรอบข้าง         “ครอบครัวไม่ได้รู้ว่ามีอาการเหล่านี้แฝงอยู่ แต่มีการคอยดูแล และค่อยๆ สอนให้เรียนรู้การใช้ชีวิต  ส่วนการเข้าสังคมเพื่อนก็จะพยายามหาคนที่เข้าใจเรา สามารถคุยได้ตลอด ในตอนแรกเราไม่ค่อยเข้าหาใครบ่อย แต่การพิสูจน์ฝีมือในการทำงานที่ไม่แตกต่างจากคนทั่วไปทำให้เราสนิทใจกับเพื่อนมากขึ้น” อุปสรรค “การสื่อสารกับผู้อื่น บางครั้งเริ่มพูดไม่ถูก แต่ก็ค่อยเรียนรู้ และต้องฝึกการปรับตัวให้เข้ากับคน องค์กร หรือสถานที่ใหม่ๆ เช่นการฝึกงาน การปรับตัวช่วงแรกต้องค่อยๆ สังเกตและทำความเข้าใจ ต้องใช้เวลาในการปรับตัวที่นานกว่าผู้อื่น ซึ่งกำลังพยายามร่นเวลาให้ปรับตัวให้รวดเร็วยิ่งขึ้น” เป้าหมายในอนาคตต่อไปของเราคืออะไร “เป้าหมายคือการเรียนต่อด้านจิตวิทยาในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์พร้อมทั้ง เสริมสร้างความเข้าใจตนเองเกี่ยวกับอาการออทิสติก และการทำงานด้านสื่อออนไลน์ตามที่ได้เรียนมา” เป้าหมายคือการเรียนต่อด้านจิตวิทยาในการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์พร้อมทั้ง เสริมสร้างความเข้าใจตนเองเกี่ยวกับอาการออทิสติก   ความเชื่ออีกหนึ่งอย่างที่นำทางไปสู่ความสำเร็จได้นั่นก็คือความเชื่อมั่นในตัวเอง เมื่อเราเชื่อในตัวเอง ความเชื่อมั่นจะนำพาเราให้ก้าวไปสู้เป้าหมาย  

Interview

ไพ่ยิปซีในมุมมองของ “กั้ง” นิสิตวิทยาศาสตร์


โดย , เมื่อ

หลายคนอาจมองว่าความเรื่องเชื่อโชคชะตาเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องการทำนายอนาคตด้วยวิธีการต่างๆ วันนี้กั้ง อรกช เชาว์โพธิ์ทอง จากคณะวิทยาศาสตร์ จะมาแบ่งปันมุมมองความเชื่อเกี่ยวกับไพ่ยิปซีกับทุกคน   จุดเริ่มต้นที่ทำให้เชื่อในไพ่ยิปซีคืออะไร “ตอนแรกเราไม่เชื่อในไพ่ยิปซีเลย ไม่เชื่อว่าแผ่นกระดาษใบหนึ่งมันจะสามารถบอกอนาคตได้ แล้วมีวันหนึ่งก็มีคุณครูสมัยมัธยมฯที่ดูไพ่เป็นชวนเราไปดู เราอยากพิสูจน์ว่าจริงหรือเปล่า ก็เลยไป เราเลยถามว่าจะได้คณะตามที่หวังไหม แล้วปรากฏว่าเราก็ได้จริง” กั้งบอกว่าหลังจากนั้นตัวเองก็ยังไม่เชื่อในคำทำนายร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะพอรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีโอกาสสอบติดสูง แต่การได้ดูไพ่ยิปซีในวันนั้นได้จุดประกายให้กลับไปหาข้อมูลและเริ่มต้น เรียนรู้เกี่ยวกับไพ่ยิปซีอย่างจริงจังมากขึ้น   ช่วยอธิบายหลักการทำนายด้วยไพ่ยิปซีหน่อยได้ไหม ว่าเริ่มต้นยังไง แต่ละขั้นตอนจำเป็นกับกระบวนการในการทำนายยังไงบ้าง “อย่างแรกเราจะต้องให้คนที่มาดูสับไพ่เอง เหตุผลที่จะต้องให้เขาสับไพ่เองเป็นเพราะว่าเหมือนมันเป็นดวงของเรา จะสับกี่ครั้งก็ได้ จากนั้นก็ให้เขาตัดไพ่ออกเป็นสามกอง จะใช้มือซ้ายหรือขวาตัดก็ได้” กั้งเสริมว่าการใช้มือข้างใดข้างหนึ่งตัดไพ่ไม่มีผลกระทบใดๆต่อดวงชะตา แม้หลายๆคนจะเชื่อว่าต้องใช้มือซ้าย หรือมือข้างที่ไม่ถนัด กั้งบอกต่อว่า เมื่อตัดไพ่เสร็จแล้วจะต้องรวมไพ่ทั้งสามกองเป็นกองเดียวอีกครั้ง แล้วส่งให้ผู้ทำนายที่จะรับไพ่ทั้งหมดไปกรีดก่อนจะวางตรงหน้าคนดูเพื่อให้เลือกออกมาสามใบ แต่ก่อนจะเลือกคนดูจะต้องตั้งสมาธิให้แน่วแน่เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการถาม กั้งบอกว่าขั้นตอนนี้สำคัญมาก คนดูจะต้องมีสติมากๆ เพราะต้องใช้จิตในการถาม และคำถามที่ถามจะต้องชัดเจน “จากนั้นคนดูจะต้องเลือกไพ่มาทั้งหมดสามใบ แล้วส่งให้เราที่เป็นผู้ทำนาย ผู้ทำนายจะถามคนดูอีกครั้งว่าคำถามคืออะไรแล้วถึงจะตีความไพ่ออกมาเป็นคำตอบ” ไพ่ที่เลือกออกไปแล้วจะไม่ถูกนำกลับไปรวมกับกองไพ่ที่เหลืออยู่ เพราะกั้งบอกว่ายังมีไพ่อีกจำนวนมากที่ตอบคำถามเราได้ โดยไพ่ทุกใบสามารถตอบคำถามได้ในทุกๆ แง่มุม ทั้งความรัก สุขภาพ และการเงิน สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำนายด้วยไพ่ยิปซี คือถ้าเราถามคำถามเดิมซ้ำ คำตอบมีแนวโน้มจะออกมาประมาณเดียวกัน กั้งเสริม   สิ่งที่น่าสนใจและทำให้ไพ่ยิปซีแตกต่างจากการทำนายชนิดอื่นๆ คืออะไร “เรารู้สึกว่าไพ่ยิปซีเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัวเหมือนชีวิตของเรา เพราะชีวิตเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไพ่ยิปซีเราสามารถถามเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะมันไม่ได้กำหนดคำตอบที่ตายตัวให้กับเรา ไม่เหมือนการดูด้วยวัน เดือน ปีเกิด ที่จะกำหนดไปเลยว่าจะต้องเป็นแบบนี้ๆ แต่ว่าเขาไม่รู้หรอกว่าชีวิตที่เป็นเส้นไป พอมองเข้าไปในกราฟนั้นยังมีขึ้นลงๆอีกมาก ไพ่ยิปซีสามารถเข้าถึงชีวิตเราได้มากกว่า” กั้งเชื่อในไพ่ยิปซีกี่เปอร์เซ็นต์ “เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เชื่อประมาณ 50:50 เพราะสิ่งที่เราถามไปมันเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งเราจะเชื่อได้ก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ว่ามันเป็นจริง ยังไงเราก็ไม่สามารถปักใจเชื่อได้ว่ามันจะต้องเกิดขึ้นจริงๆ”   เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเชื่อในไพ่ยิปซี “สองสามเดือนที่แล้วเราดูไพ่ให้ตัวเอง แล้วไพ่ตีความหมายเตือนเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว แต่เราก็ไม่ได้เอะใจหรือถามต่อ ปรากฏว่าวันต่อมายายเราเสีย ตรงนี้เลยทำให้เราเชื่อมากขึ้น แล้วก็รู้สึกเสียใจว่าทำไมไม่ถามต่อ”   การเรียนวิทยาศาสตร์กับศาสตร์กับไพ่ยิปซี “(หัวเราะ) เราคิดว่าการดูไพ่ยิปซีมันเป็นงานวิจัย เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ถ้าดูแล้วมันเป็นจริงมันก็เหมือนสมมติฐานของเราเป็นจริง ถูกต้อง  การดูไพ่มันจะสนับสนุนเหตุผล ยกตัวอย่างว่าเราดูเกี่ยวกับการเรียน อ่านไพ่ออกมาแล้วปรากฏว่ามันบอกว่าการเรียนจะไม่ดี เลยถามต่อแล้วก็ตีความไพ่ได้ว่าเป็นเพราะเราจะขี้เกียจ ดูๆแล้วมันก็ดูสมเหตุสมผลดี”    เราคิดว่าการดูไพ่ยิปซีมันเป็นงานวิจัย เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง ถ้าดูแล้วมันเป็นจริงมันก็เหมือนสมมติฐานของเราเป็นจริง ถูกต้อง เอาความเชื่อไปปรับใช้ในชีวิตในด้านไหนบ้าง “การดูไพ่ยิปซีช่วยให้เราระมัดระวังตัวมากขึ้น ทำให้เราพร้อมในการใช้ชีวิตในวันถัดไป ถึงแม้ว่าไพ่จะบอกว่าจะมีเรื่องดีๆ เราก็ต้องไม่ประมาท” “เรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราขึ้นอยู่กับการกระทำ การทำนายก็มีผลมาจากการกระทำของเราด้วยส่วนหนึ่ง ผลจากการทำนายก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการกระทำของเรา อย่างเช่น ถามวันนี้ พรุ่งนี้คำตอบอาจจะเปลี่ยนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้เราไปทำอะไรมาบ้าง”   เรารู้สึกว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราขึ้นอยู่กับการกระทำ การทำนายก็มีผลมาจากการกระทำของเราด้วยส่วนหนึ่ง ผลจากการทำนายก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการกระทำของเรา อย่างเช่น ถามวันนี้ พรุ่งนี้คำตอบอาจจะเปลี่ยนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าวันนี้เราไปทำอะไรมาบ้าง หากการทำนายไพ่ยิปซีเปรียบเหมือนการเตือนผลของการกระทำล่วงหน้าในอนาคต มันก็คงไม่มีข้อเสียหายอะไรหากเราจะทำนายเพื่อเปลี่ยนแปลงการกระทำในปัจจุบัน

Interview

อุทยานจุฬาฯ: ของขวัญวันนี้เพื่อ 100 ปีข้างหน้า


โดย เมื่อ

ใครจะคิดว่าพื้นที่การค้าทำเลทองอย่างสวนหลวง-สามย่าน เกือบ 30 ไร่ จะถูกพลิกให้เป็นสวนสาธารณะใหญ่ใจกลางเมืองได้ โครงการอุทยานจุฬาฯ 100 ปี ตั้งอยู่ที่ถนนจุฬาฯ ซอย 5 ระหว่างจุฬาฯ ซอย 9 กับบรรทัดทอง ในพื้นที่สวนหลวง-สามย่าน เชื่อมต่อกับแนวแกนกลางของจุฬา จากที่ได้พูดคุยกับ อาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกผู้ออกแบบจากบริษัท Landprocess ผู้ชนะประกวดออกแบบสวนแห่งนี้ และเป็นศิษย์เก่าสถาปัตย์ จุฬาฯ ก็ทำให้เราพบว่า อุทยานนี้ไม่ใช่แค่สวนสาธารณะวิ่งเล่นออกกำลังธรรมดา แต่เป็นสวนสาธารณะสมัยใหม่ที่มีแนวความคิดด้านนิเวศวิทยาเมือง  และการผนวกสวนแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเมือง ( Park as Green Urban Infrastructure) ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและเมือง และฟังก์ชั่นพิเศษคือ Green roof ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นของขวัญชิ้นใหญ่จากชาวจุฬาฯ สู่สังคม เรามา ‘แกะกล่อง’ ทำความรู้จักและเดินชมอุทยานนี้ไปพร้อมกัน กว่าจะมาเป็นอุทยาน โครงการนี้เริ่มมาได้ยังไง เป็นดำริของทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยในผังแม่บทที่วางมานานแล้วที่จะให้แกนกลางของผังจุฬาฯ ที่เชื่อมต่อกับส่วนพาณิชย์เป็นพื้นที่สีเขียว โครงการนี้น่าจะวางแผนทำมาหลายสิบปีแล้ว เมื่อประมาณปี 2555 สำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ได้จัดประกวดแบบอุทยานเพื่อเฉลิมฉลองจุฬาฯ ครบรอบ 100 ปีขึ้นมา เราในฐานะภูมิสถาปนิกที่สนใจเรื่องเมือง และศิษย์เก่าจุฬาฯ เลยมาตีความในเชิงการออกแบบว่า ในข้างหน้าอีก 100 ปี อาจารย์และคนในรุ่นนี้คงไม่มีใครอยู่แล้ว เลยไม่ได้มองแค่ว่า จุฬาฯ ทำอะไรมา 100 ปี แต่มองว่าอีก 100 ปีข้างหน้า เราจะยังเป็นเสาหลักของแผ่นดินนี้ได้ยังไง การที่จะเป็นจุดอ้างอิงได้คือเราต้องทำให้เห็น ในตอนนี้และอีก 100 ปีข้างหน้า โลกจะต้องเผชิญกับภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ร้อนจัด แล้งจัด น้ำท่วมจัด เราเลยอยากใช้พื้นที่สีเขียวนี้ช่วยเมืองด้วยระบบพื้นที่สีเขียวที่ทำงานไปพร้อมกับเมืองและวิทยาเขตได้ ตึกและห้างสรรพสินค้ามีเยอะแล้ว ในขณะที่พื้นที่สีเขียวมีไม่เคยพอ ไม่ได้มองแค่ว่า จุฬาฯ ทำอะไรมา 100 ปี แต่มองว่าอีก 100 ปีข้างหน้า เราจะยังเป็นเสาหลักของแผ่นดินนี้ได้ยังไง คอนเซปต์โดยรวมของสวนเป็นยังไง สวนนี้เป็น Community park ขนาดรองรับระดับย่าน ไม่ได้ถึงกับรองรับเมืองแบบสวนลุมหรือสวนรถไฟ แน่นอนว่าฟังก์ชั่นหลักยังต้องตอบโจทย์เมืองและบริบทโดยรอบ คือเป็นสวนสาธารณะให้มาพักผ่อนหย่อนใจ จัดกิจกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก แต่ก็มีฟังก์ชั่นเป็นพื้นที่เพื่อสิ่งแวดล้อมให้กับเมืองด้วย ซึ่งคือจุดเด่นของสวนที่คณะกรรมการ คณาจารย์และทางทีมผู้ออกแบบทุกท่านช่วยกันคิด พาชมอุทยาน ในอุทยานมีอะไรน่าสนใจบ้าง มีห้องเรียนในธรรมชาติ 8 ห้องที่นิสิตมาใช้ได้ แต่ละห้องก็จะจัดไม่เหมือนกัน รอบข้างเป็นสวน เป็นห้องที่นั่งกับเพื่อนแล้วทำกิจกรรมได้ ไม่เหมือนที่เรียนในห้องเรียน การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ เวลาคุณอยู่สวน คุณได้ผ่อนคลาย แล้วประโยชน์ต่างๆ มันจะซึมเข้าไป มันเป็นการสอนทางอ้อม อาจารย์คณะไหนอยากมาใช้สวนเป็นห้องเรียนก็ได้ มีที่ออกกำลังกายให้ชุมชน มีพื้นที่เปิดโล่ง และมี Green roof ที่จะกำลังจะใหญ่ที่สุดในประเทศ ตัวมันเป็นนวัตกรรมสีเขียวด้วย ถ้าเกิดอาคารไม่มี Green roof น้ำก็จะไหลลง ตัวอาคารก็จะกระจายความร้อนให้กับเมืองเหมือนตึกทั่วไป แต่ถ้าอาคารมี Green roof ก็จะเหมือนแก้มลิงเก็บน้ำ ไม่คายความร้อนให้กับเพื่อนบ้าน และในตัวอาคารข้างใต้ก็จะเป็นหอนิทรรศการ มีพื้นที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่ได้ คืออัฒจรรย์ล้อมเวทีตรงกลาง เป็นแบบ Amphitheatre  มานั่งดูคอนเสิร์ต CU Band แล้วเรานั่งกันตรงเนินหญ้าได้ พื้นที่ใช้สอยบรรยากาศแบบนี้ จุฬาฯ ยังไม่มี เราใช้ต้นไม้ที่เป็นไม้ไทย ไม้ป่า และวัชพืช เพราะมันเหมาะกับพื้นที่ พยายามเลือกต้นที่ไม่เห็นทั่วไป อย่างพวกต้นพยูง ต้นชิงชัน ต้นคะนาง ต้นเสม็ดขาว ต้นเสม็ดแดง และแน่นอนต้องมีต้นจามจุรี หนึ่งห้องเรียนธรรมชาติจะมีต้นไม้หนึ่งชนิด เพื่อที่เราจะต้องรู้จักต้นไม้ ทุกอย่างคือการเรียนรู้หมด อาจจะไม่ใช่สวนที่เห็นดอกไม้สวยๆ ตามที่เห็นในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ หรืออะไร ในสวนนี้ พอฝนตกมันก็จะเก็บน้ำด้วยตัวมันเองเอาไว้ใช้ ช่วยอมน้ำเหมือนเป็นแก้มลิง และบำบัดน้ำในตัว โดยตัวสวนเป็นพื้นที่เอียง จะมีทางน้ำ มีบ่ออยู่ตรงกลางก็จะสูบน้ำขึ้นมาแล้วปล่อยน้ำไหล ช่วยเพิ่มออกซิเจน น้ำตรงนี้จะถูกนำไปรดน้ำต้นไม้ด้วย แล้วก็เอาน้ำที่บำบัดแล้วจากตึกข้างๆ เข้ามาในสวนแล้วบำบัดอีกทีหนึ่ง สวนมันให้อยู่ในแล้วในเรื่องสิ่งแวดล้อมและต้นไม้ต่างๆ แต่เรื่องนี้คือตั้งใจให้เลย ตรงนี้เป็นพื้นที่การค้ามานาน ทำไมถึงจะเปลี่ยนเป็นสวนขึ้นมา พื้นที่ตรงนี้เป็นเขตพาณิชย์ก็จริง แต่อยู่ตรงกับแกนของผังจุฬาฯ ซึ่งอย่าง Yale หรือ Harvard แกนจะเป็นลานกว้างที่เห็นจุด iconic ของมหาวิทยาลัย เหมือนลานพระบรมรูปสองรัชกาลและหอประชุมจุฬาฯ มันจะเป็นที่ที่เป็นภาพจำ ดังนั้น แกนคือทิศทางของการพัฒนา เปรียบเหมือนกระดูกสันหลังของวิทยาเขต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่สีเขียวและอาคารสำคัญ เช่น หอประชุมใหญ่ ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ฯลฯ ซึ่งมหาวิทยาลัยเราก็เป็นแบบนั้น แล้วจะคุ้มค่ากับปริมาณเงินเข้าที่เสียไปมั้ย ส่วนตัวคิดว่า ถ้าเราคิดถึงรายได้ที่เป็นมูลค่าอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าชีวิตของคนในชุมชน หรือแม้แต่ของบุคลากรจุฬาฯ เอง เราอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สังคมในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือเปล่า การที่คนมีสุขภาพดี ต้องอยู่ในเมืองที่มีสุขภาพดี เมืองที่มีสุขภาพดีก็เป็นเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดี เมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดีคือ มีพื้นที่ว่าง พื้นที่โล่ง มีต้นไม้ และจุฬาฯ เองก็ไม่ใช่องค์กรแสวงหาผลกำไร เราเลยควรเป็นตัวอย่างในการคืนคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย ถ้าเราคิดถึงรายได้ที่เป็นมูลค่าอย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าชีวิตของคนในชุมชน หรือแม้แต่ของบุคลากรจุฬาฯ เอง เราอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์สังคมในการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำหรือเปล่า อุทยานคือของขวัญ ที่นี่แตกต่างจากสวนสาธารณะอื่นยังไง ถ้าเป็นแนวคิดของสวนสาธารณะเดิมเราก็จะนึกถึงสวนหย่อม แต่นี่เราอยากให้เป็นพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืนตามคำว่า ‘ป่า’ มีต้นไม้ใหญ่ๆ ให้ร่มเงา มีต้นยางนาที่อีก 100 ปีข้างหน้าคงจะใหญ่ เราใช้ต้นไม้ที่เหมือนมาจากป่าแต่ไม่ได้ขุดมาจากป่า ต้นไม้เหล่านี้เป็นต้นไม้อายุยืน ถ้าเป็นพวกต้นไม้ประดับ บางทีมันมีอายุแค่ 40 ปีก็จะดูโทรมแล้ว เราเลยใช้ต้นไม้เขียวที่ยั่งยืนจริงๆ สวนนี้เลยเป็นการส่งต่อพื้นที่สีเขียวให้คนรุ่นถัดไป ซึ่งผศ.ดร.ต่อศักดิ์ สีลานันท์ หัวหน้าภาควิชาพฤษศาสตร์ ได้ช่วยวางแนวทางพืชพรรณไว้ด้วย เป็นการรวมผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านอย่างจริงจัง ป่าให้ระบบนิเวศที่ดี มันบำบัดน้ำได้เอง ไม่ได้สร้างความเสียหายหรือต้องไปหยิบยืมใคร อุดมสมบูรณ์ได้ด้วยตัวมันเอง และมันก็เผื่อแผ่ ก็เหมือนกับสวนนี้ ช่วยลดความร้อนและไม่แผ่ความร้อน เป็นร่มเงา ซับน้ำให้กับเมือง ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศที่ดี เหมือนเอามาซ่อมใหม่ เอาเซลส์ดีเข้ามาในเมือง แล้วทำไมเมืองถึงจำเป็นต้องมีสวนนี้ เมืองจำเป็นต้องมีพื้นที่สีเขียว กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยมาก เราพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติแต่ไม่ได้ให้อะไรตอบแทน อีก 100 ปีข้างหน้าเมืองอาจจะจมน้ำก็ได้ การมีพื้นที่แบบนี้เลยจำเป็น เมืองสุขภาพดี คนอยู่ก็สุขภาพดี เหมือนเมืองทางยุโรป ที่แค่เดินออกไปบนถนนก็รู้สึกชีวิตมีความสุขแล้ว เมืองไทยไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม จุฬาฯ ถึงควรทำเพื่อเป็นตัวอย่าง เมืองไทยไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม จุฬาฯ ถึงควรทำเพื่อเป็นตัวอย่าง แล้วอีกอย่าง สวนมันเป็นที่ที่คุณช่วยสอนเรื่องความเท่าเทียม เคยไปสวนเบญจสิริมั้ย มีเด็กในชุมชนจากครอบครัวทุกแบบมาเล่นกัน ภาพเหล่านี้ในสังคมไทยมีน้อยมาก เห็นแต่คนไปเดินห้าง เลยคิดว่าการให้พื้นที่สีเขียวเป็นการให้ห้องเรียนเชิงสังคม เป็นที่ที่นิสิตจะได้เจอกับชุมชนเพราะเราใช้ร่วมกัน เป็นที่ที่คนจนเจอกับคนรวย เหมือนเป็นห้องเรียนประชาธิปไตยด้วย คือทุกคนเท่าเทียมกัน ใครจะได้ประโยชน์จากสวนนี้บ้าง   คนที่ได้คือบุคลากรจุฬาฯ และคนในชุมชนต่างๆ สวนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจได้ ไม่ใช่เรียนเสร็จต้องเดินห้างอย่างเดียว เรามีทางเลือกเพิ่มคือมาเดินที่สวนกัน ออกกำลังกายกัน เราเปลี่ยนแนวทางการสอน … Continued

Interview

ไมโล ชยพัทธ์: ล้วงลึกเรื่องลับฉบับ Secret Alert


โดย เมื่อ

หลายคนคงเคยเห็นหน้าหนุ่ม ‘ไมโล’ ผ่านโลกโซเชียล หรือว่าทีวีกันมาบ้างแล้ว ทั้งงานประชาสัมพันธ์ภายในจุฬาฯ หรือบทบาทคนขายไอติมสุดหล่อจากซีรีส์ ‘ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์’ และไวรัลโฆษณา อีกมากมาย วันนี้ CHU! ขอพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ ไมโล ‘ชยพัทธ์ วิรัตน์โยสินทร์’ ในบทบาทของนักแสดงละครนิเทศ จุฬาฯ ปีล่าสุด เรื่อง ‘Secret Alert ห้ามเปิดก่อนได้รับอนุญาต’ หนุ่มไมโลจะเผยความลับออกมาขนาดไหน ไปติดตามพร้อมๆ กันเลย Milo’s Missions Q: ทำไมไมโลถึงชื่อ ‘ไมโล’ A: แม่เราเป็นครูภาษาไทย สอนอยู่ที่สาธิตจุฬาฯ แม่อยากให้ชื่อเชื่อมโยงกับความเป็นไทย ตอนแรกเลยได้ชื่อ ‘ไม้เอก’ มา แต่ชื่อไม้เอกอยู่ได้แค่ประมาณ 2 อาทิตย์เอง เพราะป้าบอกว่า “ชื่อไม้เอก ลูกจะดื้อ” ส่วนที่มาของชื่อไมโลก็คือ ตอนที่ยังอยู่ที่โรงพยาบาล ตอนนั้นยังไม่มีชื่อใหม่ จู่ๆ ก็มีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งพูดว่า “เอาชื่อไมโลมั้ย” ทุกคนก็เห็นด้วย แล้วพอดีน้าเขยเราเป็นคนเดนมาร์กเค้าก็บอกว่าไมโลเป็นชื่อเทพเจ้าของเดนมาร์กด้วย เราเลยได้ชื่อไมโลมา Q: ไมโลชอบการแสดงมาตั้งแต่ตอนไหน ตอนม.ปลายเราทำกิจกรรมเยอะ ทั้งโชว์ คอรัส หลีด เคยเล่นละครห้อง แล้วก็เคยกำกับละครห้องด้วย เป็นละครภาษาอังกฤษ ได้ที่ 1 เลยนะ ตอนนั้นเรารู้สึกเต็มที่มาก มากจนเพื่อนคงเกลียดอะ แบบ ไมโลจะจริงจังอะไรนักหนาวะ แต่เรารู้สึกสนุกและมีความสุขมาก เลยคิดว่าด้านละครก็น่าจะทำได้เหมือนกัน Q: แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยมา ได้ทำอะไรบ้าง A: ส่วนใหญ่ก็ถ่ายงานเป็นหลัก เช่นเล่นหนังที่พี่ๆ ทำเพื่อรับน้อง, ถ่ายงาน Open House, ถ่ายแบบเสื้องานบอลครั้งที่ 71, เป็นนักแสดงหนังสั้นจอจิ๋ว แสดงละคร Thesis ของพี่ๆ ภาค PA, เป็นทีมงานกางจอของพี่ๆ ภาค Film, พอปี 2 ก็เป็นสตาฟร้องเพลงในห้องเชียร์ แล้วล่าสุดก็เล่นละครนิเทศ จุฬาฯ Q: แบบนี้หรือเปล่าที่เรียกว่า ‘เต็มที่แบบนิเทศศาสตร์’ A: คำว่า ‘เต็มที่แบบนิเทศศาสตร์’ สำหรับนิเทศฯ น่าจะคือทุ่มเทให้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแบบสุดตัว ซึ่งถ้าสำหรับเราคือมีเท่าไรก็ให้เท่านั้นเลย ทำให้สุดเท่าที่เราจะสุดได้ Q: ต่างจากความเต็มที่ของคณะอื่นยังไง A: จริงๆ มันเทียบกันไม่ได้ คือเต็มที่ของคณะอื่น เค้าอาจต้องโฟกัสกับเรื่องเรียน ในขณะที่คณะเราจะเต็มที่กับการทำกิจกรรมมากกว่า แต่เรื่องเรียนพวกเราก็ยังรอด การทำงานในอนาคตนอกจากมีผลงานแล้ว เรื่องเกรดก็สำคัญนะ เพราะเกรดมันสื่อได้ว่าเราตั้งใจกับทุกอย่างจริงๆ หรือเปล่า คณะเราจะเต็มที่กับการทำกิจกรรมมากกว่า แต่เกรดมันก็สื่อได้ว่าเราตั้งใจกับทุกอย่างจริงๆ หรือเปล่า Q: เห็นว่ามีทำงานอื่นๆ นอกคณะด้วย แล้วการทำงานจริงต่างจากทำงานในคณะยังไง A: ต่างนะ เราอยู่คณะจนเหมือนครอบครัวแล้ว เรารู้สึกดีเวลาทำงานกับคนที่สนิทใจด้วย ต่างจากตอนไปทำงานข้างนอกกับคนที่เจอหน้ากันครั้งแรก เราจะไม่ได้เป็นตัวเองเท่าไร ซึ่งเวลาทำงานหน้ากล้อง มันต้องเป็นตัวเอง ดังนั้นทุกคนที่ทำงานสายนี้จะต้องแฮปปี้ไว้ก่อน เพราะถ้าเครียดแล้วมันเล่นไม่ได้ เลยต้องเรียกอารมณ์ตัวเองกลับมาเตรียมพร้อมไว้เสมอ Milo’s Top Secrets Q: กิจกรรมและงานเปลี่ยนอะไรในตัวไมโลบ้าง A: เรารู้สึกว่าเราได้เป็นไมโลมากขึ้นและคิดมากน้อยลง เมื่อก่อนเราเป็นคนคิดมากแบบสุดๆ เห็นโลกแคบด้วย แต่พอได้ทำกิจกรรมแล้วโลกก็กว้างขึ้น เราได้เจออะไรหลายอย่างที่ทำให้คิดว่า จะมาหยุดคิดมากกับตรงนี้ทำไม ในเมื่อเราปล่อยวาง ช่างมันบ้าง แล้วไปเริ่มทำอย่างอื่นต่อก็ได้ ไม่ต้องจมอยู่กับปัญหา อันไหนวางได้ก็วาง ปล่อยได้ก็ปล่อย แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้น จะมาหยุดคิดมากกับตรงนี้ทำไม ในเมื่อเราปล่อยวาง ช่างมันบ้าง แล้วไปเริ่มทำอย่างอื่นต่อก็ได้ Q: แล้วงานที่อยากทำในอนาคตล่ะ A: อยากทำ PR (Public Relations) ในบริษัทใหญ่ๆ และมีความมั่นคงในชีวิต ที่เราอยากเรียน PR คือเราอยากรู้เรื่องการตลาด เพราะว่าอยากเปิดธุรกิจของตัวเองด้วย ตอนนี้ยังไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหน แต่อยากขายอะไรที่ ง่าย แปลก และคนต้องการ อารมณ์แบบ สบู่กำจัดขน ซึ่งก็ไม่ต้องเป็นแบรนด์สู่ตลาดโลก แค่ขอให้ถูกใจคนไทยก็พอแล้ว Q: ตอนแรกนึกว่าอยากทำงานสายการแสดงซะอีก A: เราเป็นคนชอบการแสดง รู้สึกว่ามันสนุก ถ้ามีโอกาสก็อยากทำ แต่ทีนี้เราคิดว่าถ้าเราเป็นดารา แล้ววันหนึ่งเราขาขาด คือชีวิตในวงการจบเลยนะ มันไม่มั่นคงแล้ว อีกอย่าง ถ้าเป็นดารา ความเป็นส่วนตัวจะน้อยมาก แล้วเราเป็นคนที่ต้องการโลกส่วนตัว อยากมีเวลาให้กับตัวเอง Q: แล้วนิเทศฯ ตอบโจทย์ฝันของไมโลได้ขนาดไหน A: ตอบได้เยอะเลย เรามีความสุขที่ได้เรียน marketing ได้เรียนหลักโฆษณา รู้สึกว่ามันใช่มาก ทั้งกิจกรรมและการเรียนตอบโจทย์ได้หมดเลย อีกอย่างที่ชอบคือนิเทศฯ เป็นเหมือนครอบครัว อย่างตอนนั้นที่ไปถ่ายโฆษณาของเนสท์เล่อะ ตอนแรกเรากดดันมาก ยิ่งไม่มีเพื่อนยิ่งกดดัน แต่วันที่ถ่ายทำจริงๆ เจอผู้กำกับใส่เสื้อคืนสู่เหย้านิเทศฯ พี่เค้าชื่อพี่บุ๊ค เราก็เข้าไปคุยแบบ “ผมไมโล รุ่น 51 นะครับ” ตอนนั้นรู้สึกสบายใจขึ้นมาก แค่เราได้เจอพี่ในคณะก็รู้สึกว่าทำงานง่ายขึ้น กดดันน้อยลงมาก Milo’s Undercover Q: ปีนี้ได้เป็นนักแสดงละครนิเทศด้วย อะไรคือแรงบัลดาลใจให้ไมโลมา try out เป็นนักแสดง A: ตอนอยู่สาธิตจุฬาฯ ช่วงป.3 แม่เคยพาไปดูละครนิเทศเรื่อง ‘เทพนิยำ คนอลหม่าน นิทานอลเวง’ เกี่ยวกับเด็กเนิร์ดที่อ่านหนังสือแล้วหลุดเข้าไปอีกมิติ คนที่เล่นเป็นแม่มดคือพี่มาดามมด ตอนนั้นพีคมากจนเราคิดว่า ถ้าสอบติดนิเทศฯ จะต้องได้เล่นละครนิเทศสักปี ขอแค่สักครั้ง ไม่ต้องเป็นพระเอกก็ได้ ไม่ซีเรียสเลย Q: แล้วละครนิเทศปีนี้เป็นยังไงบ้าง ละครปีนี้มีชื่อว่า ‘Secret Alert ห้ามเปิดก่อนได้รับอนุญาต’ ปีนี้แปลกกว่าปีอื่นๆ มาก คิดว่าไม่น่าจะมีละครเวทีที่ไหนทำเกี่ยวกับโรงเรียนสายลับมาก่อน เป็นละครที่ครบรสมาก มีทั้ง ตลก ดราม่า และย้อนวัยไปในช่วง Back to School ด้วย เพลงเพราะ Fulfill อารมณ์มาก ทุกๆ ฝ่ายในละครเต็มที่กันมากจริงๆ ที่สำคัญคือบัตรถูกมากๆ (หัวเราะ) Q: ใน Secret Alert ไมโลเล่นเป็นใคร เราเล่นเป็นเท็ดดี้ เป็นคนที่สนุกกับทุกอย่างในชีวิต เวลาเท็ดดี้เศร้าหรือคิดมาก จะพยายามดันตัวเองขึ้นมา เป็นคนใสซื่อ เด๋อด๋า สนุกสนาน ติดการ์ตูน เชื่อคนง่าย แล้วก็ชอบจริงจังผิดที่ผิดเวลา Q: เท็ดดี้มีส่วนคล้ายไมโลมั้ย เท็ดดี้น่าจะเป็นเราที่สนุกกับทุกเรื่อง… คือการแสดง มันต้องมีส่วนหนึ่งที่เป็นตัวเองอยู่แล้ว เพราะว่าไม่มีใครที่สามารถเล่นฉีกจากตัวเองได้ขนาดนั้น ยกเว้นว่าเก่งจริงๆ สุดท้ายแล้วถึงเราเล่นอะไรที่ฉีกจากตัวเอง หนึ่งในนั้นก็ต้องมีส่วนที่เป็นเราอยู่ดี Q: การฝึกซ้อมของละครนิเทศเป็นยังไงบ้าง สำหรับละครนิเทศจะมีทีมงานบางส่วนที่ต้องฝึกซ้อมตลอด 6 เดือน … Continued

Interview

กอล์ฟมาเยือน: สู่โลกของช่างภาพมืออาชีพ


โดย เมื่อ

เชื่อว่าคนรักการถ่ายภาพหลายคนน่าจะพอคุ้นหูคุ้นตากับภาพสวย มุมมองแปลกๆ จากมุมสูงที่ถ่ายด้วยโดรน และชื่อของช่างภาพชื่อดังอย่าง ‘กอล์ฟมาเยือน’ ไม่มากก็น้อย เราชาว CHU! จึงอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักคนข้างหลังภาพให้มากขึ้น ในบทสนทนากับ กอล์ฟ กันตพัฒน์ พฤฒิธรรมกูล ที่แม้จะเพิ่งเป็นบัณฑิตสดๆ ร้อนๆ ของคณะบัญชีฯ ภาคการตลาด แต่กลับหันมาเลือกทำอาชีพช่างภาพอย่างจริงจัง ลองไปดูกันเถอะว่ากว่าจะมาเป็นกอล์ฟมาเยือน กอล์ฟได้เยือนอะไรมาแล้วบ้าง! เยือนโลกแห่งการถ่ายภาพ Q: สนใจถ่ายภาพมาตั้งแต่เมื่อไหร่ A: ปีสามครับ ก่อนหน้านั้นก็มีถ่ายเล่นๆ บ้าง มีกล้องก็ถ่ายมั่วๆ ไป ใช้กล้องธรรมดาเป็นกล้องเล็กๆ แบบคอมแพคเลย แต่ตอนปีสามก็เริ่มจริงจัง เริ่มศึกษาหาข้อมูลว่าทำยังไงจะเก่งขึ้น Q: อะไรที่ทำให้อยากศึกษาการถ่ายภาพขึ้นมา A: จำได้ว่าตอนนั้นเราจะไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อน แล้วมันไม่มีคนถ่ายภาพสวยๆ ในกลุ่มไง เราอยากได้ภาพดีๆ มาเก็บไว้ Q: เข้า CU Photo ได้ยังไง A: พอหลังจากเราศึกษาจริงจังแล้วก็ไปหาข้อมูล ว่าทำยังไงจะเก่งขึ้น ก็เลยไปรู้จักรุ่นพี่คนหนึ่ง ชื่อพี่แอล เป็นช่างภาพ landscape ที่มีชื่อเสียงมาก แล้วรู้ว่าพี่เค้าจะมาพูดให้ชมรม CU Photo เราก็อยากเข้าชมรมตอนนั้นเลย จะได้ไปฟังพี่เค้า หลังจากนั้นก็ทักไปที่ชมรมว่าเราอยากเข้านะ ต้องทำยังไงบ้าง ตอนแรกก็ไม่รู้ด้วยนะว่าเดินเข้าไปได้เลย เข้าใจว่าต้องสอบเข้า เรานี่เตรียมเลือกภาพสวยๆ ทำเป็น portfolio นึกย้อนไปก็ขำ เพราะไม่มีใครเค้าทำกัน (หัวเราะ) Q: แล้วได้อะไรจาก CU Photo บ้าง ก็ได้เรียนรู้อะไรจากชมรมเยอะแยะเลย เพราะข้างในก็มีคนที่เค้าสนใจเรื่องเดียวกับเราแล้วเค้าเก่งกว่าเราเยอะมาก พอเข้าไปเราเลยได้เรียนรู้จากเค้าด้วย ศึกษาด้วยตัวเองด้วย รวมๆ กัน เข้าใจว่าต้องสอบเข้า CU Photo เรานี่เตรียมเลือกภาพสวยๆ ทำเป็น portfolio นึกย้อนไปก็ขำ เพราะไม่มีใครเค้าทำกัน เยือนโลกของการทำงาน Q: ทำไมถึงหันมารับงานถ่ายภาพ พอเราถ่ายภาพไปได้ซักพักก็เริ่มคิดจะหาเงินละ ตอนนั้นชอบกินแซลมอนมาก แล้วแซลมอนมันจานละสี่ห้าร้อยงี้ สมัยเราเรียนอยู่ก็ยังหาเงินเองไม่ได้ไง จะขอเงินพ่อแม่มากินรัวๆ มันก็แพง เราเลยจะรับงานถ่ายภาพ งานแรกที่รับคือ portrait เต็มวันสองพันบาท ตัดราคาชาวบ้านเค้าเลย คนอื่นนี่สามสี่พัน แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าทำงานแล้วได้เงินสองพันนะ แต่คิดว่าทำงานแล้วจะได้แซลมอนสี่จาน ในหัวนี่คือเป็นภาพข้าวหน้าแซลมอนโผล่มาสี่จานก็คิดว่าเยอะแล้ว คุ้ม อาทิตย์นึงกินได้สองจาน รับหนึ่งงานกินได้สองอาทิตย์ Q: ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดเรื่องจะถ่ายภาพเป็นอาชีพด้วยใช่มั้ย A: ไม่เลย (หัวเราะ) คิดแค่ว่าเราอยากกินแซลมอน Q: แล้วตอนไหนที่คิดว่าควรจะรับงานเป็นอาชีพจริงๆ แล้ว A: น่าจะหลังเรียนจบแล้วนะ เพราะตอนที่เราเรียนจบใหม่ๆ ก็มีงานหลักเกือบๆ แสนแล้ว ถ่ายงานดีๆ บางทีได้เจ็ดแปดหมื่นเลยก็มี เราก็เลยมาคิดว่าถ้าเราทำงานประจำแล้วได้ประมาณหมื่นสองหมื่นแถมไม่ใช่แนวที่เราชอบด้วยคงไม่ดีเท่าไร ไปทำอะไรที่เรามีความสุขดีกว่า งานมันก็จะออกมาดีด้วย ก็เลยมาทางถ่ายภาพนี่แหละ ต่อมาเราก็คิดว่าถ่ายภาพอย่างเดียวคงไม่เวิร์ค เลยจะเป็นบล็อกเกอร์ด้วย ก็เลยทำเพจไปด้วย เราเรียนการตลาดมาก็เลยคิดว่าอยากสร้างแบรนด์ของตัวเอง พยายามหาวิธีว่าเราจะทำให้มันแตกต่างจากช่างภาพทั่วไปได้ยังไงบ้าง Q: แล้วทำไมต้องชื่อเพจ ‘กอล์ฟมาเยือน’ A: ไม่มีเหตุผล มันกวนดี (หัวเราะ) แล้วเราตั้งเป็นชื่อเพจ พอคนกดไลค์เยอะๆ มันเปลี่ยนชื่อเพจไม่ได้ เลยใช้เลยตามเลย เยือนโลกความเป็นจริง Q: ทางครอบครัวมีความเห็นยังไงกับการยึดอาชีพ ‘ช่างภาพ’ ของคุณ A: ตอนแรกพ่อก็ไม่โอเค คือที่บ้านไม่ได้บังคับ ค่อนข้างปล่อยมากๆ ก็จริง แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้ถ่ายภาพเท่าไร เหมือนเค้ายังมีความคิดแง่ลบเกี่ยวกับช่างภาพอยู่ แบบผู้ใหญ่สมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยเห็นคุณค่าของงานศิลปะ ไม่ได้คิดว่างานถ่ายภาพมันจะทำเงินได้ พ่อเคยบอกว่า “ถ่ายภาพถ่ายไปเถอะ เดี๋ยวเค้าก็ลืม วันนี้เค้ามาชมว่าภาพเราสวย พรุ่งนี้เค้าก็ลืมแล้ว” ตอนนั้นเราก็ท้อนะ แต่สุดท้ายก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าเราจะจริงจังกับมันให้ได้ และประสบความสำเร็จกับมันให้ได้ แล้วเราก็ต้องทำให้ได้ แล้วเราก็ทำไปเรื่อยๆ ตั้งแต่รู้ว่าเราถ่ายภาพแล้วได้เงินเพียงพอ พ่อเค้าก็โอเคกับมันแล้ว สุดท้ายก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าเราจะจริงจังกับมันให้ได้ และประสบความสำเร็จกับมันให้ได้ แล้วเราก็ต้องทำให้ได้ Q: คิดว่านอกจากเงินแล้ว งานถ่ายภาพให้อะไรกับคุณอีกบ้าง น่าจะเป็นเรื่องสังคมนะ คือเราได้รู้จักเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง ได้รู้จักคนเยอะขึ้นมากๆ คือหลังจากเรารับงานมันก็ไม่ได้เรียนรู้แค่การถ่ายภาพ แต่มันทำให้เราเรียนรู้การเข้าสังคมแล้วก็มุมมองความคิดคนด้วย Q: แล้วข้อเสียล่ะ A: ข้อเสียน่าจะเป็นเรื่องของคนรอบข้างมากกว่า คือเวลาเราไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วเราอยากถ่ายภาพ ถ้าเค้าไม่ได้สนุกแบบเราเค้าก็จะเบื่อกัน อย่างเวลาเจอพระอาทิตย์ตกดิน คนปกติเห็นก็ยืนมองอยู่สักห้านาทีว่าสวยดีนะ แล้วก็เดินออก แต่เรานี่อยู่ได้ 2-3 ชั่วโมงเลย หลังๆ เราเลยต้องแบ่งแล้วว่าทริปไหนจะถ่ายภาพ ทริปไหนเที่ยว ถ้าจะถ่ายภาพก็จะถ่ายจริงจัง ถ้าจะเที่ยวก็ไม่ถ่ายภาพเลย ไม่ก็ถ่าย snap ง่ายๆ พอ Q: เคยโดนขโมยผลงานบ้างหรือเปล่า เยอะเลย แต่หลังๆ มานี่เราก็ไม่มีเวลามาสนใจ บางที search ภาพมาเจอเยอะมากที่เอาภาพเราไปแล้วไม่ได้เขียนเครดิตให้ ซึ่งเราก็ไม่ได้ใส่ลายน้ำในภาพด้วย เพราะไม่อยากให้มันเป็นจุดสนใจของภาพหรือเป็นจุดรบกวนในภาพไป เราอยากให้คนที่เห็นภาพเราเค้ารู้เลยว่านี่คือภาพของเรามากกว่า คือใช้เอกลักษณ์ของตัวเองแทนไปเลย หรือถ้าบางทีก็มีที่ใส่ลายน้ำลงในภาพ แต่เราจะใส่แค่เล็กๆ แบบเรารู้แค่คนเดียว ไว้เวลาจะอ้างอิงว่าเป็นภาพเรา Q: ระหว่างงานที่ชอบแต่ได้อะไรตอบแทนน้อย กับงานที่ไม่ชอบแต่ได้อะไรตอบแทนมากกว่า จะเลือกแบบไหน A: เราจะทำให้งานที่เราชอบมันให้อะไรเรามากกว่าให้ได้นะ ต้องมั่นใจในตัวเองว่าเราทำได้ อย่างเวลารับงานมันก็มีหลายงานที่เราไม่เคยทำ แต่พอถามว่าทำได้มั้ยก็จะตอบไปก่อนเลยว่าทำได้ จากนั้นก็หาวิธีทำให้วุ่นเลย อย่างงานถ่ายอาหารเราก็ต้องหา research หนักมาก เอาน้ำมาผสมกลีเซอรีน ทำให้น้ำเกาะตัวเป็นหยดที่ข้างแก้ว อาหารที่มันบนจานสวยๆ ต้องใช้กาวแปะไม่ให้มันร่วง อันไหนใช้น้ำแข็งปลอม ใช้น้ำแข็งจริง ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่ม เราว่าแต่ละคนก็มีจุดที่ถนัดต่างกันไป แต่ถ้าพัฒนาก็พัฒนากันได้ทั้งนั้นแหละ เยือนโลกผ่านเลนส์ของกอล์ฟ Q: อะไรที่ทำให้คุณเน้นถ่ายภาพ landscape   A: เราไม่ใช่คนที่เอนเตอร์เทนคนได้ ไม่รู้วิธีการบอกให้โพสท่า แล้วก็ไม่เข้าใจวิธีการมองหน้าของผู้หญิงด้วยว่ามุมไหนมันเป็นมุมสวย (หัวเราะ) ก็เลยชอบถ่ายห้องถ่ายตึกมากกว่า อย่างน้อยมันก็ว่าเราว่าถ่ายมันไม่สวยไม่ได้ ทุกวันนี้เราไม่รับงาน portrait แล้ว ยกเว้นเพื่อนหรือคนที่สนิทจริงๆ ไม่งั้นเหนื่อย Q: มีภาพไหนที่ถ่ายมาแล้วชอบเป็นพิเศษมั้ย มีภาพที่ไปลง National Geographic เป็นภาพที่เราไปถ่ายที่อินโดนีเซีย ชอบมาก เพราะมันเป็นมุมที่ทุกคนที่ไปอินโดฯ ต้องเห็นมุมนี้ เป็นทางขึ้นภูเขาไฟโมโม่ แต่ไม่มีใครเคยถ่าย เพราะต้องใช้เลนส์ระยะไกล แล้วก็เล็งมุมยากด้วย เลยชอบเป็นพิเศษ แล้วก็มีภาพวันพ่อ ภาพพลุ ภาพที่ใช้โดรนถ่ายจุฬาฯ ก็ชอบ ถ่ายออกมาแล้วรู้สึกว่าดีกว่าที่คิด เลยรู้สึกว่ามันพิเศษ Q: มีภาพถ่ายฝีมือใครที่ชอบเป็นพิเศษหรือเปล่า A: มี ชื่อพี่เก่ง วีรวุฒิ นนทเวชช์ เป็นรุ่นพี่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาพเค้าจะเป็นภาพที่เราไม่คิดว่าเค้าจะถ่ายออกมาได้ คือจะไม่ได้อลังการงานสร้าง บางทีแค่เป็นซอยธรรมดา ถ่ายง่ายๆ แต่กลับทำออกมาได้น่าประทับใจทุกภาพ Q: ไอเดียเบื้องหลังการเลือกมุมกล้องมาจากไหน A: ก็มาจากการดูภาพถ่ายนี่แหละ แต่ที่สำคัญคือเราต้องเลือกแนวทางให้ถูก คือบางครั้งภาพที่คนชอบเยอะก็ไม่ได้เป็นภาพที่ดี ภาพที่เรียกยอดไลค์เยอะๆ พอเอาไปเทียบกับภาพที่ดี … Continued

ปิดโหมดสีเทา