Chula Life

4 เคล็ด(ไม่)ลับพาหนีโสด ฉบับเด็กนิเทศ


โดย เมื่อ

1.อย่ามีแฟนเป็นคนในคณะ คำเตือนเรื่องหัวใจสำหรับเหล่าเด็กนิเทศก็คือ อย่ามีแฟนเป็นคนในคณะ ถ้าได้คนที่ดีเข้ากันได้และเวิร์คไปเลย จะเป็นคู่ที่เข้าใจกันสุดๆ เป๊ะปังเว่อ แต่ถ้าพลาดได้คนไม่ดี ไม่เข้าใจกัน ก็มีพังได้นะจ๊ะ เพราะถึงเลิกกัน แต่กิจกรรมคณะก็เยอะ อีเวนท์ก็แยะ ก็คงหนีหน้ากันไม่พ้นจากใต้ถุนคณะแน่ มิหนำซ้ำถ้าไปเจอว่าอดีตแฟนของเราไปปิ๊งปั๊งกับใครที่เรารู้จักในคณะอีก มีหวังได้ช้ำใจวนไปใครๆก็ช่วยไม่ได้เลยนะจ้ะนายจ๋า อีนี่ขอเตือน 2.ถ้าปี1ไม่มีแฟน จะไม่มีแฟนไป4ปี เป็นคำพูดติดปากของเหล่าเด็กนิเทศเลยก็ว่าได้ กับประโยคที่ว่า “ถ้าปี1แกยังไม่มีแฟน แกก็จะไม่มีแฟนไปทั้ง4ปีเลยนะ(เว่ย)” ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเป็นประโยคที่รุ่นพี่ปรมาจารย์นกทั้งหลายอยากจะบอกให้น้องปีหนึ่งรีบๆใช้ความสดใสเข้าสู้แบบเฟรชๆก่อนที่จะโดนงานและการสอบทับถมจนหมดโอกาสสะบัดส่าหรีไปซะก่อน แต่ถ้าคณะอื่นๆอยากจะมาช่วยพิสูจน์ให้ว่าความเชื่อของเด็กนิเทศอันนี้มันไม่จริง เด็กนิเทศทุกปีก็ยินดีจะสะบัดส่าหรีรอเลยจ้า   “ถ้าปี1แกยังไม่มีแฟน แกก็จะไม่มีแฟนไปทั้ง4ปีเลยนะ(เว่ย)” 3.เข้าคณะแล้วเลิกกับแฟน ไม่รู้ว่าพอเข้ามาในคณะแล้วเจอทั้งเฟรชชี่น้องใหม่หน้าใส ทั้งรุ่นพี่สุดเท่แสนเอาใจ หรือเพราะในคณะมีแต่คนหน้าตาดี เลยทำให้เหล่าเฟรชชี่ที่เข้ามาพากันหวั่นไหว โรคหัวใจกำเริบเลิฟ หันมาสวมคอนเวิร์ส โบกมือลาแฟนที่เคยคบมากันถ้วนหน้า แต่เอ๊ะ บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะว่าวิถีชีวิตของนิเทศต่างหากที่ทำให้เหล่าเฟรชชี่ต้องกลับมาห่มสาหรีสวัสดีความโสดกันอีกครั้ง เพราะกิจกรรมในคณะ และภาระงานอีกมากมายที่กองกันสูงประหนึ่งเทือกเขาหิมาลัย ทำให้เวลาของเหล่าเด็กนิเทศแทบจะไม่เหลือ คู่รักที่ไม่เข้าใจว่าทำไม๊ ทำไมพวกเด็กนิเทศจะต้องมาเต้น มาทำละคร มาตอกฉากกันนักหนา เวลาไม่มีให้แบบนี้ ก็ไม่รู้ว่างานยุ่งจริงหรือเธอแอบมีใคร คงไม่แปลกที่หวานใจแต่ละคนในคณะจะทนไม่ไหว ได้แต่ขอเซย์กู้ดบายกันทั้งนั้น แต่เด็กนิเทศก็อยากจะกระซิบบอกเหลือเกินว่า วอนสังคมเห็นใจพวกเราด้วย ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างไฟจากการเผางานของนิเทศ กับความฮ็อตปรอทแตกของพี่ราม พระเอกละครปีนี้ อะไรจะร้อนแรงไปกว่ากัน 4.ทำฉากแล้วได้แฟน ก่อนที่ละครนิเทศของทุกปีจะได้แสดงให้กับคนดูได้ดูกัน เด็กนิเทศทั้งสี่ชั้นปีก็ต้องรวมตัวช่วยกันทำฉากละครที่ใต้ถุน กลายเป็นแหล่งที่ทำให้รุ่นพี่ รุ่นน้อง และเพื่อนๆได้มาพบปะกัน ใครทำฉากมือเลอะ ก็มีคนป้อนน้ำป้อนขนม นั่งทำฉากด้วยกันไป นั่งมองตากันไป ก็อาจจะเกิดปิ๊งปั๊งกันขึ้นมาได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปีนี้เหล่าทีมงานทำฉากจะพากันสะบัดส่าหรีหนีโสด ตามชื่อละครปีนี้รึเปล่าน้า แต่ที่แน่ๆฉากละครปีนี้จะต้องเลิศแน่นอน ถ้าอยากรู้ว่าพลังรัก เอ้ย! พลังการร่วมแรงร่วมใจของเด็กนิเทศจะออกมายิ่งใหญ่แค่ไหน ก็อย่าลืมตีตั๋วมาเข้าชมกันนะจ๊ะนายจ๋า เพราะปีนี้ละครนิเทศฯเค้ามาในชื่อเรื่อง “Bharata Shaadi สะบัดส่าหรี หนีโสด” เรื่องราวเกิดขึ้นในเมืองที่ “ความโสดเป็นเรื่องต้องห้าม” สาวฮอตประจำเมืองอย่าง “เอช่า” กำลังยิ้มร่า เตรียมตัวสะบัดส่าหรีเข้าพิธีวิวาห์ แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น! เมื่อว่าที่สามีแสนดีของเธอกลับสลัดรักเธอไปอย่างกะทันหันและไร้เยื่อใย หนทางเดียวที่เธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างปกติสุข คือการตามหาเจ้าบ่าวมาเข้าพิธีวิวาห์แทนให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความโสดซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวเมืองหยามเหยียดที่สุดจะสร้างปัญหาให้กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อชายหนุ่มที่เธอต้องการมัดใจคือ “ราม” หนุ่มเจ้าสำราญที่เธอเคยฝากแผลใจไว้ให้เจ็บปวดเมื่อครั้งอดีต ปฏิบัติการมัดใจโจทก์รักเก่าครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่? เรื่องราวระหว่างความรักและความแค้นจะลงเอยอย่างไร? มาร่วมลุ้นและหาคำตอบไปพร้อม ๆ กับพวกเขาได้ในละครเวทีนิเทศจุฬาฯ ปีนี้ ขอเชิญผู้ชมที่สนใจร่วมลุ้นไปกับภารกิจหนีโสดสุดมันครั้งนี้ สะบัดเงินเข้ามาซื้อบัตรกัน และมาร่วมสะบัดส่าหรีกันในวันที่ 17-19 และ 24-26 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ ราคาบัตร 250, 300 และ 350 บาท สถานที่จำหน่ายบัตร คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00 – 18.00น. หรือซื้อออนไลน์ผ่าน www.showbooking.com  

Article,Chula Life

มองความเชื่อในรั้วสีชมพูผ่านเลนส์


โดย เมื่อ

ในปีหนึ่งๆ จุฬาฯมีนิสิตนับหมื่นคนเดินเข้าและออกจากสถานศึกษาแห่งนี้ บ้างมาเรียน บ้างมาทำกิจกรรม ไหนจะบุคลากรอื่นที่ไม่ใช่นิสิต เช่น อาจารย์ พนักงานขับรถ พนักงานทำความสะอาด ยิ่งสถานที่นั้นมีคนเยอะ ความคิดในแต่ละเรื่องก็ยิ่งแตกต่างหลากหลาย หรือพูดง่ายๆก็คือยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความคิด และความคิดก็นำมาซึ่งความเชื่อ “ความเชื่อที่แตกต่างกัน” “ความเชื่อกระจายตัวอยู่ทุกที่ เราจะสัมผัสถึงได้หากเรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับความเชื่อนั้น ในจุฬาลงกรณ์แห่งนี้ก็มีความเชื่อมากมาย อาจเป็นความเชื่อที่น่ารักๆ ของนิสิตกลุ่มเล็กๆ หรืออาจจะเป็น ความเชื่อของคนส่วนมากในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แล้วคุณล่ะ มีความเชื่อแบบไหนบ้างในจุฬาฯแห่งนี้” “ชโย ชโย จุฬาฯ สถานศึกษาสง่าพระนาม” “ความเชื่อเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อเป็นของตัวเอง ความเชื่อที่เรายึดถืออาจไม่เป็นความจริง และสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงก็อาจเป็นแค่ความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เราไม่อาจรู้ได้ว่าแต่ละคนมีความเชื่ออย่างไร จนกระทั่งเราได้ไปพูดคุยกับพวกเขา ลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ พูดคุยกับคนอื่นเยอะๆ เราจะได้อะไรกลับมามากมายแน่นอน” “เด็กวิทย์กีฬา เค้าก็ไม่ได้เป็นนักกีฬาสุดโหดทุกคนหรอกนะ” สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงก็อาจเป็นแค่ความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เราไม่อาจรู้ได้ว่าแต่ละคนมีความเชื่ออย่างไร จนกระทั่งเราได้ไปพูดคุยกับพวกเขา ลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ เราจะได้อะไรกลับมามากมายแน่นอน “มีความเชื่อยิบย่อยที่ถูกจำกัดอยู่แค่ในบางสังคม บางคนก็เจอกับมันทุกวัน แต่สำหรับบางคนที่ไม่ใช่คนในท้องที่นั้นๆ ก็คงไม่อาจจะรู้ได้เลย เพราะอันที่จริงแล้วทุกๆที่ในจุฬาฯ มี รายละเอียดเล็กๆซ่อนอยู่มากมาย อาจเป็นความเชื่อที่สร้างความเฮฮาในหมู่เพื่อน ความเชื่อสนุกๆในแต่ละกิจกรรมของคณะ หรือ ความเชื่อที่ทำให้เราขนหัวลุก ทุกสิ่งพร้อมที่จะให้เราไปค้นหา ถ้าเรากล้าเปิดใจ” “ถาปัตย์เป็นอีกคณะที่มีความเชื่อเยอะและน่าสนใจมาก แต่มันถูกจำกัดอยู่ในลานของพวกเขาแหละ ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่นัก” “ความเชื่อมักเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ นี่เองที่ทำให้สิ่งนี้แตกต่างจากความจริง แต่ความเชื่อก็เป็นจริงในความรู้สึกของเราเสมอ ถึงเราจะเป็นนิสิตที่ศึกษาเกี่ยวกับหลักความจริง สิ่งที่เป็นตรรกะ แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของใครหลายคนทั้งยามสุขและยามทุกข์เช่นกัน เราอยู่ในสังคมที่มีความลงตัวระหว่างวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์” “เข้าหอประชุมแล้วเคารพองค์พ่อด้วยนะครับน้องๆ” “ความเชื่อ ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือนกับเพลง เพลงบางเพลงเมื่อหมดยุคสมัยของมัน เพลงก็ถูกลืมเลือนไปตามวันเวลา มีเพลงใหม่ๆ เข้ามาแทนที่อยู่เสมอ บางเพลงก็ฮิตติดตลาดยาวนานเหลือเกิน บางเพลงก็ดังเป็นพลุแตก แล้วก็เงียบหายไป นั่นก็อยู่ที่ว่าคนในรุ่นนี้ได้ร้องเพลงให้คนรุ่นหลังได้ฟังสืบทอดต่อไปไหม” “ตึกนี้เคยใช้ทำกิจกรรมของจุฬาฯมากมาย พอเวลาผ่านไปที่แห่งนี้ก็กลายเป็นเพียงอนุสรณ์ความทรงจำของพี่ๆ รุ่นก่อนๆ” ความเชื่อ ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือนกับเพลง เพลงก็ถูกลืมเลือนไปตามวันเวลา บางเพลงก็ฮิตติดตลาดยาวนาน อยู่ที่ว่าคนในรุ่นนี้ได้ร้องเพลงให้คนรุ่นหลังได้ฟังสืบทอดต่อไปไหม “ความเชื่อส่วนใหญ่ ถูกตีกรอบด้วยสถานที่ สถานที่แห่งหนึ่งมีความเชื่อแบบนี้ อีกสถานที่หนึ่งก็มีอีกแบบ หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะผู้คนมีความทรงจำต่อเวลา สถานการณ์ และสถานที่ ความเชื่อจึงถูกตรึงอยู่กับสถานที่ด้วย” “ไหนตุ๊กแกน้า ว่ากันว่าใครเจอตุ๊กแกบนเรือสำเภาที่อยู่ในตึกนี้จะได้แฟนเป็นเด็กบัญชีแหละ”  

Chula Life

พระตำหนักดาราภิรมย์: พื้นที่จุฬาฯ ในเมืองเหนือ


โดย เมื่อ

กิจกรรมยอดฮิตเวลาไปเที่ยวเชียงใหม่ คงหนีไม่พ้นการหนีร้อนขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวๆ บนยอดดอย แต่ถ้าใครคิดเปลี่ยนแนว หาที่เที่ยวสวยๆ สบายๆ ได้ความรู้ CHU! ก็อยากแนะนำ พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ ที่ใครหลายคนอาจไม่รู้ว่าอยู่ภายใต้การดูแลของจุฬาฯ ด้วย วิธีเดินทางไป เริ่มกันที่การเดินทางก่อนเลย สำหรับใครที่ไปโดยรถส่วนตัวจะง่ายที่สุด นั่นคือขับมาตามถนนสายหลักมุ่งสู่อำเภอแม่ริมได้เลย ขับมาเรื่อยๆ พอห่างจากตัวเมืองได้ประมาณ 20 กิโลเมตร ให้เริ่มมองหาที่ว่าการอำเภอแม่ริมเป็นหลัก แล้วเลี้ยวซ้ายตรงสี่แยกไฟแดงเข้าไปอีก 50 เมตรก็ถึงแล้ว แต่ถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็ไม่เป็นไร สามารถขึ้นรถโดยสารไปได้ โดยขึ้นรถตรงท่ารถฝั่งร้านทองโอ้จินเฮงในกาดวโรรส (กาดหลวง) รถที่จะพาเราไปเป็นรถสีเหลืองที่มีป้ายเขียนว่า ‘แม่ริม’ อยู่หน้ารถ เป็นรถประจำทางสายแม่ริม-เชียงใหม่ ระวัง! โปรดเช็คป้ายหน้ารถให้ดีว่าไปแม่ริมแน่ เพราะรถสีเหลืองมีหลายสาย ระวังไปผิดสายน้า สำหรับสายนี้ ค่าโดยสารจะอยู่ที่ 16 บาทต่อคนเท่านั้น พอขึ้นรถแล้วบอกคนขับว่าขอลงที่สี่แยกอำเภอแม่ริม เดินเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกนิดก็จะถึงที่หมายของเรา พอถึงส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว ก็จะสังเกตเห็นพระตำหนักได้ไม่ยาก เดินเข้าไปที่จุดประชาสัมพันธ์เพื่อซื้อตั๋วเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้เลย ตั๋วราคา 20 บาทสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ถ้าพกบัตรนิสิตหรือแต่งชุดนิสิตไปด้วยก็เข้าชมฟรี! ถ้าพกบัตรนิสิตหรือแต่งชุดนิสิตไปด้วยก็เข้าชมฟรี! ภายในพิพิธภัณฑ์ เมื่อเราซื้อตั๋วเสร็จแล้ว อาสาสมัครของทางพิพิธภัณฑ์ก็จะมาช่วยพาชมรอบๆ พิพิธภัณฑ์พร้อมกับบรรยายความรู้ประกอบไปด้วย น่าเสียดายที่ทางพิพิธภัณฑ์ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายใน ดังนั้นถ้าอยากเห็นว่าเป็นยังไงก็ต้องไปดูด้วยตาตัวเองเท่านั้น แอบแชะมาให้คนอื่นดูไม่ได้จ้า พี่อาสาสมัครเล่าให้ฟังว่า พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ สร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา ซึ่งต่อมาจุฬาฯ ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดูแลรักษาพระตำหนักแห่งนี้ ทางมหาวิทยาลัยจึงได้บูรณะพระตำหนักขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์งดงามและใกล้เคียงสภาพเดิมมากที่สุด ก่อนจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนได้เข้าชม ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2541 เป็นต้นมา จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 20 ปีแล้ว หลังจากได้รับเกียรติให้ดูแลรักษาพระตำหนักแห่งนี้ จุฬาฯ ก็ได้บูรณะพระตำหนักขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์งดงามและใกล้เคียงสภาพเดิมมากที่สุด ก่อนจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนได้เข้าชม ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2541 เป็นต้นมา ตัวพระตำหนักแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างเอาไว้แสดงเครื่องมือทางหัตถกรรม ศิลปกรรม และเกษตรกรรม เช่น เครื่องทอผ้า เครื่องตำข้าว เครื่องสานไหม ส่วนชั้นบนเอาไว้แสดงประวัติความเป็นมาของพระตำหนัก และของใช้ของพระชายาเจ้าดารารัศมีครั้งยังอาศัยอยู่ที่พระตำหนักแห่งนี้ โดยแบ่งเป็น 7 ห้อง ดังนี้ ห้องโถง ในส่วนโถงทางเดินภายในพระตำหนัก เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติของพระตำหนัก และพระราชประวัติของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ให้เดินอ่านกันไปเพลินๆ เลย ส่วนบริเวณโถงกลางพระตำหนักจะมีพระแท่นที่พระราชชายาใช้สำหรับขึ้นหลังช้างจัดแสดงอยู่ ห้องรับแขก ห้องนี้มีไว้จัดแสดงของถวายอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ส่วนใหญ่เป็นเครื่องเรือนร่วมสมัย เครื่องเงิน เครื่องประดับ ที่แม้จะเก่าแก่แต่ก็งดงามไม่ต่างจากเครื่องประดับที่คนยังใช้กันอยู่ทุกวันนี้เลย ห้องบรรทม หรือว่าเรียกง่ายๆ ก็คือ ห้องนอน ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีนั่นเอง มีจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ พระแท่น และเครื่องบรรทมถวายของพระองค์ โดยทั้งหมดเป็นของที่พระราชชายาเคยใช้จริง แต่ละชิ้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ห้องพักผ่อน มีลักษณะคล้ายกับห้องนั่งเล่น มีแท่นยาวๆ สำหรับนั่งคุยสังสรรค์ กับถ้วยหมากหลายถ้วยบนขันโตก รวมไปถึงชุดน้ำชาที่จัดเรียงไว้เหมือนจะรอการใช้งาน ดูเผินๆ แล้วหน้าตาเหมือนฉากในละครย้อนยุคตามโทรทัศน์เลย ห้องจัดแสดงพระราชวงศ์ อีกส่วนหนึ่งของห้องโถง ที่พิพิธภัณฑ์ทำไว้สำหรับแสดงแผนผังลำดับพระราชทายาทของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ผู้เข้าชมได้ศึกษาความรู้ทางประวัติศาสตร์ ห้องฉลองพระองค์ ก็คือห้องแต่งตัวของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี มีการจัดแสดงตัวอย่างฉลองพระองค์บางชุดของพระองค์ พร้อมคำอธิบายวิธีการแต่งตัวของเจ้านายในสมัยนั้น ห้องสรง ห้องนี้ไม่ใช่ห้องที่พระราชชายาเคยใช้สรงน้ำจริง แต่เป็นแค่ส่วนจัดแสดงลักษณะห้องน้ำของราชวงศ์ในยุคก่อนโดยมีตั้งแต่อ่างอาบน้ำ อุปกรณ์ชำระร่างกาย ซึ่งในส่วนนี้ทางพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เอาของจริงมาจัดแสดง เป็นเพียงแค่ของจำลองให้คล้ายคลึงกับหน้าตาของใช้ในสมัยนั้น เพราะของจริงเสียหายไปมากแล้ว ชมบรรยากาศโดยรอบ พอเดินทั่วพระตำหนักแล้ว ก็ได้เวลาถ่ายรูปเล่นรอบๆ พระตำหนัก จุดเด่นของพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์แห่งนี้คือ สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของพระตำหนัก ที่สร้างตามสถาปัตยกรรมตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้จะดูโบราณ แต่ส่วนตัวเราคิดว่าค่อนไปทางความคลาสสิกเหนือกาลเวลามากกว่า นอกจากนี้ บริเวณรอบพระตำหนักยังมีสวนเจ้าสบาย ซึ่งเป็นสวนที่ปลูกขึ้นมาตามพระประสงค์ของพระราชชายา ถ้าฤดูหนาวปีไหนอากาศเหมาะสม สวนตรงนี้จะกลายเป็นสวนกุหลาบพันปีด้วย ดังนั้นถ้าปีไหนที่หนาวๆ ก็ลองแวะมาดูได้นะว่าจะสวยสะพรั่งแค่ไหน   หากใครอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศการเที่ยวเชียงใหม่ มาลองเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์แห่งนี้ พิพิธภัณฑ์ก็ยินดีเปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นเลย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 053-299-175

Chula Life

แมวแบทแมน: เซเลบประจำคณะอักษรศาสตร์


โดย เมื่อ

ทุกคนคงรู้จักคุ้นเคยกับอัศวินรัตติกาลที่มีชื่อว่าแบทแมน  ฮีโร่ในชุดสีดำที่คอยปราบปรามเหล่าร้ายในเมืองก็อทแธม แต่แบทแมนที่เราจะพาทุกคนมารู้จักในวันนี้ ไม่ใช่มหาบุรุษสุดเท่ผู้นั้น แต่เป็นแบทแมนตัวเล็กๆ มีสี่ขา และมีเสียงร้องเมี้ยวต่างหาก แบทแมน แบทเหมียว แบทแมนเป็นชื่อของแมวตัวหนึ่งที่สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกคณะอักษรศาสตร์เมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน รู้แต่เพียงว่า แบทแมนมักจะยึดทางเดินหน้าตึกมหาจักรีสิรินธรเป็นฐานที่มั่น นั่งมองดูนิสิตที่ผ่านไปมาบ้าง หรืออาจจะเดินสำรวจแถวนั้นเองบ้าง ไม่นานนักนิสิตก็คุ้นเคยกับมันและตั้งชื่อให้แมวหนุ่มหล่อตัวนี้ว่า ‘แบทแมน’ สาเหตุเพราะสีขนบนหน้าของมันที่เหมือนใส่หน้ากากแบทแมนไม่มีผิด นั่นคือหูกับหน้าครึ่งบนเป็นสีดำ ส่วนหน้าครึ่งล่างเป็นสีขาว ตากลมโตสีเหลืองสวย ส่วนที่ตัวก็เป็นลายสีขาวสลับดำ สาเหตุที่ชื่อ ‘แบทแมน’ เพราะสีขนบนหน้าของมันที่เหมือนใส่หน้ากากแบทแมนไม่มีผิด แมวของประชาชน ทุกคนที่รู้จักแบทแมนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “น่ารัก” ตั้งแต่แบทแมนมาอยู่ที่คณะ มันไม่เคยขู่คนเลยสักครั้ง  ชาวอักษรฯ หลายคนที่รักแมวอยู่แล้วก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปเล่นกับมัน และแบทแมนก็จะครางอย่างพอใจทุกครั้งที่มีคนลูบหัวลูบตัวหรือเกาคอให้มัน แต่ถ้าคนที่เดินผ่านไปมาไม่สนใจมัน มันก็จะเข้าไปเสนอตัวผูกมิตรเองด้วยการอ้อนแบบแมวๆ นั่นคือเดินเข้าไปคลอเคลียขาของมนุษย์เป้าหมาย แล้วหลับตาพริ้มเอาหัวถูไถขาโดยไม่ถามเจ้าของขาสักคำ มันดูมีความสุขเวลาได้อ้อนคน ถ้าคนเดินผ่านมาเป็นคู่ มันก็จะอ้อนทั้งคู่ไม่มียกเว้น แต่ถึงจะน่ารักขนาดไหน แบทแมนก็มีนิสัยเสียตามแบบฉบับแมวๆ อยู่อย่างหนึ่งคือ รักอิสระ นึกจะไปไหนก็ไป อยู่ดีๆ วันหนึ่งแบทแมนก็หายตัวไปจากหน้าตึกมหาจักรีสิรินธร หลังจากหลายวันผ่านไปโดยที่ไม่มีวี่แววของแบทแมนรีเทิร์น หลายคนก็เริ่มสงสัยว่าแบทแมนหายไปไหน ที่จริงแบทแมนไม่ได้หายไปไหนไกล แบทแมนแค่ย้ายฐานที่มั่นไปอยู่หน้าห้องอาหารมอร์แกน ห้องอาหารติดแอร์ที่อยู่ชั้น 2 ของโรงอาหารอักษรฯ  แต่นิสิตส่วนใหญ่จะกินอาหารที่โรงอาหารชั้นล่าง จึงไม่มีใครรู้ว่าแบทแมนหนีไปประจำที่หน้าห้องอาหารชั้นบน ที่นั่นแบทแมนได้อานิสงส์จากแอร์เย็นชื่นใจที่ผ่านออกมาทุกครั้งเมื่อประตูเปิด และถ้าเผลอเปิดประตูค้างไว้ เจ้าแมวรักสบายก็จะฉวยโอกาสเดินเข้าไปสำรวจตามโต๊ะต่างๆ ในห้องอาหาร ถ้ามีคนเรียกชื่อมัน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือเผลอเรียกก็ตาม แบทแมนก็จะเดินเข้าไปหา ช้อนตากลมๆ มอง แล้วออดอ้อนตามแบบฉบับของมัน ดูท่าว่าแบทแมนจะติดใจห้องแอร์จนไม่ยอมกลับลงไปอีกเลย แมวอะไร ไฮโซจริงๆ แบทแมนไม่ได้หายไปไหนไกล แบทแมนแค่ย้ายฐานที่มั่นไปอยู่หน้าห้องอาหารมอร์แกน แมวนิสัยเซเลบ “เคยเล่นกับแบทแมน พอจะไปก็บ๊ายบายแล้วเดินออกมา มันก็วิ่งมาขวางหน้า พันแข้งพันขาไม่ยอมให้ไป พอจะเดินก็ขวางอีก ไปไม่ได้ จนต้องลงไปเล่นด้วยต่อ เล่นจนพอใจมันก็นอน เราถึงไปได้”- นีนนิมมาน ยอดเมือง อักษร#2 ตอนนี้ทุกคนในคณะอักษรยกสถานะให้แบทแมนเป็น ‘เซเลบ’ ประจำคณะไปแล้ว ด้วยความเฟรนด์ลี่ขี้เล่นของมัน และแบทแมนก็ไม่ว่าหรอกนะถ้าเพื่อนๆ คนอื่นอยากจะมาสมัครเป็นแฟนคลับแบทแมนบ้าง แบทแมนรอต้อนรับทุกคนอยู่หน้าห้องอาหารมอแกนทุกวัน บางทีแบทแมนอาจจะหนีไปเดินเล่นที่อื่นบ้างตามประสาแมวก็อย่าโกรธกัน เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นเซเลบ ก็ต้องหาตัวยากหน่อยสิ จริงไหม   ถ่ายภาพโดย มณี โถสุวรรณจินดา

Chula Life

แมว = หมา: ก้อนขนเดินได้แห่งใต้ถุนนิเทศฯ


โดย เมื่อ

เปล่าเลย นี่ไม่ใช่การเปรียบเทียบคุณค่าของหมากับแมวอย่างออกหน้าออกตาแต่อย่างใด แต่คือหนึ่งในบทความสำหรับคนที่รักหมามากกว่าแมวแต่ก็ไม่ได้รังเกียจในขนอันอ่อนนุ่มของเจ้าตัวขี้อ้อนสี่ขา ส่วนเหตุผลของชื่อเรื่องราวที่ว่า “แมว = หมา” นั่นก็เพราะว่านี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหมาประจำคณะนิเทศศาสตร์ซึ่งมีชื่อว่า ‘แมว’ นั่นเอง มารู้จักแมว เจ้าแมวเป็นหมาเพศผู้ ขนไม่สั้นมากสีน้ำตาลอมทอง รูปร่างสันทัดค่อนไปทางใหญ่ มีใบหูตูบตกทั้ง 2 ข้าง มันสวมปลอกคอที่คุณยามประจำคณะหามาให้ติดคอไม่ห่าง ครั้งแรกที่พวกเราเจอมันคือเมื่อช่วงสิงหาคม-กันยายนปีที่แล้ว (2558) ได้ยินข่าวลือกันว่ามีคนเอามันมาปล่อยเอาไว้หน้าคณะ ในตอนนั้นสภาพแมวดูไม่ได้เลย ทั้งมอมแมมและสกปรกชนิดที่ถ้าเป็นคนมันคงเป็นคนที่ไม่เคยอาบน้ำหวีผมมาก่อนในชีวิต และนั่นคือภาพลักษณ์แรกของเจ้าแมว ทำไมต้องแมว ความรู้สึกแรกของเด็กในคณะบางคนที่มีต่อเจ้าแมวสามารถอธิบายสั้นๆ ได้ว่ามันคือ ‘หมาหยิ่ง’ เพราะมันชอบเดินหนีแทบทุกคนที่พยายามเรียกมันให้เข้าไปหา นิสัยสมกับชื่อแมวที่มีคนตั้งให้มันไม่ผิด แต่ความน่ารักของมันจะโผล่มาในเวลาที่มันหิวและเห็นว่าคุณมีของกินบางอย่างอยู่ในมือ มันจะใช้สายตาอ้อนวอนขัดกับใบหน้านิ่งแล้วแลบลิ้นเลียปากตัวเองให้คุณดู แน่นอนว่าน่าหมั่นไส้มาก ทำให้คนในคณะเห็นพ้องต้องกันว่ามันคือหมาที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับแมวมากเหลือเกิน ก็นิสัยมันเหมือนแมวอะ จนเมื่อระยะเวลาผ่านไปได้ 1 เทอม เด็กนิเทศฯ ก็เริ่มไม่รู้สึกแปลกใจที่มีเจ้าแมวอยู่ในคณะอีกต่อไป ดูเหมือนว่ามันจะเดินเอื่อยเฉื่อยย้ายตัวไปนอนตรงนู้นทีตรงนี้ทีได้เต็มที่ตามใจตัวเอง พวกเราไม่รู้สึกขัดใจหรือคิดบ่นเมื่อมันมานอนอยู่ใกล้ๆ เวลามีกิจกรรมของคณะ มันกลายเป็นหมาที่น่ารักของทุกคน จนเจ้าแมวเริ่มมีชื่อเรียกหลากหลายมากขึ้น ทั้ง “หมี” , “หมา” , “แฮร์รี่” , “เอ็ดเวิร์ด” ฯลฯ พวกเราเริ่มรักมันขึ้นทุกวัน เริ่มเห็นความสำคัญของมันทีละน้อย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าแมวเจออุบัติเหตุจนต้องเข้าโรงพยาบาล แม้ว่าในท้ายที่สุดจะไม่ได้อันตรายถึงแก่ชีวิต แต่เด็กนิเทศฯ จำนวนไม่น้อยก็เป็นห่วงมันอย่างมาก ด้วยเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้หลายคนได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วเรากำลังตกหลุมรักเจ้าก้อนขนเดินได้นี่โดยไม่รู้ตัว มาถึงตอนนี้ มันไม่ได้เป็นแค่เจ้าแมวที่น่ารักเท่านั้น หากแต่ได้กลายมาเป็นหมาประจำคณะที่ทุกคนรักและเอ็นดูไปแล้ว และที่สำคัญคือ เจ้าแมวที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นหมาหยิ่ง ตอนนี้มันได้เปิดใจให้กับทุกคนแล้ว พัฒนาการแมว ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่เจ้าแมวยังไม่คุ้นเคยกับใครในคณะสักคนเดียว มันคงจะทำหน้านิ่งใส่แล้วลุกขึ้นเดินหนีทันทีที่ใครพยายามเข้าไปเล่นด้วย ร้ายกว่านั้น มันอาจจะแยกเขี้ยวขู่เล็กน้อยด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก่อนลุกหนีไปปลีกวิเวกเพียงลำพัง ทว่าพอเวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งปี เจ้าแมวก็เริ่มยินยอมให้คนในคณะสัมผัสตัวมันอย่างสนิทใจ มันมักจะนอนคว่ำเหยียดขาหน้า จ้องมองคนที่เดินเข้าหาพร้อมกระดิกหางให้ คล้ายจะบอกว่าดีใจที่มีคนมาคอยเล่นด้วยและคอยมาอยู่เป็นเพื่อนมันที่ใต้ถุน ล่าสุดอัพเกรดแล้ว มีการตบขาหน้าใส่เวลาอยากให้ลูบหัวอีกต่างหาก ร้ายจริงๆ แต่ฉันว่าไม่ใช่แค่เจ้าแมวเท่านั้นหรอกที่ดีใจ เด็กนิเทศฯ ทั้งคณะเองก็ดีใจเหมือนกันที่ได้มีเจ้าแมวเป็นหมาประจำคณะ เราพอใจกับการได้เห็นมันนอนกลิ้งอย่างไม่มีอะไรทำไปทั่วใต้ถุนคณะ เรารักในพฤติกรรมแมวๆ ที่มันทำใส่คนไปทั่วทั้งที่เป็นหมา จากความไม่ประทับใจในครั้งแรกที่เจอ ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นความรักและความเอ็นดู ถึงขนาดที่ทำให้ต้องเกิดแอคเคานต์อินสตาแกรม @catcatatnitade ขึ้นมาให้มันโดยเฉพาะ แถมยังแซวเน็ตไอดอลพิมฐาด้วยการตั้งชื่อแอคเคาท์ว่า ‘แมวฐา’ เสียด้วย ทำเอานึกว่าเป็นเน็ตไอดอลตัวใหม่ไปเลย แต่ถ้าใครดูออนไลน์ไม่อิ่มใจ อยากสัมผัสความแมวๆ แบบตัวเป็นๆ ก็ลองเข้ามาแวะทักทายมันได้ที่บริเวณใต้ถุนคณะนิเทศศาสตร์ ไปจนถึงใต้ตึกพินิตประชานาถ จะเจอมันแสตนด์บายนอนกลิ้งเกลือกอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงเลยจ้า ถ่ายภาพโดย ชไมนาถ เหรียญวิจิตร์ (อักษรศาสตร์)

Chula Life

ชวนย้อนอดีต: เดินทางข้ามเวลากับพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ


โดย เมื่อ

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเกี่ยวกับการถ่ายภาพก้าวหน้าไปไกลมาก สามารถทำเป็นภาพเคลื่อนไหวและตกแต่งด้วยแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้ตามความพอใจ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็ได้รูปที่เอาไปอวดใครต่อใครได้มากมาย เราจึงชวนทุกคนมาสละความเร่งรีบแล้วร่วมออกเดินทางไปยังอดีตของการถ่ายภาพกันที่ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (Museum of Imaging Technology) ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่ายและเทคโนโลยีทางการพิมพ์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งโดยศาสตราจารย์กิตติคุณศักดา ศิริพันธุ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางภาพถ่าย และเทคโนโลยีทางการพิมพ์ในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและดําเนินการรณรงค์หางบประมาณและอุปกรณ์ด้านการถ่ายภาพ จากบริษัทและองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ อีกทั้งเป็นครบรอบการถ่ายภาพของโลกที่มีมาครบ 153 ปี พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมเรื่อง (ไม่) ลับของกล้องต่างๆ กล้องถ่ายภาพหายาก และอุปกรณ์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ ดังนั้นเพื่อความสนุกครบรสในการมาเยี่ยมชม เราจึงขอแนะนำให้ชวนเพื่อนของคุณ และติดต่อวิทยากรซึ่งเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาก่อนการเข้าชม เพราะนอกจากจะได้เพลิดเพลินกับเรื่องเล่าต่างๆ แล้วยังได้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับกล้องกลับบ้านอีกด้วย การจัดแสดงเริ่มต้นตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีการถ่ายภาพ จนเริ่มถ่ายภาพได้และเกิดภาพถ่ายแรกของโลก ไล่ตามวิวัฒนาการทางการถ่ายภาพอย่างต่อเนื่อง จากการใช้ฟิล์ม มาถึงยุคกล้องดิจิตอลที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ภาพเมืองไทยสมัยก่อน การถ่ายภาพเข้ามาในดินแดนสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่ไม่ได้รับความนิยม เพราะตอนนั้นยังมีความเชื่อที่ว่า การถูกถ่ายภาพจะทำให้คนเราอายุสั้นลง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ให้ฉายพระรูป โดยกระบวนการดาแกโรไทป์ คือการพิมพ์ภาพลงบนแผ่นโลหะที่มีน้ำหนัก ซึ่งพระองค์ได้ส่งพระฉายาลักษณ์ไปพระราชทานแก่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ส่วนทางพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีทางภาพฯ ก็ได้ขอสำเนามาเป็นภาพถ่ายขาวดำเพื่อร่วมจัดแสดงด้วย รัชกาลที่ 4 ยังสนพระทัยในวิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ รวมไปถึงการถ่ายภาพจิ๋วและสแตนโฮป คือ อุปกรณ์ชิ้นนี้ถือเป็นของเล่นที่มีลักษณะคล้ายกล้องจุลทรรศน์เล็กๆ ที่นำเอารูปถ่ายมาย่อให้เล็กลงบนฟิล์มถ่ายภาพที่เคลือบบนแผ่นโลหะ แล้วติดภาพไว้ที่ปลายแท่งงาช้าง ซึ่งประดิษฐ์โดยนายเรอเน ดากรอง ช่างภาพและนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส พระองค์จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงดากรองโดยเขียนด้วยพระองค์เองเป็นภาษาฝรั่งเศสในการสั่งทำสแตนโฮปขึ้น ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระราชทานกล้องและความรู้เกี่ยวกับกล้องและการถ่ายภาพให้แก่เจ้านายในราชสำนัก รวมไปถึงอุปกรณ์ที่หาชมได้ยากและสร้างความแปลกใจให้กับเรามาก นั้นก็คือ กล้องสามมิติและอุปกรณ์สำหรับดูภาพสามมิติ ในส่วนของกล้องสามมิติ หรือที่สมัยก่อนเรียกว่า กล้องตรีเนตรนั้น เป็นหลักการของเลนส์สองตัวในการถ่ายรูป โดยใช้ฟิล์มกระจก เมื่อได้ภาพถ่ายที่อยู่บนฟิล์มกระจกเรียบร้อยแล้ว มาถึงส่วนที่เป็นอุปกรณ์สำหรับดูภาพสามมิติ หรือสมัยก่อนเรียกว่า ถ้ำมอง เป็นของเล่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากของเจ้านายในราชสำนัก เมื่อส่องดูจะพบกับภาพสามมิติคล้ายกับปัจจุบันที่เราใช้แว่นตาในการชมภาพยนตร์สามมิติ เป็นหลักการที่นำรูปสองรูปมาซ้อนกัน (stereo viewer) ซึ่งภาพที่เราจะได้เห็นนั้นเป็นภาพถ่ายบ้านเมืองในอดีตที่หาชมได้ยากเช่นกัน นอกจากของเล่นของเจ้านายในราชสำนักแล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงกล้องถ่ายภาพส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จัดแสดงไว้ให้ชมกันด้วย กล้อง… ของเล่นที่จริงจัง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ในการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้น รวมไปถึง กล้องนิคอน (Nikon) ทองคำ ที่ได้รับบริจาคมาจากบริษัท นิคอน จำกัด โดยผลิตขึ้นมาในโลกนี้เพียง 500 ตัวเท่านั้น หรือสำหรับใครที่เป็นแฟนละครแนวสืบสวนสอบสวนหรือละครที่เกี่ยวกับสายลับ  ต้องประทับใจกับกล้องสายลับ ซึ่งมักจะมีขนาดกะทัดรัด และมาในรูปแบบที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง เช่น บุหรี่ กล้องส่องทางไกล ยางลบ ไฟแช็ก ฯลฯ ถ้าใครพบเห็นก็ล้วนคิดไปว่าเป็นของเล่นสะสมที่ใช้งานไม่ได้จริงแน่นอน ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังมีกล้องถ่ายภาพอีกมากมายที่แค่ได้เห็นก็ตื่นเต้นแล้ว โดยเฉพาะชื่อผู้บริจาคที่ติดอยู่ที่กล้องแต่ละตัว บางชื่อชวนให้แปลกใจเมื่อรู้ว่าคนคนนี้ก็เป็นนักสะสมกล้องตัวยงด้วย กล้องทุกตัวเก็บรักษาอยู่ในสภาพดีและยังสามารถใช้งานได้จริง สิ่งของทุกชิ้นในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ล้วนมีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ ทางจิตใจ และทางการศึกษา ขุมทรัพย์อันล้ำค่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม รอให้ชาวจุฬาฯ ไปเยี่ยมชม   ขอขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.ดร.ชวาล คูร์พิพัฒน์ ถ่ายภาพโดย วัชราวลี หุตะวัฒนะ (นิติศาสตร์)

Chula Life

Eat With CHU!: เจ๊โอว…รอบดึกในตำนาน


โดย เมื่อ

Eat With CHU!: เจ๊โอว…รอบดึกในตำนาน   แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “ร้านเจ๊โอว” ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในตอนนี้ และทันทีที่พูดถึงร้านเจ๊โอว สิ่งแรกๆ ที่เราต้องนึกถึงก็คงหนีไม่พ้นภาพของมาม่าชามใหญ่ ใส่เครื่องเยอะ ที่หลายคนต่างโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรือไอจี แต่หลายคนก็คงยังไม่รู้ว่านอกจากนี้แล้วเจ๊โอวขายอะไรบ้าง เจ๊โอวคือใคร? ขายแต่มาม่าอย่างเดียวไหม? เปิดร้านตั้งแต่เมื่อไหร่? วันนี้เราจะพาไปแนะนำให้รู้จักร้านฮอตฮิตติดลมแถวย่านจุฬาฯ กัน ร้านเจ๊โอวตั้งอยู่บนถนนจรัสเมือง เยื้องกับซอยจุฬา 16 หรือถ้าให้เด็กจุฬาฯ อย่างเราๆ เข้าใจง่ายที่สุดก็คืออยู่หลัง I’m Park นั่นเอง ร้านบริเวณแถบนี้จะมีความพิเศษอยู่ตรงที่เปิดดึก เหมาะสำหรับคนชอบกินมื้อดึกหรือนิสิตที่เพิ่งทำงานเสร็จ ก็จะหอบกันมากินกันอย่างครึกครื้น มั่นใจได้ว่าไม่น่ากลัว โดยเวลาเปิดทำการจะเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงตี 1 เอาเป็นว่ากินกันโต้รุ่งกันไปเลย โดยดั้งเดิมแล้ว ร้านเจ๊โอวเป็นร้านข้าวต้มเป็ดชื่อดังมาตั้งแต่ก่อนแล้ว ก่อนจะยิ่งดังลั่นขึ้นอีกด้วยเมนูพิเศษขนาดใหญ่บึ้มที่เป็นที่นิยม แน่นอนว่าผู้คนย่อมแห่มากินร้านนี้กันอย่างล้นหลาม ทันทีที่เราไปถึงร้าน หน้าร้านก็แน่นไปด้วยผู้คนนั่งรอคิว โดยเฉลี่ยแล้วจะต้องรอคิวประมาณครึ่งชั่วโมงถึงจะได้เข้าไปสั่งอาหาร ดังนั้นจึงควรโทร. ไปจองคิวกับร้านตั้งแต่เนิ่นๆ และให้ทันพอดีกับคิว หรือว่าถ้าอยากมาแล้วได้เข้าไปกินเลยต้องเป็นช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนเท่านั้น ไม่ได้มีดีแค่ที่มาม่า! ในส่วนของเมนูอาหาร แน่นอนว่าเพราะร้านเจ๊โอวเป็นร้านข้าวต้มเป็ด เมนูในร้านจึงประกอบไปด้วยกับข้าวสำหรับเป็นเครื่องเคียงข้าวต้มมากมาย เช่น ผัดผักบุ้งไฟแดง ยำคอหมูย่าง ไม่ได้มีแต่มาม่าชื่อดังอย่างที่เราเข้าใจกัน นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเล หรือแม้กระทั่งอาหารญี่ปุ่นอย่างยำแซลมอนอีกด้วย ในส่วนของราคานั้นก็ไม่ถือว่าแรงจนเกินไป กับข้าวแต่ละอย่างราคาจะอยู่ในหลักร้อยต้นๆ ถ้าพาเพื่อนมาช่วยหารก็จะยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่ ครั้งนี้เราจะพามาแนะนำเมนูสุดอร่อยที่มาร้านเจ๊โอวแล้วไม่ควรพลาดนั่นคือ ‘มาม่าโอ้โห’ เมนูชื่อดังที่ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน และอีกหนึ่งเมนูที่เด็ดไม่แพ้กันคือ ‘เป็ดพะโล้’ มาม่าโอ้โห เป็นเมนูที่ทางร้านจะเริ่มขายตั้งแต่ห้าทุ่มขึ้นไปเท่านั้น ความพิเศษของเมนูนี้ คือความ แน่น ของเครื่องที่ทางร้านใส่มาให้ โดยทางร้านมีให้เลือกสองไซส์ สำหรับไซส์เล็กจะเริ่มตั้งแต่ 120 บาทจนถึง 250 บาท ส่วนไซส์ใหญ่จะเริ่มที่ 640 บาท ถึง 800 บาท โดยความแตกต่างของราคาในแต่ละไซส์จะขึ้นอยู่กับเครื่องที่ใส่ ถ้าอยากกินเครื่องแบบจุใจไซส์เล็กต้องลองเมนู มาม่าโอ้โหหน้ารวม ราคา 250 บาท ที่มีทั้งหมูกรอบ หมูสับ ปลาหมึกและกุ้ง หรือถ้าใครพาเพื่อนมากันเยอะก็คงต้องสั่ง มาม่าโอ้โหหน้ากรรเชียงปูรวม ราคา  800 บาท ที่มีความพิเศษตรงที่การใส่เนื้อปูแน่นๆ เพิ่มให้เต็มอิ่ม นอกจากความแน่นของเครื่องแล้วนั้น น้ำต้มยำในตัวเมนูเองก็อร่อย เข้มข้น เพราะว่าทางร้านปรุงรสเองโดยที่ไม่ได้ใช้ผงปรุงรสที่มากับซองมาม่านั่นเอง ส่วนเป็ดพะโล้ที่เป็นอาหารชื่อดังของร้านอีกเมนูนึง จะมีสองขนาด ไซส์เล็กและใหญ่ ราคา 100 บาทและ 200 บาทตามลำดับ ถือว่าราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับความอร่อยของเมนู เพราะเป็ดของทางร้านจะมีเนื้อแน่นแต่ไม่เหนียว น้ำเป็ดพะโล้ที่ราดมาก็อร่อยกลมกล่อมไปกับเนื้อเป็ด อีกทั้งยังไม่เค็มจนเกินไป กินกับข้าวต้มแล้วอร่อยเข้ากัน สำหรับใครที่สนใจอยากไปลิ้มลองร้านเจ๊โอวบ้าง ทางร้านก็มีช่องติดต่อหลายทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ 08-1682-8816 หรือไลน์ไอดี haigao หรือถ้าใครสนใจอยากเข้าไปดูเมนูอาหารก่อนก็สามารถกดเข้าไปติดตามใน Instragram ได้ที่ jeh_o_chula ถ้าใครยังไม่มีโอกาสไปกินร้านนี้ ขอบอกเลยว่าพลาดมาก!   เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร CHU! Magazine ฉบับที่ 3 ประจำเดือนพฤษภาคม 2559

Chula Life

เกร็ดจุฬาฯ: พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


โดย เมื่อ

เกร็ดจุฬาฯ: พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย           หลังจากที่เปิดเรียนมาแล้วหลายสัปดาห์ เพื่อนๆ อาจจะเหนื่อยกับการเรียนและกิจกรรม และกำลังมองหาสถานที่เติมอาหารสมองและอาหารทางจิตใจให้กับตัวเองสักหน่อย เพียงแค่เดินผ่านหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์มาเพียงเล็กน้อย ก็จะพบกับอาคาร “พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” สถานที่ที่ CHU! จะมานำเสนอในวันนี้ ด้านในพิพิธภัณฑ์จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปชมกันเลย! พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี แห่งการสถาปนา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 26 มีนาคม 2557 โดยสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา เสด็จฯ มาเป็นประธานในพิธีเปิด เนื่องในวาระครบรอบ 97 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ระหว่างคณะศิลปกรรมศาสตร์และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ใกล้กับอาคารศิลปวัฒนธรรม และลานศิลปวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่รวบรวมข้อมูล และจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ที่แสดงถึงความเป็น “เสาหลัก แห่งแผ่นดิน” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ผู้ชมรับรู้ เข้าใจ และมีความภาคภูมิใจในความเป็น “จุฬา ฯ” ผ่านการนำเสนอแบบ Modern and Narrative Museum ด้วยสื่อมัลติมีเดียที่ทันสมัย แสดงถึงความเป็น สถานศึกษาชั้นนำระดับโลก   พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมี 4 ชั้น แบ่งได้ดังนี้ ชั้นที่ 1: จัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน จัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม และจัดแสดงผลงานทางศิลปะของนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดยในวันที่เราได้เข้าไปชมนั้น มีการจัดนิทรรศการภาพถ่าย “ขยายกฐินทาน : สกลทวาปี” ที่นำเสนอรูปถ่ายในหนังสือ “กฐินทาน : สกลทวาปี” ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จังหวัด สกลนคร โดยคำว่า “ขยาย” ในที่นี้หมายถึงการนำรูปภาพที่ไม่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือมาแสดงในนิทรรศการ และ ยังหมายรวมถึงการขยายรูปภาพให้ใหญ่เพื่อการจัดแสดงอีกด้วย ชั้นที่ 2: ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย ด้านหน้ามีการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความโดดเด่นในเชิงศาสตร์และองค์ความรู้ต่างๆ ในมหาวิทยาลัยอย่างรอบด้าน และสามารถเชื่อมโยงความสนใจให้ผู้เข้าเยี่ยมชมไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่สถาบันเจ้าของศาสตร์นั้นๆ โดยตรงต่อไป รูปแบบการจัดแสดงในส่วนนี้เน้นการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชม (Interactive Exhibition) มีแนวคิดในการนำเสนอโดยใช้แก่นเรื่องราว ผสมผสานกับวัตถุสิ่งของจัดแสดง เน้นการสื่อความหมาย และเนื้อหาที่จัดแสดงผ่านสื่อประสมที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น “นวัตกรรมระบบคุณภาพฮาลาลสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม” “โปรแกรมถอดอักษรไทยให้เป็นอักษรโรมัน” “โปรแกรมสังเคราะห์เสียงเพื่อผู้พิการทางสายตา” หรืออาจจะเป็นคำพูดง่ายๆ ที่พูดกันทุกวัน คือ คำว่า “สวัสดี” ก็ถือกำเนิดขึ้นที่คณะอักษรศาสตร์ของเรานี่เอง โดยมีพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนชีวะ) เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา และยังมีสิ่งอื่นๆ อีกมากที่จัดแสดงอยู่ภายในชั้นนี้ นอกจากนี้ทางด้านหน้าของห้องนิทรรศการ ยังมีประวัติของจุฬาฯ ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันอย่างละเอียด โดยนำเสนอในรูปแบบที่แปลกตาและน่าสนใจอย่างมาก ซึ่งดูแล้วช่างคล้ายกับ Timeline บนเฟซบุ๊คเสียเหลือเกิน ชั้น 3: อุทยานจามจุรี นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านกายภาพ (อาคาร และสถานที่ต่างๆ) ในจุฬาฯ ในช่วง 9 ทศวรรษที่ผ่านมา มีการนำเสนอผ่านทั้งนิทรรศการแบบจำลองอาคารในจุฬาฯ และยังมีวีดิทัศน์สารคดีอีกด้วย  ตัวอย่างที่น่าสนใจ เช่น ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จมาทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล และในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จฯ มาทรงปลูกต้นจามจุรีที่ด้านหน้าของหอประชุมจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย อันนำมาซึ่ง “ลานจามจุรีห้าต้น” ที่ทุกคนรู้จักกันในปัจจุบัน โดยพระองค์ได้มีพระราชดำรัสไว้ ดังนี้ “ฝากต้นไม้ไว้ห้าต้น ให้เป็นเครื่องเตือนใจตลอดกาล” ชั้น 4: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับสังคม นำเสนอเรื่องราวพร้อมภาพประกอบให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างพัฒนาการของมหาวิทยาลัยกับพัฒนาการของสังคมไทย แบ่งออกเป็น 2 แง่มุมหลัก คือ ด้านการเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย บ่มเพาะและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อ ตอบสนองความต้องการของสังคม และในด้านที่จุฬาฯ เป็นผู้สร้างคุณประโยชน์และนำสังคมไทยสู่ความเป็นสากล ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดไว้ให้เป็น “เรื่อง” รวม 100 เรื่องด้วยกัน โดยมีการนำเสนอผ่านการจัดนิทรรศการ สื่อประสม และยังมีวีดิทัศน์ให้รับชมอีกมากมาย โดยเฉพาะในตอนท้ายของนิทรรศการในชั้นนี้ยังมีการนำของใช้ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มาจัดแสดงอีกด้วย อันได้แก่ บัตรประจำตัวนิสิต กล่องดินสอ ไม้บรรทัด นับได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของทางจุฬาฯ ก็ว่าได้ สำหรับใครที่อ่านคอลัมน์นี้แล้ว อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศจริงๆ ก็สามารถมาได้ที่ พิพิธภัณฑ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09:00 – 16:30 น. และสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chulamuseum.blogspot.com หรือจะค้นหาในเฟซบุ๊คด้วยคำว่า Chula museum ก็ได้เช่นกันนะ CHU! หวังว่าเพื่อนๆ ทุกคนจะได้ลองไปเติมอาหารให้ทั้งสมองและใจให้อิ่มหมีพีมัน เพราะว่าความรู้เพียงในห้องเรียนอาจจะไม่เพียงพอ ยังมีประสบการณ์นอกห้องเรียนอีกมากมาย รอให้เราไปค้นหา อยู่ใกล้ตัวแค่นี้ ห้ามพลาดเชียวนะ!   ภาพโดย ณิชาภัทร คลอวุฒินันท์   เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร CU TODAY ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนตุลาคม 2557  

Chula Life

อาหารคลีน: กาพย์เห่ของกินดีต่อกายใจในรั้วจุฬาฯ


โดย เมื่อ

ในยุคที่เทรนด์กินคลีนกำลังมาแรง “อาหารคลีน” จึงเป็นที่นิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มคนที่มุ่งมั่นจะลดความอ้วนสร้างหุ่นสวย เพราะอาหารประเภทนี้มีปริมาณแคลอรี่น้อยแต่ก็ทำให้อิ่มท้องและมีคุณค่าทางอาหารไม่แพ้อาหารทั่วไป วันนี้ CHU! จึงขอนำเสนอ “อาหารคลีนและอาหารที่ให้พลังงานต่ำ” รอบรั้วจุฬาฯ เพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ 1. น้ำพริกกะปิกับผักต้ม ให้พลังงาน 28 kcal./1 ช้อนโต๊ะ เป็นเมนูอาหารคลีนแบบพื้นบ้าน กินคู่กับไข่ต้มก็อร่อย พิกัด โรงอาหารคณะต่างๆ 2. ผัดฟักทอง ฟักทอง 100 กรัมให้พลังงาน 26 kcal. และยังเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูง ไขมันต่ำ อุดมไปด้วยเบตาแคโรทีนและวิตามินเอ แถมยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด พิกัด โรงอาหารคณะต่างๆ ร้าน Clean Concept (หอ U-Center) 3. ผัดแกงเขียวหวานไก่ เมนูนี้ให้พลังงานเพียง 240 kcal./1 ถ้วย แต่อุดมไปด้วยโปรตีนจากเนื้อไก่และใยอาหารจากมะเขือพวงและเครื่องแกง พิกัด โรงอาหารคณะต่างๆ ร้าน Clean Concept (หอ U-Center) ร้าน `Fitnergy (Sport Complex และชั้น 2 อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ) 4. ข้าวต้มปลา ให้พลังงาน 325 kcal./1ถ้วย เป็นเมนูที่ย่อยง่าย และเนื้อปลาถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นยอด พิกัด โรงอาหารคณะอักษรศาสตร์และรัฐศาสตร์ 5. ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน เป็นอีกหนึ่งเมนูเพื่อสุขภาพยอดฮิต ให้พลังงาน118 kcal./จาน พิกัด โรงอาหารคณะอักษรศาสตร์ 6. ยำวุ้นเส้น ความจริงแล้ววุ้นเส้นเป็นอาหารจำพวกแป้ง แต่อยู่ในกลุ่มเดียวกับข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง จึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ขึ้นช้าลง โดยยำวุ้นเส้น 1 จานให้พลังงาน 120 kcal. พิกัด โรงอาหารคณะต่างๆ 7. แซนด์วิชโฮลวีท จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ผ่านการขัดสีน้อย จึงไม่ส่งผลเสียต่อระบบการจัดการน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน โฮลวีท 1 แผ่นให้พลังงาน 60 kcal. พิกัด โรงอาหารคณะต่างๆ (อาจไม่ใช่อาหารคลีน 100% เพราะน้ำสลัดที่เป็นไส้แซนด์วิช) ร้าน Clean Concept (คลีน 100%) ร้าน Fitnergy (คลีน 100%) 8. โยเกิร์ตธรรมชาติโรยเมล็ดเจียและกราโนล่า โยเกิร์ตธรรมชาติที่โรยด้วยเมล็ดเจียซึ่งมีคุณสมบัติช่วยปรับสมดุลระบบไหลเวียนโลหิต มีแคลอรี่ต่ำ และกราโนล่าที่ดีต่อระบบย่อยอาหารและช่วยลดคลอเรสเตอรอล พิกัด ร้าน Clean Concept 9. โฮลวีทวาฟเฟิลกล้วยน้ำผึ้ง อีกหนึ่งของหวานแนะนำเพราะอุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากโฮลวีท กล้วยช่วยปรับน้ำตาลในเลือด ลดอาการอยากกินของจุกจิก และน้ำผึ้งมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ พิกัด ร้าน Fitnergy 10. ผลไม้ ผลไม้ที่แนะนำสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักและสามารถหาซื้อได้รอบรั้วจุฬาฯ คือ แอปเปิ้ล กล้วย ชมพู่ มะละกอ และสตรอวเบอร์รี่ พิกัด โรงอาหารคณะต่างๆ ตลาดสดหน้าคณะเศรษฐศาสตร 11. พุดดิ้งผลไม้รวม เป็นขนมหวานแบบ Low Fat ที่ให้พลังงานไม่เกิน 100 พิกัด ร้าน Clean Concept 12. น้ำสมุนไพรผสมหญ้าหวาน เมนูนี้ให้พลังงานไม่เกิน 30 kcal./ขวด และหญ้าหวานยังเป็นพืชให้ความหวานแทนน้ำตาล พิกัด ร้าน Clean Concept ร้าน Fitnergy เห็นไหมหละ ว่าอาหารที่มีประโยชน์อยู่ใกล้ตัวแค่นี้ เพียงแค่เราใส่ใจที่จะเลือกกิน ก็สามารถมีสุขภาพที่ดีเป็นกำไรชีวิตให้ตัวเองได้ เพราะหลักสำคัญของการกิน ไม่ได้อยู่ที่ “ความอร่อย” แต่ยังรวมถึง “คุณค่า” ที่ให้แก่ร่างกายด้วย มากินคลีนกันเถอะ!   ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.lovefitt.com/healthy–fact http://www.pharmacy.mahidol.ac.th http://www.thaihealth.or.th เผยแพร่ครั้งแรกใน CU Health Fair Booklet เดือนมีนาคม 2559

ปิดโหมดสีเทา