Article,Chula Life

มองความเชื่อในรั้วสีชมพูผ่านเลนส์


โดย เมื่อ

ในปีหนึ่งๆ จุฬาฯมีนิสิตนับหมื่นคนเดินเข้าและออกจากสถานศึกษาแห่งนี้ บ้างมาเรียน บ้างมาทำกิจกรรม ไหนจะบุคลากรอื่นที่ไม่ใช่นิสิต เช่น อาจารย์ พนักงานขับรถ พนักงานทำความสะอาด ยิ่งสถานที่นั้นมีคนเยอะ ความคิดในแต่ละเรื่องก็ยิ่งแตกต่างหลากหลาย หรือพูดง่ายๆก็คือยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความคิด และความคิดก็นำมาซึ่งความเชื่อ “ความเชื่อที่แตกต่างกัน” “ความเชื่อกระจายตัวอยู่ทุกที่ เราจะสัมผัสถึงได้หากเรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับความเชื่อนั้น ในจุฬาลงกรณ์แห่งนี้ก็มีความเชื่อมากมาย อาจเป็นความเชื่อที่น่ารักๆ ของนิสิตกลุ่มเล็กๆ หรืออาจจะเป็น ความเชื่อของคนส่วนมากในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แล้วคุณล่ะ มีความเชื่อแบบไหนบ้างในจุฬาฯแห่งนี้” “ชโย ชโย จุฬาฯ สถานศึกษาสง่าพระนาม” “ความเชื่อเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล ต่างคนก็ต่างมีความเชื่อเป็นของตัวเอง ความเชื่อที่เรายึดถืออาจไม่เป็นความจริง และสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงก็อาจเป็นแค่ความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เราไม่อาจรู้ได้ว่าแต่ละคนมีความเชื่ออย่างไร จนกระทั่งเราได้ไปพูดคุยกับพวกเขา ลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ พูดคุยกับคนอื่นเยอะๆ เราจะได้อะไรกลับมามากมายแน่นอน” “เด็กวิทย์กีฬา เค้าก็ไม่ได้เป็นนักกีฬาสุดโหดทุกคนหรอกนะ” สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริงก็อาจเป็นแค่ความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง เราไม่อาจรู้ได้ว่าแต่ละคนมีความเชื่ออย่างไร จนกระทั่งเราได้ไปพูดคุยกับพวกเขา ลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ เราจะได้อะไรกลับมามากมายแน่นอน “มีความเชื่อยิบย่อยที่ถูกจำกัดอยู่แค่ในบางสังคม บางคนก็เจอกับมันทุกวัน แต่สำหรับบางคนที่ไม่ใช่คนในท้องที่นั้นๆ ก็คงไม่อาจจะรู้ได้เลย เพราะอันที่จริงแล้วทุกๆที่ในจุฬาฯ มี รายละเอียดเล็กๆซ่อนอยู่มากมาย อาจเป็นความเชื่อที่สร้างความเฮฮาในหมู่เพื่อน ความเชื่อสนุกๆในแต่ละกิจกรรมของคณะ หรือ ความเชื่อที่ทำให้เราขนหัวลุก ทุกสิ่งพร้อมที่จะให้เราไปค้นหา ถ้าเรากล้าเปิดใจ” “ถาปัตย์เป็นอีกคณะที่มีความเชื่อเยอะและน่าสนใจมาก แต่มันถูกจำกัดอยู่ในลานของพวกเขาแหละ ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่นัก” “ความเชื่อมักเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ นี่เองที่ทำให้สิ่งนี้แตกต่างจากความจริง แต่ความเชื่อก็เป็นจริงในความรู้สึกของเราเสมอ ถึงเราจะเป็นนิสิตที่ศึกษาเกี่ยวกับหลักความจริง สิ่งที่เป็นตรรกะ แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของใครหลายคนทั้งยามสุขและยามทุกข์เช่นกัน เราอยู่ในสังคมที่มีความลงตัวระหว่างวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์” “เข้าหอประชุมแล้วเคารพองค์พ่อด้วยนะครับน้องๆ” “ความเชื่อ ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือนกับเพลง เพลงบางเพลงเมื่อหมดยุคสมัยของมัน เพลงก็ถูกลืมเลือนไปตามวันเวลา มีเพลงใหม่ๆ เข้ามาแทนที่อยู่เสมอ บางเพลงก็ฮิตติดตลาดยาวนานเหลือเกิน บางเพลงก็ดังเป็นพลุแตก แล้วก็เงียบหายไป นั่นก็อยู่ที่ว่าคนในรุ่นนี้ได้ร้องเพลงให้คนรุ่นหลังได้ฟังสืบทอดต่อไปไหม” “ตึกนี้เคยใช้ทำกิจกรรมของจุฬาฯมากมาย พอเวลาผ่านไปที่แห่งนี้ก็กลายเป็นเพียงอนุสรณ์ความทรงจำของพี่ๆ รุ่นก่อนๆ” ความเชื่อ ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือนกับเพลง เพลงก็ถูกลืมเลือนไปตามวันเวลา บางเพลงก็ฮิตติดตลาดยาวนาน อยู่ที่ว่าคนในรุ่นนี้ได้ร้องเพลงให้คนรุ่นหลังได้ฟังสืบทอดต่อไปไหม “ความเชื่อส่วนใหญ่ ถูกตีกรอบด้วยสถานที่ สถานที่แห่งหนึ่งมีความเชื่อแบบนี้ อีกสถานที่หนึ่งก็มีอีกแบบ หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะผู้คนมีความทรงจำต่อเวลา สถานการณ์ และสถานที่ ความเชื่อจึงถูกตรึงอยู่กับสถานที่ด้วย” “ไหนตุ๊กแกน้า ว่ากันว่าใครเจอตุ๊กแกบนเรือสำเภาที่อยู่ในตึกนี้จะได้แฟนเป็นเด็กบัญชีแหละ”  

Article

Sexual Harassment ทำอย่างไรเมื่อภัยทางเพศอยู่รอบจุฬาฯ


โดย เมื่อ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬากันอย่างแน่นอน แต่ก็เป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่งที่ทุกคนให้ความสนใจสักพักแล้วก็จางหายไป ไม่ได้มีใครยื่นมือมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผู้เขียนและเพื่อนซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิสิตจุฬาฯ และได้รับการแต่งตั้งให้สังกัดกรรมาธิการตรวจสอบและความปลอดภัย จึงได้จัดทำแบบสำรวจออนไลน์ประเด็นการคุกคามทางเพศเพื่อมาเผยแพร่ วิเคราะห์ และนำเสนอในมุมมองต่างๆ จากแบบสำรวจออนไลน์นั้น พบว่ามีนิสิตจุฬาฯผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 50 จาก 220 คน เคยถูกคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬาฯมาก่อน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 22.72 ของนิสิตจุฬาฯ ที่ตอบแบบสอบถาม ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่น่ากังวล จากข้อมูลแบบสำรวจนั้นได้มีการร้องเรียนมาในลักษณะหลายกรณีศึกษาที่น่าสะเทือนใจ โดยจะขอแบ่งเป็น 2 กรณี   จากแบบสำรวจออนไลน์นั้น พบว่ามีนิสิตจุฬาฯ ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 50 จาก 220 คน เคยถูกคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬาฯมาก่อน   กรณีแรกคือการคุกคามทางเพศที่กระทำโดยบุคคลภายนอกจุฬาฯ เช่น กรณีมีผู้ชายขับรถจักรยานยนต์มาทำทีเป็นพูดจาถามบางอย่างแต่ไม่ชัดเจน พอนิสิตหญิงขอให้ทวนคำถามจึงพูดจาคุกคามในลักษณะขอกระทำลามกอนาจาร  กรณีการทำท่าทางหรือแสดงวาจาอันสามารถเข้าข่ายการคุกคามทางเพศของเหล่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างต่อนิสิต กรณีการลวนลามนิสิตบนรถโดยสารภายในจุฬาฯ (CU Shuttle Bus) และกรณีการที่มีผู้ชายแสดงอวัยวะเพศหรือแสดงการช่วยตัวเองต่อนิสิตผู้พบเห็น เป็นต้น กรณีที่สองคือการคุกคามทางเพศที่กระทำโดยบุคลากรรวมไปถึงนิสิตจุฬาฯ เช่น การพูดจากคุกคามทางเพศในลักษณะการพูดจาเชิงหยอกล้อนิสิตหญิง การแตะเนื้อต้องตัวของอาจารย์ที่กระทำต่อนิสิตและทำให้นิสิตรู้สึกถูกคุกคามทางเพศ และการคุกคามทางเพศโดยนิสิตด้วยกันเองในหอพักของมหาวิทยาลัย เป็นต้น ก่อนที่ผู้เขียนจะเสนอแนะต่อวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนอยากนำเสนอประเด็นที่อาจเหนี่ยวนำให้เกิดปัญหาการคุกคามทางเพศดังกล่าว โดยทางผู้เขียนขอเลือกกลุ่มผู้เสียหายหลักมานำเสนอประเด็นความไม่เท่าเทียมทางเพศผ่านแนวคิดสตรีนิยม จากแบบสำรวจพบว่ามีนิสิตหญิงถูกคุกคามทางเพศเป็นจำนวนมาก แต่การรับรู้ต่อเหตุการณ์ดังกล่าวกลับพบได้น้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างสองเพศที่ไม่เท่าเทียมตามวัฒนธรรมจารีต การที่ผู้หญิงไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราวเพื่อนำปัญหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อาจเป็นเพราะความเชื่อว่าจะถูกนินทาหรือจะกลายเป็นจำเลยของสังคม และอาจไม่เชื่อมั่นในการดำเนินงานของเจ้าพนักงานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในกระบวนการยุติธรรมนี้ ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจไม่รับแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่ผิดและสามารถแก้ไขได้โดยการให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยผู้เสียหายต้องกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เชื่อว่าตนเป็นผู้เสียหายและกระบวนการยุติธรรมสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้   โดยในส่วนท้ายนี้ได้ขอเสนอการแก้ไขปัญหาการคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬาฯ อาศัยหลักการควบคุมอาชญากรรมจากสภาพแวดล้อม ได้แก่ การติดตั้งไฟส่องสว่างเพิ่มเติม เพื่อลดโอกาสการก่ออาชญากรรม และเพิ่มโอกาสในการจดจำอาชญากรโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รวมไปถึงบุคลากรและนิสิตจุฬาฯ และอาศัยหลักชุมชนสัมพันธ์ ในการให้นิสิตมีส่วนร่วมกับองค์กรต่างๆในมหาวิทยาลัยในการดำเนินการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่จุฬาฯ โดยมีการประสานงานร่วม และรับฟังข้อเสนอแนะจากนิสิตจุฬาฯในการป้องกันอาชญากรรม ซึ่งรวมไปถึงการป้องกันอาชญากรรมด้านการคุกคามทางเพศอีกด้วย สุดท้ายแล้วก็หวังว่าทุกคนจะตระหนักถึงปัญหาการคุกคามทางเพศในบริเวณรอบรั้วจุฬาฯ มากขึ้น  เนื่องจากเหตุร้ายแบบนี้ไม่สมควรเกิดกับใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นพื้นที่บริเวณรอบรั้วของสถานศึกษา ที่นิสิตทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุมครองความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง   ขอบคุณรูปภาพจาก ภาพยนตร์เรื่อง “The Hunting Ground ชมรมล่าหญิง” http://www.kriengsak.com/Sexual%20harassment%20in%20India    

Article

ค่ายอาสา: ใครเป็นผู้ให้ ใครเป็นผู้รับ?


โดย เมื่อ

‘ค่ายอาสา’ คงเป็นคำที่นิสิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเราๆ ได้ยินกันบ่อย  จนรู้สึกเหมือนเป็นกิจกรรมคล้ายวิชาเลือกที่ทุกมหาวิทยาลัยต้องมี ขึ้นกับว่านิสิตนักศึกษาสนใจจะลงหน่วยกิตเรียนวิชาหรือไม่ และยิ่งไปกว่านั้นคือ แต่ละคนที่สนใจลงวิชานี้ คาดหวังว่าตัวเองจะได้ให้ หรือได้รับอะไรกลับคืนมาจากค่ายกันแน่ ค่ายอาสาทำอะไร? ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าค่ายนี้ต้อง ‘อาสา’ ซึ่งแปลว่าจะต้องเป็นการสมัครใจพร้อมทำอะไรบางอย่าง เพื่อก่อประโยชน์ให้แก่สังคม แล้วอะไรบางอย่างที่ว่ามันคืออะไรกันแน่ล่ะ ค่ายอาสาในจุฬาฯ มีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่ายสจม.ของสโมสรนิสิตฯ ค่ายชาวเขา ค่ายสะพาน ค่ายจุฬาฯ สู่ชุมชน ค่ายอาสาของแต่ละคณะ ฯลฯ แต่ละค่ายมีจุดเด่นและวัตถุประสงค์หลักแตกต่างกันไป อย่างค่ายชาวเขา จะเน้นออกค่ายในพื้นที่บนดอยที่มีชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่ หรือค่ายสะพาน จะเน้นการทำก่อสร้างเป็นหลัก ค่ายหนึ่งค่าย อาจจะมีค่ายย่อยไปได้อีก เช่น ค่ายเล็ก ค่ายกลาง ค่ายใหญ่ ค่ายหน้าหนาว ค่ายหน้าฝน ค่ายต้นปี ค่ายปลายปี และอีกนานาค่าย โดยทั่วไปในค่ายหนึ่งๆ จะแบ่งโครงของกิจกรรมออกได้เป็น 1. โครงสอน/โครงเด็ก เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลบางคน มีคุณครูเพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่สอนทุกวิชารวมถึงวิชาชีวิต บางทีเด็กเหล่านี้ก็ต้องเรียนรู้ผ่านครูในจอทีวีสี่เหลี่ยมๆ ที่พวกเขาไม่เคยแม้แต่พบหน้าหรือพูดคุยด้วยซ้ำ เป็นกิจกรรมที่ให้ชาวค่ายทำหน้าที่เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับเด็กนักเรียนในชุมชน ซึ่งอาจเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เด็กไม่เคยเรียนรู้มาก่อน หรือกิจกรรมการทดลองน่าสนใจที่เด็กในพื้นที่ห่างไกลไม่เคยลองทำ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ให้ชาวค่ายได้มอบช่วงเวลาที่ดีให้กับเด็กๆ ถือเป็นการให้ทั้งความรู้และความสุข แก่เด็กในชุมชน รวมถึงช่วยจุดประกายให้เด็กพยายามค้นหาตัวเอง และเปลี่ยนทัศนคติให้เด็กอยากเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้พร้อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขับเคลื่อนชุมชนและสังคมของพวกเขาเองต่อไป 2. โครงพัฒน์/โครงสร้าง/โครงบำเพ็ญ คือการให้ชาวค่ายลงมือพัฒนาพื้นที่ในโรงเรียนหรือชุมชน ด้วยการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคาร เช่น อาคารห้องสมุด โรงอาหาร สร้างสนามเด็กเล่น ฯลฯ โดยอาจจะทาสี ซ่อมแซม ปรับพื้นที่ อะไรก็ตามที่นับเป็นการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และพื้นที่ในชุมชนให้ก่อประโยชน์ได้มากขึ้น สิ่งที่ประทับใจมากคือตอนที่รู้สึกว่า เราได้มีส่วนในการสร้างอาคารแล้วนะ เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ ชอบสุดก็ตอนปีนขึ้นไปบนหลังคาแล้วได้ตอกตะปู จับค้อน ผสมปูน ทำนู่นทำนี่จริงๆ 3. โครงสัมพันธ์ชุมชน/สัมพันธ์ชาวบ้าน/วิถีชุมชน จะเปิดโอกาสให้ชาวค่ายเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ชนบท อาจด้วยการนั่งรถ เดินเท้า ปีนเขา เข้าป่า ฝ่าน้ำตก เพื่อพูดคุยและใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้าน ให้เห็นวิถีชีวิตของพวกเขาตั้งแต่เสียงไก่ขันดังขึ้นจนตะวันลับขอบฟ้าไปในตอนกลางคืน และอาจให้องค์ความรู้แก่ชุมชนเพื่อช่วยพัฒนาวิถีชีวิตให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เช่น ค่ายอาสาของสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร ได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดให้ชาวบ้านได้นำไปประกอบอาชีพหรือบริโภคต่อไป ชาวบ้านบางบ้านก็ยิ้มดีใจเวลาที่มีแขกมาเยี่ยมเยียน เราก็ได้ให้ความสุขไปกับเขาอย่างหนึ่ง คือเป็นการให้ความเข้าใจ ให้เกียรติเขาในฐานะมนุษย์ด้วยกัน ให้เขารู้สึกว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นสังคมที่ถูกมองเห็น ชาวค่ายได้อะไร? ในทุกคืนหลังกิจกรรมค่ายแต่ละวัน ชาวค่ายจะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด ทัศนคติกัน กิจกรรมนี้มีหลายชื่อเรียก เช่น ประชุมค่าย โครงกลางคืน โครงคุยแกน คุยวง และอื่นๆ แต่จุดประสงค์หลักเหมือนกัน คือเป็นช่วงที่ให้ชาวค่ายแต่ละคนพูดคุยถึงสิ่งที่ตนได้ทำหรือได้เจอ รวมถึงเป็นช่วงสำหรับการถกเถียงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขพัฒนาค่ายในวันต่อไปให้ดีขึ้น ซึ่งในช่วงเวลานี้ บางค่ายอาจมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม เช่น การตั้งคำถาม ว่าค่ายอาสาเป็นช่องทางในการเที่ยวราคาถูกหรือเปล่า ฯลฯ ช่วงเวลานี้จึงจะก่อให้เกิดมุมมองใหม่ๆ และอาจกำเนิดแนวทางแก้ไขปัญหาที่แตกต่าง และใช้ได้จริง แต่กิจกรรมยามค่ำคืนก็อาจจะยังมีกิจกรรมอื่นอีกที่มุ่งเป้าไปที่ชาวค่ายโดยตรง เช่นการให้ลองสำรวจความคิดความรู้สึกของตนเองให้รู้จักและเข้าใจความเป็นตัวเองมากขึ้น ก่อนทำความเข้าใจเพื่อนร่วมโลก จึงกลายเป็นว่าสิ่งที่ชาวค่ายทุกคนเห็นพ้องต้องกันคือ คนทำค่ายได้อะไรจากค่ายเยอะมากๆ เพราะค่ายอาสาได้ช่วยขยายโลกในกะลาให้กลายเป็นโลกที่เห็นสีและขอบของฟ้าชัดเจนกว่าเดิม เพราะทำให้พวกเขาได้ไปในสถานที่อันแสนไกลที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่บนโลก ได้ลองทำสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ทำ เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น การไปค่ายเปิดโลกให้เราได้เยอะมากๆ ได้หลีกหนีชีวิตวุ่นวาย ไปสัมผัสและใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียบง่ายและสงบกว่ามาก ได้ทำความรู้จักผู้คนหลากหลายทั้งชาวค่าย ชาวบ้าน คุณครู และเด็กๆ ได้เปิดรับแนวคิดและอุดมการณ์ที่แปลกใหม่ ที่สำคัญคือได้รู้ว่า โลกมันกว้างกว่าที่เราเห็นกันทุกวันเยอะ ชุมชนได้อะไร? บ่อยครั้งที่ชาวค่ายเองไม่กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าการทำค่ายเป็นการช่วยเหลือพัฒนาชุมชนโดยแท้จริง เพราะ หลายครั้งที่คนอาสากลับรู้สึกว่า ‘ได้รับ’ มากกว่า ‘ได้ให้’ ตั้งแต่การขอรบกวนเพราะความจำเป็น เช่น ‘หนูขอรบกวนพาเราเดินในหมู่บ้านหน่อยได้ไหมคะ’ ‘ที่โรงเรียนมีน้ำสำหรับดื่มใช่ไหมครับ’ ที่เกิดจากความไม่พร้อมที่จะจัดหาทุกอย่างสำหรับใช้ชีวิตบนค่ายได้ด้วยตนเอง จึงกลายเป็นการไปเบียดเบียนชุมชนที่เราตั้งใจจะช่วยเสียเอง ไปจนถึงเมื่อเห็นชาวบ้านที่ต้อนรับเราอย่างดี จนทำให้เกิดความรู้สึกที่ว่า ‘หากเราไม่มา เขาก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้’ ผุดขึ้นในใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวค่ายหลายคนก็เกิดความสงสัยขึ้นมาบ่อยครั้งว่า ชุมชนต้องการความช่วยเหลือจากเราจริงไหม แล้วสิ่งที่เราไปช่วย เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดอย่างยั่งยืนหรือเปล่า และสุดท้ายแล้ว ค่ายอาสายังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่หรือไม่ เราได้ความเห็นหนึ่งมาจากชมรมอาสาพัฒนาชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นชมรมที่เริ่มมาจากการขึ้นดอยเพื่อไปเปลี่ยนทัศนคติที่นักศึกษาในเมืองมีต่อชาวเขา ว่ายากจน ลำบาก ด้อยโอกาส ไม่มีการศึกษา แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจริงๆ ภาพเหล่านี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดังนั้น หากขึ้นไปด้วยใจอาสาอยากทำอะไรให้เขาก็ไม่แปลกที่จะผิดหวังกลับมา เพราะชาวเขาไม่ได้ขาดแคลนอะไรที่นิสิตอย่างเราๆ จะไปเติมให้ได้ และเขาก็ทำหลายอย่างได้เก่งกว่าเราเสียอีก เขาก็มีความสุขตามที่เขามี ไม่ต้องรอให้เราไปทำอะไรให้เลย แล้วแบบไหนถึงจะดี? จริงๆ แล้ว ‘ค่ายอาสา’ อาจสร้างมาเพื่อให้นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต่างจากชีวิตเมือง แต่ในฐานะที่เป็นนิสิตนักศึกษา ควรตอบแทนกลับสู่สังคมด้วย จึงแฝงเอา ‘การอาสา’ เป็นอุบายหนึ่งของการเรียนรู้ อย่างการไปสร้างไปสอนไปช่วยพัฒนาชุมชน ก็เป็นการทำให้รู้จักทบทวนความรู้ของตนเอง และปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่คนทำค่ายอาสาควรตระหนักอยู่เสมอคือ พยายามเป็นประโยชน์ให้แก่เขาและไม่เป็นภาระ หากจะรบกวนก็ต้องรบกวนให้น้อยที่สุด ส่วนคำถามที่ว่า การอาสาไปช่วยของเราเป็นการช่วยเหลือและพัฒนาชนบทที่ตรงจุดและยั่งยืนจริงหรือไม่ ก็ยังคงไม่ได้รับคำตอบ แต่สิ่งที่ชาวค่ายทำได้ คือไม่ต้องพยายามตอบคำถาม แต่ให้ลงมือทำ ด้วยการสำรวจสภาพปัญหาและอุปสรรคที่เขาเผชิญอย่างจริงจัง รวมถึงพยายามหาวิธีการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างแค่การไปบริจาคสิ่งของ แต่ต้องเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนมากเท่าที่จะทำได้ เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชหลังนา เพื่อให้คนรู้จักปลูกพืชนอกจากข้าวในฤดูหลังนา เป็นต้น พวกเราสรุปกันว่าค่ายอาสายังคงต้องมีอยู่ แต่กลับไปเป็นแบบ 30 ปีก่อน คือ เข้าใจวิถีชีวิตและความเป็นเขา เพื่อให้เรามีภาพชาวเขาที่ตรงกับความจริงมากกว่าภาพจำ แล้วเอาภาพนั้นลงมาให้คนเมืองได้เห็น ได้เข้าใจไปด้วยกัน เราต้องให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่มองเขาเป็นคนนอก ด้อยโอกาส ค้ายา แล้วปฏิบัติต่อเขาอย่างสมาชิกสังคมที่มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์ และควรได้รับเสรีภาพไม่ต่างไปจากเรา สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ จะพบคำตอบของคำถามที่ว่า ค่ายอาสา ‘ได้ให้’ หรือ ‘ได้รับ’ อย่างง่ายดาย หากมองว่า ทั้งเราและชาวบ้านในชนบทต่างก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึก ความคิด และประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งสิ่งของหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ได้มอบให้ ก็อาจจะไม่ได้สำคัญไปกว่าความรู้สึกอิ่มใจที่เขาได้ต้อนรับ ได้รับการมองเห็นและพบว่าเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นเดียวกับเรา ‘ค่ายอาสา’ จึงเป็นแหล่งรวมของความทรงจำอันมีค่า ของทั้งการรับและการให้ การแลกเปลี่ยนความรู้สึกของคนที่อยู่ห่างกันไกลแสนไกลจนไม่อาจได้รู้จักกัน ให้ได้มาใช้ช่วงเวลาที่มีค่า แม้เพียงเสี้ยวนาทีหนึ่ง ร่วมกันเท่านั้นเอง   ขอบคุณข้อมูลและแรงบันดาลใจ จาก ชาวค่ายอาสาพัฒนาชาวไทยภูเขา (ค่ายภูเขา) ชาวค่ายจุฬาสู่ชุมชน (ค่าย slum club) ชาวค่ายอาสาสมัคร สโมสรนิสิตจุฬาฯ (ค่ายสจม.) ชาวค่ายอาสาพัฒนาฯ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ  

Article

Supermoon: ตัวแทนแห่งจันทราจะพาไปลอยกระทงเอง!


โดย เมื่อ

เดือนพฤศจิกายน นอกจากจะเป็นเดือนของการย่างเข้าหน้าหนาวและการรอคอยปิดเทอมแล้ว ยังมีวันลอยกระทงให้คนตั้งตารอ ซึ่งหลายคนอาจตั้งตารอนางนพมาศสวยๆ หรือของอร่อยๆ ในงานวัด แต่สำหรับปีนี้ พวกเราชาว CHU! อยากชวนทุกคนมาแหงนหน้าตั้งตารอสิ่งสำคัญที่อาจเคยมองข้าม นั่นก็คือ… ดวงจันทร์! จันทร์เต็มวง กระทงเต็มบ่อ เค้าว่ากันว่าวันลอยกระทงคือ ‘วันเพ็ญเดือนสิบสอง’ แต่กลายเป็นว่าเราจัดงานวันลอยกระทงกันในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเดือนที่ 11 ของปี สาเหตุก็เพราะการนับเดือนของวันลอยกระทงนั้น เป็นการนับเดือนตามปฏิทินจันทรคติ ซึ่งต่างจากการนับแบบปฏิทินเกรกอเรียน (Gregorian calendar) ที่ใช้กันทั่วโลก ปฏิทินจันทรคติ ปฏิทินจันทรคตินับวันตามดิถีของดวงจันทร์โดยเริ่มเดือนแรกจากวันขึ้น 1 ค่ำของเดือนแรก ซึ่งตรงกับเดือนธันวาคม จนถึงขึ้น 15 ค่ำ ก่อนจะเริ่มนับแรม 1 ค่ำถึงแรม 14 ค่ำในเดือนคี่ หรือแรม 15 ค่ำในเดือนคู่ (สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเวลาโคจรของดวงจันทร์รอบโลกนาน 29.5 วัน จึงต้องนับขาดและเกินเพื่อให้หนึ่งปีสิบสองเดือนแบ่งได้ลงตัวพอดี) ทำให้เดือน 12 จะไปตรงกับเดือนพฤศจิกายนหรือบางทีจะตรงกับเดือนตุลาคม ดังนั้นถ้าลองคิดดูแล้วจะพบว่า วันลอยกระทงไม่ใช่แค่วันดวงจันทร์เต็มดวงธรรมดา แต่เป็นวันดวงจันทร์เต็มดวงวันสุดท้ายของปีจันทรคติอีกด้วย วันลอยกระทง คือวันดวงจันทร์เต็มดวงวันสุดท้ายของปีจันทรคติ! น้ำนองเต็มตลิ่ง น้ำขึ้นก็เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของลอยกระทงที่ขาดไม่ได้เช่นกัน ถ้าน้ำลงก็ลอยกระทงไม่ได้สิ! น้ำขึ้นน้ำลงเป็นปรากฏการณ์ที่สัมพันธ์กับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์โดยตรง คำอธิบายแบบพื้นฐานก็คือ เนื่องจากว่าน้ำเป็นของเหลวที่ไหลไปมาได้ เวลาดวงจันทร์เข้าใกล้โลก จึงดูดน้ำทะเลเข้ามาหาตัวมันได้ง่าย โดยดึงสองข้างตรงข้ามกันด้วย ใครนึกภาพไม่ออก ลองนึกภาพเวลาเราใช้มือดึงแก้มเพื่อนให้ยืดออกมา มือเราก็เหมือนแรงจากดวงจันทร์ที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงนั่นแหละ น้ำจะขึ้น-ลงตามการขึ้น-ตกของดวงจันทร์ คือขึ้นสูงสุดเมื่อดวงจันทร์อยู่กลางหัวหรือใต้เท้า และลงต่ำสุดเมื่อดวงจันทร์อยู่บริเวณขอบฟ้า นอกจากนั้น ตำแหน่งการเรียงตัวของดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้น้ำขึ้นสูงหรือต่ำ โดยวันที่การเรียงตัวช่วยกันดึงให้น้ำขึ้นสูงสุด ก็คือวันที่เราเรียกกันว่า ‘คืนเดือนมืด’ ‘วันเพ็ญ’ อย่างเช่นวันลอยกระทงนี่เอง จันทร์ดวงใหญ่ ไซส์ไม่ธรรมดา ลอยกระทงของปีนี้ ดูๆ ไป อาจจะไม่ต่างจากปีก่อนๆ แต่ปีนี้วันลอยกระทงมีความพิเศษกว่าครั้งก่อนๆ อยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นวันเพ็ญที่เกิดปรากฏการณ์ที่ทางดาราศาสตร์เรียกกันว่า Supermoon อีกด้วย ปรากฏการณ์ Supermoon เป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเป็นที่สนใจได้ไม่นานนัก โดยชื่อนี้มีต้นกำเนิดจากทางโหราศาสตร์สากล ไม่ใช่ดาราศาสตร์อย่างที่คนคิด แต่ก็นำมาใช้กันโดยทั่วไป เพราะความเข้าใจง่ายของมัน นิยามของ Supermoon คือ ‘ดวงจันทร์เต็มดวงที่อยู่ใกล้จุด Perigee อย่างน้อย 90% ขึ้นไป’ (ถ้าอ่านแล้วยังมึนอยู่ ใจเย็นๆ เรามีคำอธิบายให้ด้านล่าง) ซึ่งในปี 2016 มีคืนจันทร์เพ็ญที่ตรงตามนิยามนี้ถึง 3 คืน คือวันที่ 11 ตุลาคม วันที่ 14 พฤศจิกายน และวันที่ 13 ธันวาคม แต่ครั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะมีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในปี 2016 รวมถึงเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 1948 และจะไม่มีที่ใหญ่ขนาดนี้จนกว่าจะถึงปี 2034 เลยนะ นับว่าครั้งนี้พิเศษจนพลาดไม่ได้จริงๆ เนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์เป็นวงรี ไม่ใช่วงกลม จึงทำให้มีตำแหน่งที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกที่สุด เรียกว่า Perigee และตำแหน่งที่อยู่ห่างโลกที่สุด เรียกว่า Apogee ถ้าดวงจันทร์มาถึงตำแหน่งจันทร์เต็มดวงพร้อมๆ กับที่มาถึงตำแหน่ง Perigee หรืออยู่ใกล้เคียงกับตำแหน่งนั้นพอดี ก็จะเกิดปรากฏการณ์ Supermoon ให้เราได้เห็น ในทางตรงกันข้าม ถ้าดวงจันทร์มาเต็มดวงในตอนที่ซ้อนทับกับตำแหน่ง Apogee หรือใกล้เคียง ก็จะเกิดปรากฏการณ์ Micromoon แทน   ผลจากตำแหน่งของวงโคจรดวงจันทร์ส่งผลให้ขนาดของดวงจันทร์มีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับดวงจันทร์ปกติ แต่การ ‘ใหญ่ขึ้น’ นี้สังเกตด้วยตาจะเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่ถ้าใช้กล้องถ่ายรูปถ่ายเปรียบเทียบ ก็จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากขึ้น ก็แปลว่าแสงที่สะท้อนออกมาจะสว่างขึ้นอีกด้วย จากการคาดการณ์ของนักดาราศาสตร์เกี่ยวกับ Supermoon ครั้งนี้ พบว่าเราจะเห็นดวงจันทร์ใหญ่กว่าปกติได้ถึง 14% และสว่างกว่าปกติถึง 30% นอกจากนี้ เนื่องจากตำแหน่งดวงจันทร์ที่ใกล้โลกขึ้น เหมือนวันที่อยากดึงแก้มเพื่อนเป็นพิเศษ ก็จะส่งผลให้น้ำขึ้น-ลงมากกว่าปกติอีกด้วย โดยเราเรียกน้ำขึ้นน้ำลงแบบนี้ว่า Perigean Spring Tide ซึ่งระดับน้ำอาจต่างจากปกติไม่กี่นิ้ว แต่ในพื้นที่ต่ำมากก็อาจจะเกิดน้ำท่วมได้เล็กน้อย สำหรับบ้านเราแล้วไม่น่าเป็นห่วง นอนชื่นชมดวงจันทร์ฟินๆ กันได้เลย Supermoon ครั้งนี้ เราจะเห็นดวงจันทร์ใหญ่กว่าปกติได้ถึง 14% และสว่างกว่าปกติถึง 30% ชวนจุฬาฯ มาชมจันทร์ ประวัติงานลอยกระทงในจุฬาฯ ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าเริ่มเมื่อไรและมีมานานแค่ไหน แต่มีบันทึกการประกวดนางนพมาศและมีการลอยกระทงในพ.ศ. 2495 ในตอนนั้นการประกวดนางนพมาศมีจุดประสงค์เพิ่มเติมคือเพื่อคัดคนทำตำแหน่งต่างๆ เช่น เชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ของปีนั้น งานลอยกระทงเลยน่าจะเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่อยู่คู่กับจุฬาฯ มานาน จนขนาดที่เกิดความเชื่อว่า ‘ชายหญิงคู่ไหนที่ยังไม่ได้คบกันแล้วไปลอยกระทงด้วยกันจะได้เป็นคู่กัน แต่ถ้าเป็นคู่กัน แล้วไปลอยกระทงด้วยกันจะเลิกจากกัน’ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่รู้ว่าจริงแท้แค่ไหน เพราะไม่เคยควงสาวไปลอยสักที (ฮา) แต่หลังจากกำหนดการเปิดปิดภาคเรียนเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้ช่วงงานลอยกระทงเข้าใกล้กับการสอบปลายภาคแรกของปีการศึกษา และก็กลับกลายเป็นงานที่เอาไว้พักหายใจคลายเครียดก่อนที่จะไปลุยกับ #finalcrisis ต่อแทน งานลอยกระทงเลยอาจจะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ส่วนในปีนี้ แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะอยู่ในบรรยากาศไว้ทุกข์ ทำให้จุฬาฯ ตัดสินใจไม่จัดงานลอยกระทง เราก็ทดแทนการออกไปเที่ยวงานได้ด้วยการไปหามุมนั่งดูดวงจันทร์สวยๆ ด้วยกันได้ อาจเป็นการเฉลิมฉลองที่เงียบๆ ไปสักนิด แต่ก็ทั้งเหมาะกับสถานการณ์ ประหยัดเงินและทรัพยากรค่ากระทง แถมยังเป็นโอกาสดีที่จะบอกความในใจด้วยนะ โรแมนติกจะตาย   ขอขอบคุณภาพถ่ายบางส่วนจาก ฝ่ายถ่ายภาพ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายการอ้างอิง Mathewson, Samantha. “Supermoon November 2016: When, Where & How to See It.”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.space.com/34515-supermoon-guide.html 2016. McClure, Bruce. “When to watch the closest supermoon.”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://earthsky.org/?p=190918 2016. “What is a perigean spring tide?.”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://oceanservice.noaa.gov/facts/perigean-spring-tide.html 2016. “สระน้ำหน้าเสาธง.”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.memocent.chula.ac.th/article/สระน้ำหน้าเสาธง/  2009. “งานลอยกระทง.”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.memocent.chula.ac.th/article/ article/งานลอยกระทง/%202009. 2009.

Article

อยากจำกลับลืม: คู่มือช่วยจำสำหรับช่วงไฟนอลนี้


โดย เมื่อ

ใกล้สอบทีไร คงไม่พ้นคำบ่นของนิสิตทั้งหลาย อ่านหนังสือไม่ทัน ถึงจะอ่านจบก็ไม่เข้าหัวเลย เทคนิคช่วยจำมากมายก็ช่วยเราไม่ได้ถ้าพลาดสิ่งที่สำคัญไป เราเหล่า CHU! เลยอยากพาไปรู้จักกับระบบการจดจำของสมอง และนำเสนอวิธีเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับลุยอ่านหนังสือสอบโค้งสุดท้ายกัน รู้จักกับความจำ     ความจำมีอายุยืนแค่ไหน? ความจำแบ่งเป็นความจำระยะสั้นและความจำระยะยาว ความจำระยะสั้นถูกจัดเก็บที่สมองส่วนหน้า จะเป็นความจำพื้นฐานในการคิดหรือทำสิ่งอื่นๆ ต่อไป เช่น การจำเบอร์โทรศัพท์เพื่อเมมไว้ แล้วลืมเบอร์นั้นไปทันที ความจำประเภทนี้เปรียบได้กับข้อมูลในแรมของคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นข้อมูลชั่วคราวที่คอมพิวเตอร์สร้างไว้เพื่อทำงานหนึ่งๆ มีขนาดจำกัดและหายไปเมื่อทำงานเสร็จ  ความจำระยะสั้นมีอายุหลายวินาทีจนถึงหลายนาที ส่วนความจำระยะยาวเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่มากเกินประมาณ ถูกเก็บโดยสมองหลายส่วน ความจำประเภทนี้เปรียบได้กับข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นข้อมูลที่อยู่ได้นานตลอดอายุของอุปกรณ์และพร้อมให้เราเรียกใช้เมื่อต้องการ ความจำประเภทนี้จะเสื่อมตามกาลเวลา แต่ก็อาจจะมีบางความจำที่อยู่กับคุณได้ทั้งชีวิต ตามงานวิจัยทางจิตวิทยา การท่องบางอย่างซ้ำๆ 17 ครั้ง จะเปลี่ยนความจำระยะสั้นเป็นความจำระยะยาวได้ ซึ่งการตัดสินว่าความจำนั้นสั้นหรือยาว ก็ทำได้เมื่อคุณตื่นมาในเช้าวันใหม่ ถ้ายังจำได้อยู่ ก็เป็นความจำระยะยาวแล้ว ถ้าตื่นมาในเช้าวันใหม่แล้วยังจำได้อยู่ ก็เป็นความจำระยะยาวแล้ว แล้วสมองเราเมมเต็มได้มั้ย? หนึ่งแสนล้านเซลล์ประสาทและหนึ่งพันล้านล้านการเชื่อมต่อ (synapse) คือตัวเลขคร่าวๆ ของหน่วยปฏิบัติงานในสมอง แถมการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทยังถูกทำลายและสร้างใหม่ได้ด้วย สมองจึงเป็นอวัยวะที่ซ่อนปริศนาไว้มากมาย สมองมนุษย์จำอะไรได้เยอะแค่ไหน เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบเป็นตัวเลขชัดเจน แม้จะประมาณจำนวนเซลล์ประสาทและการเชื่อมต่อทั้งหมดได้ แต่ก็ยังไม่รู้วิธีเข้ารหัสของสมอง หากสมมติว่าสมองมีการเข้ารหัสเหมือนคอมพิวเตอร์ สมองจะจุได้ประมาณ 1019 bytes ให้นึกภาพง่ายๆ หากนำตัวอักษรที่สมองจำได้ทั้งหมดมาเรียงต่อกัน ถ้าตัวอักษรหนึ่งตัวกว้าง 0.2 mm จะได้ระยะทางไปกลับจากโลกถึงดวงจันทร์สิบล้านรอบสบายๆ หากนำตัวอักษรที่สมองจำได้ทั้งหมดมาเรียงต่อกัน จะได้ระยะทางไปกลับจากโลกถึงดวงจันทร์สิบล้านรอบสบายๆ เสียดายจังที่ลืม เราจะลืมไปทำไม? ที่จริงแล้วการลืมน่าจะเป็นของขวัญอันล้ำค่าจากธรรมชาติด้วยซ้ำ การลืมช่วยลบสิ่งเลวร้ายที่มนุษย์ไม่ต้องการจำ เพื่อให้พร้อมรับสิ่งใหม่เข้ามาเก็บในสมอง ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันว่า ‘การลืมคือการทำความจำหายไปอย่างสมบูรณ์’ หรือจริงๆ แล้วเราไม่เคยลืม แต่แค่เรียกใช้ความจำนั้นยากขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น หรือเป็นอย่างอื่นเลยอย่างสิ้นเชิง ส่วนในกรณี ‘อยากลืมกลับจำ’ นั้น อาจเป็นเพราะว่าการพยายามลืมยิ่งทำให้เราเรียกใช้ข้อมูลนั้นบ่อยคล้ายการท่องจำ และเปิดโอกาสให้ข้อมูลเหล่านั้นผันตัวเข้าไปอยู่ในแหล่งเก็บความจำระยะยาวในที่สุด วิธีลืมที่ดีที่สุดจึงน่าจะเป็นการตัดขาดความคิดทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงมากกว่า แบ่งเวลาให้ลงตัว     การอ่านหนังสือโต้รุ่งคุ้มค่าแค่ไหน? งานวิจัยพบว่าผู้ร่วมทดลองที่ท่องศัพท์ตอนก่อนนอน จะจดจำได้มากกว่าท่องตอนเช้า อาจเป็นเพราะว่าการนอนหลับเป็นช่วงที่สมองจะจัดเรียงข้อมูลให้เข้าที่ (memory defragmentation) และทำความจำในวันนั้นให้มั่นคงขึ้น (memory consolidation) ในทางกลับกัน การไม่ยอมหลับจะไปแทรกแซงระบบการจดจำ และทำให้สิ่งที่พยายามจำมาทั้งคืนถูกลืมเลือนไป การอ่านหนังสือดึกมากถึงโต้รุ่งย่อมทำได้ แต่ต้องไม่ลืมนอนให้เพียงพอด้วย มิเช่นนั้นคุณอาจจะตื่นมาพบกับความสยองขวัญในรูปแบบของสมองอันว่างเปล่าก็เป็นได้ การอ่านหนังสือดึกมากถึงโต้รุ่งย่อมทำได้ แต่ต้องไม่ลืมนอนให้เพียงพอด้วย เรียนต่อเนื่องกันหลายชั่วโมงเลยดีหรือเปล่า? งานวิจัยพบว่าเมื่อต้องทำงานสิ่งหนึ่งนานๆ ความคิดคนจะล่องลอย เช่นเวลาเราได้ยินเสียงอาจารย์พูดหน้าห้องยาวๆ สักพักเราจะชินกับเสียงนั้น จนมันกลายเป็นเสียงพื้นหลังที่ไม่น่าสนใจ ทำให้เราเพิกเฉยต่อสิ่งที่อาจารย์พูดแล้วหลบไปคิดเรื่องอื่นชั่วขณะ จนเมื่อถึงตอนที่ดึงสมาธิกลับมาได้ ก็อาจจะตามเนื้อหาไม่ทันเสียแล้ว การพักสั้นๆ จะช่วยให้คุณกลับมาสนใจในสิ่งที่เรียนและเรียนอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ดังที่เรียกว่า Zeigarnik effect ซึ่งก็มีงานวิจัยหลายงานที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ เช่น การให้นักเรียนแบ่งการเรียนเป็นบทย่อยๆ แล้วคั่นเวลาโดยการทำกิจกรรมอื่นนอกเหนือกว่าเรื่องที่เรียน จะจำเนื้อหาได้ดีกว่านักเรียนที่เรียนเต็มที่ต่อเนื่องกัน การเรียนอย่างเดียวตลอดทั้งวันไม่ผิดอะไร แค่ให้แน่ใจว่าคุณได้หยุดพักขณะเรียนบ้าง ‘ยาวไปไม่อ่าน’ ก็ใช้ได้กับการเรียนเหมือนกัน เคล็ดลับในการจำ การเชื่อมโยง บางคนได้กลิ่นนี้แล้วนึกถึงบ้านเกิด บางคนได้ยินเพลงนั้นแล้วคิดถึงแฟนเก่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมนุษย์สามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่สัมพันธ์กันต่อไปได้เรื่อยๆ การพยายามจับมาสัมพันธ์กันจึงน่าจะเป็นตัวช่วยสำหรับการท่องหนังสือที่ดีข้อหนึ่ง อารมณ์ คนจะจำเหตุการณ์ได้ดีเมื่อมีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ เพราะเมื่อเอาอารมณ์เสียใจผูกกับความผิดพลาด พอตอนที่ย้อนกลับไปนึกถึง จะเสียใจและไม่อยากทำพลาดอีก ยิ่งเหตุการณ์ใดผูกกับอารมณ์อันหนักหน่วง ก็ยิ่งยากที่จะลืมรายละเอียดของเหตุการณ์นั้น หลักการเดียวกับการท่องจำโดยการแต่งเรื่อง เช่น เมื่อเราอยากจำว่า C nerve fiber นำความเจ็บ ให้นึกถึงเวลาเราทำข้อสอบแล้วได้เกรด C เพราะเวลาทำข้อสอบแล้วได้เกรด C เราเจ็บ เป็นต้น หมากฝรั่ง การทดลองพบว่าคนเคี้ยวหมากฝรั่งจะมีความจำทั้งระยะสั้นและยาวดีกว่า แต่ตอนนี้ก็ยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ มีก็แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความเห็นว่าการเคี้ยวมีส่วนทำให้สมองตื่นตัวมากขึ้น หรือกระตุ้นสมองส่วน hippocampus ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำโดยตรง ดังนั้นอาจไม่ต้องเป็นหมากฝรั่งก็ได้ แต่การกินอะไรในห้องเรียนก็อาจจะช่วยให้จำได้ดีขึ้นนะ เพลงประกอบการจำ เสียงเพลงอาจดึงคุณออกจากสมาธิที่มั่นคงได้ แต่เสียงเพลงก็ผลักดันให้คุณสนิทกับความจำขึ้นได้ด้วยเช่นกัน มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ให้ความเห็นว่าเพลงน่าจะเป็นฝ่ายดี เพราะทั้งสร้างบรรยากาศอันส่งผลต่ออารมณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือ เช่น เพลงคลาสสิกช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เพลงโปรดทำให้คนฟังทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น หลายประเด็นในบทความนี้เป็นเพียงความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การทำงานของสมองเป็นเรื่องซับซ้อนที่วงการวิทยาศาสตร์ยังศึกษาได้ไม่กระจ่าง สมมติฐานเหล่านี้ยังต้องการเหตุผลและงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อรับรองความถูกต้อง ดังนั้น จะรู้ว่าเวิร์กกับเราหรือไม่ คงต้องลองเอาไปปรับใช้ในแบบของตัวเองดูถึงจะรู้   ภาพประกอบโดย นางสาวนุชชา ประพิณ ขอขอบคุณข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักนัน พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี แหล่งอ้างอิง Landauer T. How much do people remember? Some estimates of the quantity of learned Information in long-term memory. Cognitive Science. 2015;10(4):477–493 Shellenbarger S. The peak time for everything [internet]. 2012 [cited 2016 Oct 30]. Available from: http://www.wsj.com/articles/SB10000872396390444180004578018294057070544. Reeve J., Cole S., Olson B. The Zeigarnik effect and intrinsic motivation: Are they the same?. Motivation and Emotion. 1986:10(3);233–245. Canpen V. The Proust Effect: The Senses as Doorways to Lost Memories; 2014. Phelps E. Human emotion and memory: interactions of the amygdala and hippocampal complex. Current Opinion in Neurobiology. 2004;14(2):198–202 Young E. Chewing gum improves memory [internet]. 2012 [2016 Oct 30]. Avialable from: https://www.newscientist.com/article/dn2039-chewing-gum-improves-memory/. Jäncke L. Music, memory and emotion. Journal of Biology. 2008;7:21.  

Article

รัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัย: ชื่อที่เราเกือบได้เรียกกันแทน ‘จุฬาฯ’


โดย เมื่อ

ชื่อ ‘รัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัย’ อาจจะฟังดูไม่คุ้นหูคนในปัจจุบัน จนคงยากจะจินตนาการว่านี่คือชื่อที่เราเกือบได้ใช้เรียกแทนมหาวิทยาลัยที่เราเรียกกันทุกวันนี้ว่า ‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ เสียแล้ว แต่เดิมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกหัดข้าราชการพลเรือน เพื่อเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กตามกระทรวงต่างๆ ก่อนจะจัดตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย โดยในหนังสือที่ระลึก ๕๐ ปีครบรอบการก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งพิมพ์แจกเป็นที่ระลึกโอกาสพิเศษนี้ มีหัวข้อหนึ่งกล่าวถึง ‘การตั้งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย’ ไว้ว่า อันโครงการที่จะจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นในประเทศไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำริไว้แล้ว และโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) เมื่อยังเป็นพระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์เป็นผู้ร่างโครงการทูลเกล้าฯ ถวายและเจ้าพระยาพระเสด็จฯ ได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายใน พ.ศ. ๒๔๔๑ ซึ่งขณะนั้นดำริว่าจะใช้นามมหาวิทยาลัยว่า ‘สากลวิทยาลัยรัตนโกสินทร์’ แต่ก็ต้องรอมาเป็นเวลาถึง ๑๙ ปี จึงได้มี ‘จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย’ ขึ้น เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ในหนังสือยังบอกอีกว่า สาเหตุที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนชื่อของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนให้เป็น จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยไม่เลือกใช้ชื่อ ‘รัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัย’ ด้วยทรงมีพระราชดำริในการที่จะขยายโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอันเป็นแหล่งให้การศึกษาและความรู้อันสูงส่งดั่งที่มีในอารยประเทศ เพื่อให้ทัดเทียมอารยประเทศในขณะนั้น   ส่วนสาเหตุที่ทรงให้ใช้พระบรมนามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแทน ก็เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชบิดาของพระองค์ผู้ทรงมีพระราชดำริจะให้มีมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นในสยามประเทศมาก่อนแล้ว อีกประการหนึ่งก็เพื่อรักษา ‘นามอนุสรณ์’ หรือชื่อซึ่งย้ำเตือนให้ระลึกถึงโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ อีกด้วย ทำไมต้อง ‘รัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัย’? ที่มาของชื่อ ‘รัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัย’ สันนิษฐานว่ามาจากการนำเอาคำว่า ‘University’ ในภาษาอังกฤษมาใช้โดยแปลเป็นไทยในสมัยนั้นว่า ‘สากลวิทยาลัย’ เพราะยังไม่มีการบัญญัติศัพท์คำว่า ‘มหาวิทยาลัย’ ในขณะนั้น  เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (เมื่อครั้งยังเป็นพระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์) ผู้เป็นคนร่างโครงการศึกษา พ.ศ. ๒๔๔๒ จึงน่าจะนำแนวคิดของชื่อ ‘สากลวิทยาลัย’ มาเสนอในการตั้งชื่อโรงเรียนข้าราชการพลเรือนเพื่อยกระดับจากความเป็นโรงเรียนมาเป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาแทน ดังนั้น ชื่อกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้นำมาเติมหน้าคำว่าสากลวิทยาลัย กลายเป็น ‘รัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัย’ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘University of Siam’ เพื่อให้เป็นสากลวิทยาลัยแห่งสยามประเทศ หรือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยนั่นเอง แม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้ใช้ชื่อ ‘รัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัย’ เป็นชื่อทางการแล้ว แต่เราก็ยังค้นพบข้อมูลเอกสารอันเป็นหลักฐานยืนยันว่ายังคงมีการใช้ชื่อนี้อยู่ ในเอกสารของบริษัทต่างชาติหลายฉบับที่เขียนอธิบายถึงการสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในขณะนั้น หรือที่เรียกว่า ‘แบบสร้างโรงเรียน’ เป็นหลักฐานที่ทำให้เราเห็นถึงการใช้คำว่า ‘University of Siam’ เพื่อเรียกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในหลักฐานนั้นเป็นเอกสารแบบประเมินราคาการก่อสร้างอาคารในจุฬาฯ ที่นาย อี.ยี. กอลโล (ต่อมาเป็นพระยาศิลปศาสตร์โสภิต) และนายฮีลี ได้เสนอต่อเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (ขณะนั้นเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน) ดังนี้   โดยแบบประเมินการก่อสร้างฉบับนี้ลงวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากการเสนอชื่อรัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัยถึง ๑๖ ปี แต่ก็ยังใช้ชื่อว่า ‘University of Siam’ ไม่เพียงแต่เอกสารของชาวต่างชาติเท่านั้น แต่ฝ่ายไทยเราเอง นั่นก็คือสภาจัดการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้จัดให้เรียกประมูลบริษัทที่จะเสนอขอสร้างตึกของโรงเรียนในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ปีเดียวกัน พร้อมเสนอเงื่อนไขสัญญาที่ทางโรงเรียนจะตกลงทำกับบริษัทให้ทุกบริษัททราบ ซึ่งได้จั่วหัวเช่นเดียวกับเอกสารที่บริษัทก่อสร้างใช้เช่นเดียวกัน ดังนี้   อันที่จริงแล้วหากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะใช้ชื่อว่า ‘รัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัย’ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นแนวคิดของสมัยนั้นที่ต้องการให้สถาบันการศึกษาในไทยใกล้เคียงกับคติการตั้งมหาวิทยาลัยของตะวันตกที่เน้นความเป็นสากล (Universal) และเน้นการให้ความรู้ในสาขาวิชาหลักทางด้านศาสนา การแพทย์ และนิติศาสตร์ อีกทั้งชื่อดังกล่าวซึ่งเสนอโดยพระยาวิสุทธิสุริยศักดิ์ก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นอีกด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสูงยิ่งที่พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มความคิดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย มีพระราชประสงค์จะให้ประเทศของเรามีสถาบันการศึกษาที่เป็นสากลทัดเทียมประเทศต่างๆ ในตะวันตกที่เจริญแล้ว ซึ่งการเริ่มต้นตั้งมหาวิทยาลัยก็มาจากการตั้งโรงเรียนศาสนาในวัดต่างๆ เช่น วัดเบญจมบพิตร ที่ต้องการจะเอาอย่างออกซฟอร์ด เคมบริดจ์ (หรือออกซบริดจ์) จนมาถึงความคิดที่จะตั้งรัตนโกสินทร์สากลวิทยาลัยให้เป็นสากลแบบตะวันตกนั่นเอง ถ่ายภาพโดย พลวัฒน์ มุงเมือง (วิทยาศาสตร์) และวีรวิทย์ สามปรุ (เศรษฐศาสตร์) เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือที่ระลึกงานงานปิยมหาราชาภิสดุดี วันที่ 23 ตุลาคม 2559

Article

ใต้ร่มจามจุรี: เรื่องราวของไม้ใหญ่บนถนนสายแรกในจุฬาฯ


โดย เมื่อ

ครั้งก่อตั้งเป็นมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ใครที่มีธุระที่โรงเรียนมหาวิทยาลัย หรือที่เรียกกันในครั้งนั้นว่า โรงเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มักต้องเดินทางผ่านถนนพระราม 1 ถนนพระราม 4 และถนนพญาไท ซึ่งมีต้นจามจุรีขึ้นอยู่เต็มตลอดสองข้างทาง ต้นจามจุรีจึงเป็นแลนด์มาร์คของจุฬาฯ ตั้งแต่สมัยนั้น และแม้จะไม่มีประกาศหรือเอกสารบันทึกอย่างเป็นทางการ จามจุรีก็กลายเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยที่ผูกพันกับพวกเราชาวจุฬาฯ กว่าร้อยปี เบื้องต้นจามจุรี ต้นจามจุรีเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 20 เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาลดำ หลุดล่อนได้ง่าย เมื่อเจริญเต็มที่เรือนยอดอาจกว้างได้ถึง 30 เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ดอกออกเป็นช่อกระจุกแน่นตามซอกใบใกล้กับปลายกิ่ง เมื่อถึงฤดูออกดอกเราจะเห็นดอกจามจุรีเป็นพู่กลมสีชมพูบานฟูฟ่องอยู่ปลายกิ่งเกือบทุกกิ่ง ดอกจะบานอยู่ 1 – 2 วันก่อนจะติดผลและร่วงหล่นลงมา แต่เนื่องจากต้นจามจุรีแผ่กิ่งก้านสาขาจำนวนมาก เราจึงเห็นพู่สีชมพูนี้บานประดับอยู่เต็มต้นแทบตลอดช่วงฤดูออกดอก ชื่อ ‘จามจุรี’ ที่คนส่วนมากใช้เรียกกันนั้นเป็นชื่อท้องถิ่นภาคกลาง นอกจากนี้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ เช่น ก้ามปู (คาดว่ามีที่มาจากลักษณะของใบย่อยคู่บนสุดซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด มีรูปร่างใบดูคล้ายกับก้ามปู) กุ้งก้ามกราม (เป็นชื่อที่ใช้เรียกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พบในเอกสารประวัติศาสตร์ต่างๆ) ซิมบี้ (เป็นชื่อที่ชาวกระบี่ใช้เรียกตามชื่อของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ หรือ คอซิมบี้ ณ ระนอง ผู้นำต้นจามจุรีไปปลูกที่จังหวัดกระบี่เป็นครั้งแรก) เป็นต้น “หมายเอาจามจุรี เป็นเกียรติเป็นศรีของชาวจุฬาฯ” จามจุรีผูกพันกับนิสิตจุฬาฯ นับแต่ในอดีต นิสิตอาศัยโคนต้นจามจุรีเป็นสถานที่นัดหมาย นั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ ได้อาศัยร่มเงาของต้นจามจุรีหลบแสงแดดเวลาเดินไปเรียน ในช่วงรับน้องใหม่เมื่อก่อนนั้น นิสิตปี 1 จะต้องผ่านประเพณีการโปรยด้วยใบจามจุรีหรือได้รับพวงมาลัยใบจามจุรีเสียก่อน จึงจะเรียกตนว่าเป็นนิสิตในรั้วสีชมพูแห่งนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ นอกจากนี้ จามจุรียังเป็นชื่อของทีมฟุตบอลสโมสรนิสิตอีกด้วย ก่อนที่จะเปลี่ยนการเปิด-ปิดภาคการศึกษาแบบใหม่ ใครหลายคนก็มักจะชี้ว่าต้นจามจุรีมีวัฏจักรคล้ายกับนิสิตที่เข้ามาศึกษา คือเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 1 ใหม่ๆ ในเดือนพฤษภาคม ใบของต้นจามจุรีจะมีสีเขียวชอุ่ม ออกดอกสีชมพูประปรายต้อนรับนิสิตใหม่ แล้วเมื่อเข้าภาคเรียนที่ 2 จะเป็นช่วงที่ต้นจามจุรีติดฝักและผลัดใบเตือนให้นิสิตเตรียมตัวรับมือกับเทศกาลอ่านหนังสือสอบ ‘มิให้ตกชั้นรีไทร์’ ดังที่กล่าวไว้ในบทเพลง ‘จามจุรีศรีจุฬาฯ’ ของวงสุนทราภรณ์ แต่บันทึกที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับที่มาที่ไปของจามจุรีในจุฬาฯ น่าจะเป็นจามจุรีต้นแรกที่ปลูกขึ้นเพื่อเป็นไม้ประดับถนนสายแรกของจุฬาฯ ก็คือ ‘ถนนหน้าตึก’ นั่นเอง จามจุรีที่ถนนหน้าตึก หลายคนอาจจะไม่ได้คุ้นกับชื่อ ‘ถนนหน้าตึก’ แต่ต้องเคยผ่านแน่นอน เพราะมันคือถนนที่วิ่งจากถนนอังรีดูนังค์ ผ่านประตูคณะอักษรศาสตร์ ผ่านอาคารมหาจุฬาลงกรณ์ ตึก3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ตึกจักรพงษ์ อาคารชีววิทยา 1 (ตึกขาว) มุ่งออกไปยังถนนพญาไท ซึ่งเป็นถนนสายหลักสายหนึ่งของจุฬาฯ ในพ.ศ. 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะสร้างอาคารตึกบัญชาการ (ปัจจุบันคืออาคารมหาจุฬาลงกรณ์) ให้อยู่ติดกับถนนสนามม้า (ปัจจุบันคือถนนอังรีดูนังต์) การสัญจรไปมาไม่สะดวก จึงได้ตัดถนนภายในจากถนนสนามม้าและออกไปยังถนนพญาไท กลายเป็นถนนหน้าตึกในปัจจุบัน ส่วนที่มาที่ไปดั้งเดิมของจามจุรีในบริเวณนี้ ไม่มีเอกสารทางการที่บันทึกความเป็นมาไว้อย่างชัดเจน มีเพียงคำบอกเล่าจากศิษย์เก่าที่บอกว่าพื้นที่นี้เป็นป่าจามจุรีมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ต้นจามจุรีไม่ใช่ไม้พื้นเมืองของประเทศไทย เป็นไม้ปลูกที่นำเข้ามาปลูกในสมัยรัชกาลที่ 5 นิยมปลูกให้ร่มเงาและนำฝักไปเป็นอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง ศิษย์เก่ารุ่นก่อนพ.ศ. 2481 เล่าว่า สมัยก่อนชาวบ้านทุ่งพญาไทนำวัวควายมาเลี้ยงในพื้นที่บริเวณนี้ จึงสันนิษฐานได้ว่า วัวควายที่นำมาเลี้ยงนั้นกินฝักจามจุรีเป็นอาหาร เมื่อถ่ายมูลออกมา จะมีเมล็ดของต้นจามจุรีออกมาด้วย จึงเป็นที่มาของต้นจามจุรี นี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้นจามจุรีกลายเป็นตัวเลือกหลักในการปลูกประดับตลอดสองข้างทางของถนนหน้าตึก พื้นที่นี้เป็นป่าจามจุรีมาตั้งแต่แรกแล้ว สันนิษฐานว่า วัวควายที่นำมาเลี้ยงนั้นกินฝักจามจุรีเป็นอาหาร เมื่อถ่ายมูลออกมา จะมีเมล็ดของต้นจามจุรีออกมาด้วย จามจุรีหายไป? ศ.ดร.ทวีศักดิ์  บุญเกิด อาจารย์ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ได้ทำการสำรวจและวัดเส้นรอบวงของต้นจามจุรีทั้งหมดบนถนนหน้าตึก โดยวัดเส้นรอบวงที่ความสูงระดับอก (วัดที่ความสูง 1.3 เมตรจากพื้น) ค่าที่วัดได้เรียกว่า ค่า GBH หรือ Girth at Breast Height จากค่าดังกล่าวจะเปรียบเทียบและคำนวณอายุของต้นไม้อย่างคร่าวๆ ได้ ผลการสำรวจพบว่าต้นจามจุรีที่เราเห็นบนถนนหน้าตึก มีเส้นรอบวงน้อยกว่า 2.7 เมตร คาดว่าเกือบทั้งหมดเป็นต้นจามจุรีที่ปลูกขึ้นใหม่ระหว่างพ.ศ. 2516 – 2517 ยกเว้นต้นไม้ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ มีเส้นรอบวงเกิน 3 เมตร เพียง 5 ต้น ต้นที่ใหญ่ที่สุดอยู่หน้าอาคารชีววิทยา 1 ตึกขาว คณะวิทยาศาสตร์ มีเส้นรอบวง 4.20 เมตร คาดว่ามีอายุอยู่ระหว่าง 83 – 88 ปี ส่วนอีก 4 ต้นที่เหลืออยู่หน้าโรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ต้นจามจุรี 5 ต้นดังกล่าว ก็ยังไม่ใช่ต้นจามจุรีรุ่นแรกสุดที่ปลูกมาพร้อมกับการสร้างถนนหน้าตึก เพราะศิษย์เก่ารุ่นแรกๆ ถ่ายรูปต้นจามจุรีไว้เมื่อประมาณ พ.ศ. 2491 เป็นภาพของต้นจามจุรีที่มีขนาดใหญ่ มีอายุไม่น่าจะต่ำกว่า 20 ปี หากจามจุรีดังกล่าวยังอยู่จะมีอายุประมาณ 100 ปี ดังนั้นต้นจามจุรีขนาดใหญ่ 5 ต้นนี้ จึงน่าจะเป็นต้นที่ปลูกใหม่เช่นกัน แต่ปลูกในบริเวณที่ไม่ใช่แนวขยายถนน เกือบทั้งหมดเป็นต้นจามจุรีที่ปลูกขึ้นใหม่ ยกเว้นเพียง 5 ต้น แต่ 5 ต้นดังกล่าวก็ยังไม่ใช่ต้นจามจุรีรุ่นแรกสุด แล้วต้นจามจุรีรุ่นเก่าหายไปไหน? สาเหตุสำคัญคือจำเป็นต้องโค่นต้นจามจุรีที่อยู่ตามแนวถนนหน้าตึกเพื่อขยายถนน และก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ๆ นอกจากนี้ต้นจามจุรีเป็นต้นไม้ที่ดูแลยาก มีโรคพืช เมื่อมีคนไปตอกตะปูติดประกาศ ติดไฟแสงสีต่างๆ แมลงศัตรูพืชจะชอนไชเข้าไปวางไข่ในรอยตอกตะปู และยังมีกระรอกที่กัดแทะกิ่งและเปลือกต้นจนเป็นแผล ส่งผลให้โรคและแมลงเข้าทำลายซ้ำเติมได้ง่าย จำนวนต้นจามจุรีจึงลดลงอย่างมากในช่วงพ.ศ. 2480 – 2500 และเนื่องจากต้นจามจุรีเป็นไม้ที่ผลัดใบและฝักจำนวนมาก ฝักของจามจุรีมีน้ำหวานทำให้พื้นหนียวเหนอะหนะ ประกอบกับกิ่งก้านที่หักหล่นง่าย ทำให้พื้นถนนและคูข้างสกปรก ผู้บริหารจุฬาฯในช่วงพ.ศ. 2500 จึงไม่มีนโยบายปลูกต้นจามจุรีทดแทนต้นเก่าที่หายไป การกลับมาอีกครั้งของจามจุรี จากการที่ต้นจามจุรีมีจำนวนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 จึงพระราชทานพระกระแสถามถึงเหตุที่ต้นจามจุรีมีจำนวนน้อย และรับสั่งว่าจามจุรีมีความผูกพันกับคนแถวนี้มาก หากจุฬาฯ ไม่ปลูกจะเสด็จพระราชดำเนินมาปลูกเอง ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนิน ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานต้นจามจุรีแก่มหาวิทยาลัยจำนวน 5 ต้น ซึ่งทรงนำมาจากพระราชวังไกลกังวล หัวหิน และทรงปลูกด้วยพระองค์เอง ที่บริเวณด้านหน้าหอประชุมจุฬาฯ ฝั่งสนามฟุตบอล นอกจากนั้นพระองค์ยังพระราชทานพระราชดำรัสถึงความผูกพันระหว่างจุฬาฯ กับจามจุรีว่า มีมานานตั้งแต่สร้างมหาวิทยาลัย ทรงเน้นว่าสีชมพูเป็นสัญลักษณ์สูงสุดอย่างหนึ่งของจุฬาฯ ทรงเล่าว่าทรงปลูกต้นไม้ที่พระตำหนักไกลกังวล ต้นจามจุรีงอกขึ้นบริเวณที่ทรงปลูกต้นไม้ไว้ จึงทรงถือว่าทรงปลูกต้นจามจุรีเหล่านั้นด้วย เมื่อจามจุรีโตขึ้นแล้วเห็นว่าควรเข้ามหาวิทยาลัยเสียที สถานที่เรียนนั้นไม่มีที่ใดเหมาะสมเท่าจุฬาฯ จึงขอฝากต้นไม้ไว้ห้าต้น ให้เป็นเครื่องเตือนใจตลอดกาล และเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2539 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด ‘ลานจามจุรีพระราชทาน‘ ที่จุฬาฯ ได้ตกแต่งขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติครบ 50 ปี ลานจามจุรีพระราชทานนี้จึงเป็นเสมือนอนุสรณ์สถานให้ชาวจุฬาฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เปรียบดั่งต้นจามจุรีที่คอยแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาเย็นชื่นแก่ชาวจุฬาฯ ตลอดมา ถ่ายภาพโดย ชไมนาถ เหรียญวิจิตร์ (อักษรศาสตร์) แหล่งอ้างอิง คณะกรรมการจัดงาน “50 ปี ร้อยใจจุฬาฯ 06”. 2556. 50 ปี ร้อยใจจุฬาฯ 06. กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. … Continued

Article

40 ปี 6 ตุลาฯ: เมื่อปากกาเขียนบนเก้าอี้


โดย , เมื่อ

“……”  – คนไทยในปี 2519 กล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เขาว่ากันว่า คนไทยไม่ชอบพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ทั้งๆ ที่มีอะไรให้พูดถึง ให้เรียนรู้ ให้เข้าใจเกี่ยวกับมันตั้งมากมาย เขาว่ากันว่า เป็นเพราะคนไทยไม่ชอบพูดถึงอะไรที่ไม่สวยไม่งาม เพราะความโหดร้าย ความหวาดกลัว และความเป็นจริงที่น่าเกลียดในวันนั้น จนสื่อต่างๆ ในสมัยนั้นพากัน ‘ปิดข่าว’ ทำเฉยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่เกี่ยวข้อง แม้รู้เรื่องจริงก็ไม่กล้าจะเอ่ยออกมา กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเงียบงันและการทำให้ลืม ที่เรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี ทางคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ จึงตัดสินใจจัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ขึ้น พร้อมกับชวนคนรุ่นใหม่มาร่วมพูดคุยและคิดไปด้วยกันในประเด็นเรื่อง พลังของสื่อ การสร้างความเกลียดชัง และการเข้าใจเพื่อนมนุษย์ แนะนำรายวิชา ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของงาน ผมขอพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่เป็นดาวเด่นของงานก่อนสั้นๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และยิ่งไปกว่านั้นคือมันมีความสำคัญอย่างไรต่อประเด็นปัญหาที่ผู้จัดได้ยกขึ้นมาพูดคุยกัน ช่วงปี 2519 เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีสภาพการเมืองที่ “เปราะบางซับซ้อน” ทั้งในและนอกประเทศ รัฐบาลมีความพยายามที่จะนำอดีตผู้นำเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร กลับเข้าประเทศหลังจากที่ถูกขับไล่ไปเมื่อสามปีก่อน (ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ) นักศึกษาและประชาชนส่วนหนึ่งจึงออกมาชุมนุมประท้วงการกระทำดังกล่าวของรัฐบาล แต่การปลุกระดมของรัฐบาลและสื่อมวลชน ทำให้คนเข้าใจไปว่าผู้ชุมนุมต้องการล้มล้างสถาบันฯ จนนำไปสู่แนวคิดที่ว่า “พวกมันไม่ใช่คน”  ทำให้เหตุการณ์บานปลายเป็นการที่ตำรวจและประชาชนไทยบางกลุ่มร่วมมือกันทำร้าย ทรมาน และสังหารผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างป่าเถื่อนโหดร้าย และด้วยความภาคภูมิใจว่าตนเองได้ “ฆ่าศัตรูของชาติ” ซึ่งที่จริงก็คือลูกหลานคนไทยด้วยกันเอง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างไรก็ตาม การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม เมื่อ 40 ปีที่แล้ว กลับถูกลบลืมไปในเวลาต่อมา การพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ทำได้แค่เพียงพูดอ้อมๆ ว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมีผู้เสียชีวิตไป ‘บ้าง’ โดยละเลยถึงรายละเอียดและสาเหตุออกไป แม้ว่านั่นจะเป็นความโหดร้ายป่าเถื่อนที่ประเทศไทยไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน และเป็นความโหดร้ายที่ประชาชนชาวไทย ทำกับประชาชนชาวไทยด้วยกันเอง มีช่วงหลังๆ นี้เองถึงได้กลับมารื้อฟื้นค้นคว้า และหยิบประวัติศาสตร์ส่วนนี้มาปัดฝุ่นถกเถียงกันอีกครั้ง เตรียมความพร้อม ก่อนที่จะถึงกิจกรรมหลักในวันที่ 6 ผู้จัดได้เริ่มด้วยการอุ่นเครื่องเล็กๆ น้อยๆ ผ่านงาน ‘ความรู้และความไม่รู้ ว่าด้วย 6 ตุลาฯ’ ซึ่งในวันนั้น ผู้จัดงานได้นำรูปและเอกสารหลักฐานต่างๆ มาดูและวิเคราะห์ให้ฟัง ซึ่งมีข้อมูลมากมายที่ไม่เคยได้เปิดเผยมาก่อน เช่น การที่ผู้ที่ถูกแขวนคอบนต้นไม้มีถึง 5 คน ไม่ใช่ 2 คนอย่างที่เคยทราบกัน การที่ผู้ที่ถูกแขวนคอในรูป ‘เก้าอี้ฟาด’ นั้นไม่ใช่คนเดียวกับที่เราเข้าใจกัน ประสบการณ์การประชุมกันของแกนนำนักศึกษาในคืนก่อนหน้าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และประวัติผู้เสียชีวิตบางคนที่ทีมงานค้นคว้าเพิ่มเติมได้ สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลค้นคว้าที่ว่าคือแม้ว่าถึงเวลาจะผ่านมา 40 ปีแล้ว ก็ยังคงมีสิ่งที่เราไม่รู้เกี่ยวกับการสังหารหมู่ครั้งนี้อยู่อีกมาก คนที่ฟาด ‘เก้าอี้’ ในภาพนั้นคือใคร เกิดอะไรขึ้นในเหตุการณ์วันนั้นบ้าง ผู้เสียชีวิตบางส่วนก็ยังคงไม่ทราบชื่อ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเองก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรมใดๆ นอกจากนี้ ทางทีมผู้จัดเองก็กล่าวถึงความยากลำบากในการทำงาน เช่น ข้อมูลหายไปจำนวนมาก หรือการที่คนในเหตุการณ์ไม่กล้าให้ข้อมูล เพราะกลัวว่าตนจะเป็นอันตราย อีกกิจกรรมย่อยหนึ่งคือ การโต้วาทีในประเด็น “สื่อหรือผู้คน ใครมีผลกับการเมืองมากกว่ากัน” ซึ่งโดยสรุปแล้ว แนวคิดที่ได้จากการโต้วาทีคือ เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าสื่อมีอำนาจในการยุยง ปลุกปั่น และโน้มน้าวจิตใจคน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่ลืมว่าไม่ใช่เพียงสื่ออย่างเดียวที่มีผลกับความเชื่อของคน เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะทำให้เกิดผลอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็คือมวลชนเอง ในฐานะผู้เขียน ผมเห็นว่าจริงๆ ในยุคนี้เราไม่สามารถแยกสื่อกับมวลชนได้แล้ว เพราะพวกเรารับสารและส่งสารกันมากจนเหมือนเราเป็นทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน สิ่งที่เราเขียนบนโซเชียลมีเดียเข้าถึงคนได้จำนวนมากเป็นร้อยเป็นพัน หรืออาจเป็นล้านๆ ด้วยซ้ำ แล้วแต่ชื่อเสียงของแต่ละคนในโลกออนไลน์ ผมเห็นว่าในวันนี้ คำพูดของ ‘มวลชน’ ที่มีโลกออนไลน์อยู่ในมือนั้นไม่ได้เบากว่าสื่อเลย ไม่ว่าจะเป็นสื่อท้องถิ่น หรือสื่อกระแสหลักก็ตาม เข้าสู่ชั่วโมงเรียน ส่วนกิจกรรมหลักของงานนี้คือ ‘ตุลา talk’ ว่าด้วย ‘มุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ’ มีวิทยากรทั้งสิ้น 6 คน มาร่วมพูดคุยจากมุมมองที่ต่างกัน เริ่มด้วย กระติ๊บ วริษา สุขกำเนิด น้องเล็กสุดของงาน น้องเป็นนักศึกษาระดับมัธยมและเป็นนักเคลื่อนไหวรุ่นเล็กไฟแรง มีตำแหน่งเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทยช่วยยืนยัน กระติ๊บพูดถึงประเด็นการเรียนการสอนเรื่องประวัติศาสตร์ของไทยไว้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในบ้านเราจะมุ่งให้รู้และท่องจำเหตุการณ์ต่างๆ แต่ไม่ได้ให้ตั้งคำถามหรือวิเคราะห์ ไม่หาสาเหตุหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งปัญหาก็คือ จะทำให้ผู้เรียนไม่เห็นสถานการณ์แวดล้อมและภาพรวมของเหตุการณ์ที่ศึกษาได้ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยจะเน้นกล่าวถึงแต่เรื่องราวที่ดีๆ น่าภูมิใจ แต่ไม่ได้นำความผิดพลาดในอดีตมาพูดถึงว่าผิดพลาดอย่างไร และไม่ได้เกิดการสนทนาถกเถียงว่าควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดคล้ายกันซ้ำเดิมอีก และด้วยรูปแบบการสอนของไทยแบบดังกล่าวนี่เอง ที่ทำให้การเรียนประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาไทยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด รูปแบบการสอนประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาไทย ทำให้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด ความคิดเห็นเหล่านี้ กระติ๊บอ้างอิงมาจากการเปรียบเทียบประสบการณ์การศึกษาในไทยกับประสบการณ์ของตนที่ได้ไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศเดนมาร์ก ที่ทำให้น้องมีโอกาสได้เรียนประวัติศาสตร์แบบที่เน้นการวิเคราะห์และพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน โดยได้ลองนำเหตุการณ์ที่ศึกษามาเทียบเคียงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน รวมถึงจำลองสถานการณ์ให้นักเรียนลองตัดสินใจเองอีกด้วย บทสนทนาขยับย้ายมาที่ โตมร ศุขปรีชา ผู้ที่แสดงความคิดเห็นในฐานะนักคิดนักเขียนที่เกิดทันเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองหลายครั้ง ตั้งแต่ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ โตมรชี้ถึงพลังของสื่อที่มีต่อการเมือง โดยมองจากมุมของยุคก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ต ที่ผู้คนแทบไม่สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวอะไรทางอื่นได้เลยนอกจากผ่านสื่อกระแสหลักเท่านั้น การรับรู้ของคนทั้งประเทศจึงถูกผูกขาดที่คนกลุ่มเดียว สื่อบอกแค่ไหน ชาวบ้านทั่วไปก็ได้รู้แค่นั้น ต่างกับในปัจจุบันที่มีช่องทางให้สื่อเกิดขึ้นใหม่ได้มากมายและหลากหลาย อินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นสื่อทางเลือกให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มาจากแง่มุมต่างๆ ในสังคมได้อย่างรอบด้านมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ช่องทางเหล่านี้ก็ทำให้เกิดสื่อที่ขาดความรับผิดชอบ และนำเสนอสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหายอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น ความแตกต่างในการเข้าถึงสื่อของทั้งสองจึงมีความอันตรายในตัวของมันเอง พวกเราจึงควรรับสื่ออย่างมีสติ เลือกรับฟังข้อมูลจากหลายด้านโดยปราศจากอคติ ก่อนที่ตัดสินใจเชื่อในความคิดใดความคิดหนึ่ง รับสื่ออย่างมีสติ รับฟังข้อมูลจากหลายด้านโดยปราศจากอคติ ต่อจากนั้น วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ในฐานะที่เป็นลูกชายคนเล็กของ รศ.ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และจิระนันท์ พิตรปรีชา คู่รักนักเคลื่อนไหวชื่อดัง เขาได้เล่าถึงอิทธิพลของครอบครัวต่อแนวคิดทางการเมืองว่า แนวคิดของพ่อแม่ไม่ได้ส่งผลกับแนวคิดของตนโดยตรง แต่สิ่งที่ได้จากครอบครัวที่สำคัญยิ่งกว่า คือโอกาสที่จะได้เข้าใจในแนวคิดของพ่อแม่ รวมไปถึงของคนกลุ่มอื่นๆ มากกว่า นอกจากนั้น อีกบทบาทหนึ่งของวรรณสิงห์คือการทำอาชีพพิธีกร ซึ่งทำให้เขาได้มีโอกาสพบเจอคนหลายประเภท และจากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับผู้คนเหล่านั้น เขาก็พบว่าแม้ในการกระทำที่เข้าใจไม่ได้ที่สุด ทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองที่ฟังขึ้น ดังนั้น หากต้องการจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เราควรทำความเข้าใจความคิดคนทุกฝ่าย แม้ในการกระทำที่เข้าใจไม่ได้ที่สุด ทุกคนก็มีเหตุผลของตัวเองที่ฟังขึ้น อีกประเด็นที่น่าสนใจที่เขาได้ฝากไว้ก็คือ การพยายามสรุปเรื่องยากๆ ให้ง่าย ที่ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะอาจเกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดได้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอย่าลืมว่า เมื่อมาถึงจุดหนึ่งแล้ว มนุษย์จริงๆ และสถานการณ์จริงๆ มักจะหลากหลายและซับซ้อนเกินกว่าจะตัดสินได้ด้วยเวลาอันสั้นเสมอ ส่วน นิ้วกลม สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ มองว่าเป็นประเด็นของการสร้างความเกลียดชัง โดยนิ้วกลมได้กล่าวไว้ว่า เมื่อคนธรรมดาคนหนึ่งได้เริ่มสร้างคนเลวขึ้น และเริ่มต่อสู้กับคนเลวคนนั้น เราก็จะเริ่มรู้สึกว่าเราเป็นคนดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกระบวนการนี้ถูกนำมาใช้ในการเมืองไทยอยู่เสมอ ประเด็นนี้ได้รับการสนับสนุนโดย รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ว่าการสร้างความเกลียดชัง มักเริ่มจากการทำให้เกิดการแบ่งแยก มีพวกเขามีพวกเรา พวกเราดี พวกเขาเลว แล้วนำไปสู่การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ผู้นำ โดยเริ่มจากทำอะไรง่ายๆ เช่น พูดตาม ปรบมือตาม จากนั้นก็จะเริ่มให้โจมตีฝั่งตรงข้ามจากเบาไปหนัก เช่น อาจเริ่มจากการไปปิดสถานที่ ทำลายข้าวของ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย เมื่อมีคนจำนวนมาก ก็ทำให้เกิดการทำตามๆ … Continued

Article

ฮัดชิ่ว!: ตากฝนแล้วเป็นหวัด… จริงหรือ?


โดย เมื่อ

ตอนเป็นเด็ก ฝนตกทีไรอดออกไปเล่นนอกบ้านทุกที เพราะผู้ใหญ่จะขังเราไว้ในบ้าน บอกว่าตากฝนแล้วเป็นหวัด แล้วหยาดฝนที่หล่นมาจากฟ้าจะนำพาโรคมาให้เราจริงเหรอ หรือโดนผู้ใหญ่หลอกมาตลอดล่ะนี่ จะอธิบายตำนานบทนี้ได้ยังไง ลองไปดูกัน แค่ไหนคือไข้หวัด ไข้หวัดเกิดจากอะไร? ไข้หวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจส่วนบน อาจมีอาการน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ มีไวรัสมากกว่า 200 ชนิดที่วนเวียนกันมาก่อโรคให้เราได้ทั้งปี แม้อาการของโรคจะไม่รุนแรงแต่มักจะอยู่นานเป็นสัปดาห์และน่ารำคาญอย่าบอกใคร เป็นหวัดกินยาอะไรดี? เราสามารถบรรเทาความทรมานจากหวัดด้วยยาลดน้ำมูกหรือยาลดไข้ แต่จะไม่ใช้ยาฆ่าเชื้อ เพราะหวัดสามารถหายเองได้ ขอแค่รอเวลาให้ภูมิคุ้มกันได้ทำงาน เพราะไข้หวัดส่วนมากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส 80-85% ส่วนที่เหลือเกี่ยวโยงกับการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่รู้สาเหตุ คนที่ติดเชื้อไวรัสแล้วกินยาปฏิชีวนะจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียเท่านั้น แต่เดิมมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน แต่ตอนนี้ไม่แนะนำให้ใช้ในไข้หวัดทั่วไป เพราะประเด็นการดื้อยาของแบคทีเรีย ดังนั้น หากเป็นหวัดมานานหรือกำลังจะอยู่กับมันไม่ไหว มาให้หมอช่วยดูแลจะปลอดภัยต่อกายใจที่สุด คนที่ติดเชื้อไวรัสแล้วกินยาปฏิชีวนะจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียเท่านั้น ทำไมเป็นไข้หวัดแล้วต้องน้ำมูกไหลกับมีไข้? ไวรัสหลายสายพันธุ์สามารถเข้าไปในเยื่อบุโพรงจมูก เพิ่มจำนวนโดยการเข้าไปในเซลล์และใช้สารที่อยู่ในเซลล์สร้างไวรัสตัวใหม่ และตัวใหม่ก็สามารถสร้างตัวใหม่ได้เรื่อยๆ วนเวียนไป บางส่วนออกมานอกเซลล์เพื่อบุกรุกเซลล์ข้างเคียง ไวรัสไข้หวัดส่วนใหญ่เข้าร่างกายคนแล้วก็ทำแค่นี้ ไม่ได้ต้องการจะทำร้ายร่างกายใครแต่อย่างใด สิ่งที่ทำให้ไม่สบายคือภูมิคุ้มกันเราเองที่พยายามต่อสู้กับไวรัส เม็ดเลือดขาวเป็นเหมือนตำรวจในกระแสเลือด เมื่อเดินทางมาบริเวณจมูกพบบางอย่างผิดปกติก็จะเริ่มทำงาน ผลจากการทำงานของเม็ดเลือดขาวทำให้รู้สึกไม่สบาย เช่น มีไข้และน้ำมูกไหล น้ำมูกไหล: เมื่อเม็ดเลือดขาวต้องการเรียกกำลังเสริมจึงสร้างสารมาทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นขยายตัวพร้อมให้มีช่องว่างมากขึ้นเพื่อให้เม็ดเลือดขาวออกจากหลอดเลือดไปยังเป้าหมายได้สะดวกขึ้น ผลคือน้ำจากเลือดก็แพร่ออกมานอกหลอดเลือด แล้วไหลออกทางโพรงจมูกเป็นน้ำใสๆ ไข้: เม็ดเลือดขาวหลั่งสารมากมายเมื่อเจอเชื้อโรค โดยผลข้างเคียงของสารบางตัวเมื่อไปถึงสมองคือจะเพิ่ม set-point ของอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจึงตอบสนองโดยทำตัวเองให้ร้อนขึ้นเป็นไข้ ทำให้รู้สึกไม่สบายสำหรับทั้งตัวเราและไวรัส เพราะไวรัสก็ไม่ชอบอากาศร้อนและจะอ่อนแอลง ฝนเป็นอะไรกับไข้หวัด ฝนทำให้เราเป็นหวัดหรือเปล่า? เพราะหวัดเกิดจากสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าไวรัส ตากฝนจนตายก็ยังเป็นหวัดไม่ได้ถ้าไม่เจอไวรัส ส่วนเมฆฝนเกิดจากการควบแน่นของไอน้ำบนอากาศ ซึ่งเชื่อว่ามีแบคทีเรียหรือราเป็นตัวการควบคุมการผลิต มีความเป็นไปได้ที่จะนำพาโรคอื่นๆ มาด้วย แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันใดๆ ว่าไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดมากับน้ำฝน! แต่ถึงอย่างนั้น ในเวลาฝนตก ทั้งน้ำทั้งลมต่างก็โหมให้ร่างกายเย็น ซึ่งมีส่วนทำให้เราไม่สบาย เพราะเมื่ออุณหภูมิร่างกายโดยเฉพาะบริเวณโพรงจมูกลดต่ำลง 1-2°C  ไวรัสหวัดบางสายพันธุ์ก็จะเจริญได้ดีขึ้น ในขณะที่ภูมิคุ้มกันทำงานได้แย่ลง ถ้าไวรัสแข็งแกร่งกว่าระดับที่ภูมิคุ้มกันสามารถควบคุมได้ มันจะเจริญได้ในร่างกายเพื่อก่อโรคต่อไป จึงอาจจะบอกได้ว่า ฝนไม่ได้ทำให้คนเป็นหวัดได้โดยตรง แต่ฝนหรืออะไรก็ตามที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำลงทำให้เรามีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น ยังไม่มีการยืนยันใดๆ ว่าไวรัสที่ทำให้เป็นหวัดมากับน้ำฝน! ฝนตกทีไรหายใจลำบาก แบบนี้คือเป็นหวัดใช่ไหม? บางคนมีอาการแน่นจมูกในขณะที่ฝนตก อย่าน้อยใจไปว่าหวัดเลือกคุณแล้ว เพราะไวรัสหวัดมีระยะฟักตัว 1-3 วัน หมายความว่าต่อให้ตอนนั้นติดหวัดจริงๆ อาการคัดจมูกนั่นไม่ได้เพราะหวัด อาจเป็นแค่อาการของคนหอบเมื่อสัมผัสกับอากาศเย็น จะตอบได้ว่าเป็นหวัดหรือเปล่าต้องรอดูอาการเป็นวัน ทำไมหนาวแล้วสั่น จะเป็นอะไรไหม? การสั่น (Shivering) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเป็นหวัด การสั่นเป็นภาวะปกติเมื่อสัมผัสความหนาว เป็นการปรับตัวอย่างหนึ่งเพื่อสร้างความร้อนมารักษาอุณหภูมิแกนกลางของร่างกาย อาบน้ำก็เปียก แล้วทำไมอาบน้ำไม่ทำให้เป็นหวัด? มีความแตกต่างกันเล็กน้อยสำหรับความเปียกที่เราควบคุมได้กับความเปียกที่เราไม่อยากให้เกิด หลักๆ ก็คือการอาบน้ำไม่ทำให้ร่างกายเย็นมากเท่ากับการตากลมตากฝนในที่แจ้ง โดยเฉพาะถ้าน้ำที่ใช้อาบเป็นน้ำอุ่น การเช็ดตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้าเปิดประตูมาเจอหน้าผู้คนทำให้เหลือหยดน้ำจำนวนเล็กน้อยบนผิวหนัง และเมื่อไม่มีลมแบบที่มาพร้อมกับฝน น้ำบนผิวกายจึงระเหยอย่างช้าๆ ไม่ดึงความร้อนในร่างกายออกไปทีเดียวหมด ทุกอย่างนี้ทำให้ร่างกายได้เวลาปรับตัว เมื่อร่างกายควบคุมอุณหภูมิได้ ก็ไม่เปิดโอกาสให้เชื้อได้แผลงฤทธิ์ ทำยังไงให้ไกลหวัด มีวิธีไหนที่จะลดโอกาสตากฝนแล้วเป็นหวัดได้บ้างมั้ย? ถ้าร่างกายเย็นลง โอกาสติดเชื้อไวรัสก็มากขึ้น ดังนั้น วิธีการลดความเสี่ยงนั้นลงคือการทำให้ร่างกายควบคุมอุณหภูมิได้ โดยแนะนำให้หลบลม หาผ้ามาเช็ดหยดน้ำที่เปียกตามตัวและเส้นผมก่อนที่มันจะได้โอกาสระเหย เปลี่ยนจากเสื้อผ้าที่เปียกมาเป็นชุดใหม่ที่ใส่แล้วอบอุ่น หรือหาทางเพิ่มความร้อนให้ร่างกาย เช่น เปิดเครื่องทำความร้อน ก่อกองไฟ ไปจนถึงการกินอาหารหรือยาบางตัว ก็จะช่วยขยายหลอดเลือดให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังได้มากขึ้น หรือจะหาใครมาให้ความอบอุ่นก็แล้วแต่สบายใจเลย วิธีการลดความเสี่ยงลงคือการทำให้ร่างกายควบคุมอุณหภูมิได้ ฝนมีโรคอื่นให้เราได้อีกไหม? การที่คนหนึ่งจะตากฝน คงไม่ใช่แค่ยืนเงยหน้ารับหยดน้ำที่หล่นร่วงมาจากบนฟ้า แต่ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน ลมแรงพัดพาอนุภาคน้อยใหญ่จากไหนไม่อาจคาดเดาได้ให้ล่องลอยมา เขาก็จะมีความเสี่ยงในการรับสิ่งที่ไม่เป็นมิตรเข้าร่างกาย จังหวะนี้ไวรัส แบคทีเรีย ราหลายชนิดที่ติดต่อได้ทางอากาศ (airborne transmission) มีโอกาสเข้าถึงคนมากขึ้น โรคที่พบได้บ่อยเช่น สุกใส ไข้หวัดใหญ่ หัด ฝีดาษ ราในปอด วัณโรค หรือถ้ามีน้ำท่วมด้วย จะเป็นโอกาสของเชื้อโรคอีกหลายชนิดที่ติดต่อได้ทางน้ำ (waterborne transmission) ได้แพร่กระจาย เช่น มาลาเรีย วัณโรค ไข้เลือดออก ไวรัสตับอักเสบ ฉี่หนู ปรสิต ดังนั้น ในสภาวะอากาศที่คาดเดาไม่ได้แบบนี้ ระวังตัวเผื่อเอาไว้ก่อนน่าจะดีกว่านะจ๊ะ     ขอขอบคุณข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักนัน พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี ภาพประกอบโดย มัทวัน สิทธิพรพันธ์ (อักษรศาสตร์) แหล่งอ้างอิง Mayo Clinic Staff. Overview – common cold [Internet]. 2016 [cited 2016 Sep 20]. Available from: http://www.mayoclinic.org/diseases–conditions/common–cold/home/ovc–20199807 facebook.com [Internet]. Rational drug use. [cited 2016 Sep 20]. Available from: https://www.facebook.com/ 896404783733131 Foxman EF, Storer JA, Fitzgerald ME, Wasik BR, Hou L, Zhao H, et al. Temperature–dependent innate defense against the common cold virus limits viral replication at warm temperature in mouse airway cells. Proceedings of the National Academy of Sciences [Internet]. 2015 [cited 2016 Sep 20]: 827–832. Available from: http://www.pnas.org/content/112/3/827 Mäkinen T, Juvonen R, Jokelainena J, Harjue TH, Peitsob A, Bloiguf A, et al. Cold temperature and low humidity are associated with increased occurrence of respiratory tract infections. Respiratory Medicine. 2009;103(3):456-462  

Article

จั๊กจี้: ถามตอบปัญหาของปฏิกิริยาสุดพิศวง


โดย เมื่อ

ความรู้สึกสุดฉงนที่ทุกคนคุ้นเคย เผยความลับของการจั๊กจี้ รู้จักจั๊กจี้ ตามความหมายของพจนานุกรม จั๊กจี้ (tickling) เป็นอาการรู้สึกเสียวสะดุ้งหรือหัวเราะโดยไม่ตั้งใจเมื่อถูกสัมผัสที่จุดจำเพาะ เช่น รักแร้ หรือเอว เป็นต้น ซึ่งตรงกับคำเท่ๆ ว่า gargalesis แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอาการจั๊กจี้อีกประเภทหนึ่งชื่อ knismesis ซึ่งเป็นการถูกสัมผัสแผ่วเบาดังขนนกไปตามร่างกาย อันนี้จะไม่ทำให้หัวเราะ แต่จะมากับความเสียวและความคัน อาการจั๊กจี้ไม่เหมือนกันคำว่าบ้าจี้ (Latah) ที่หมายถึงโรคทางระบบประสาทประเภทหนึ่ง ที่เวลาตกใจจะเกิดการเคลื่อนไหวหรือหัวเราะโดยไม่ได้ตั้งใจ จั๊กจี้เกิดยังไง และทำไมต้องหัวเราะ? ความรู้สึกจั๊กจี้เกิดขึ้นได้ดีเมื่อคนเราถูกกระตุ้นได้ถูกจุด ถูกเวลา ด้วยน้ำหนักที่พอดี การเกิดขึ้นของความรู้สึกอันน่าพิศวงนี้ เริ่มต้นจากการมีสิ่งเร้ามากระทบตัวรับที่ผิวหนังที่รับสัมผัสความคันและความเจ็บ จากนั้นตัวรับจะสร้างศักย์ไฟฟ้าทำงานส่งผ่านระบบประสาทเข้าสู่สมองเพื่อประมวลผล สมองจะรู้ว่าสัมผัสแบบนี้แรงเท่านี้จะเป็นอาการจั๊กจี้หรือไม่ และให้การตอบสนองตามอารมณ์และสถานการณ์ เช่นถ้าคนนั้นกำลังอยู่ในมู้ดเฮฮาปาร์ตี้ ก็จะหัวเราะออกมา บางทีคนขี้จั๊กจี้มากๆ ก็มีอาการโดยไม่ต้องมีการถูกเนื้อต้องตัวก็ได้ แบบว่าเพื่อนแกล้งลองเชิงจะจิ้มเอว ก็เจ้าสมองนี่แหละที่คิดไปไกลแล้วว่าฉันจะถูกจั๊กจี้ ร่างกายถูกสั่งให้เกิดการตอบสนอง เป็นการสะดุ้งก่อนที่จะโดนกระทำจริงๆ ซะอีก ทำไมจั๊กจี้แล้วดิ้น แต่ละคนดิ้นเท่ากันมั้ย? ก็เหมือนความรู้สึกทางกายอื่นๆ นั่นแหละ แต่ละคนมีระดับความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน ความไว (sensitivity) สำหรับการจั๊กจี้เป็นตัวกำหนดว่าใครจะทนได้มากกว่า ซึ่งความไวนี้ถูกกำหนดด้วยหลายปัจจัย คนที่มีความไวต่อการจั๊กจี้มากก็จะทนได้น้อย พอถึงจุดที่โดนกระตุ้นจนทนไม่ได้คนนั้นก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อหลีกหนีสิ่งเร้า เช่น ดึงอวัยวะส่วนนั้นออกห่างจากต้นเหตุความจั๊กจี้ ป้องกันตัว หรือวิ่งหนี คนขี้จั๊กจี้คือคนที่ทนการจั๊กจี้ได้ไม่ดี แต่ไม่ได้แปลว่าเขาหัวเราะได้ง่าย การจั๊กจี้จะทำให้หัวเราะก็ต่อเมื่ออารมณ์กับสถานการณ์ตอนนั้นต้องเข้าทางด้วย ความไว (sensitivity) สำหรับการจั๊กจี้เป็นตัวกำหนดว่าใครจะทนได้มากกว่า จั๊กจี้ได้กี่สถานการณ์ อยากจั๊กจี้ตัวเอง จะได้ไหม? เมื่อคนจะจั๊กจี้ตัวเองจะมีรูปแบบการส่งสัญญาณภายในของระบบประสาท กล่าวคือ สมองจะสั่งให้ร่างกายขยับนอกจากจะสร้างสัญญาณประสาทไปกล้ามเนื้อแล้ว ยังมีสัญญาณอีกส่วนหนึ่งที่ส่งไปสมองอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้สมองส่วนนั้นประมวลผลคาดเดาความรู้สึกที่น่าจะเกิดขึ้นโดยดูจากการสั่งการ ยิ่งเป็นการขยับของร่างกายเราเองการคาดเดาก็จะแม่นยำขึ้น ถ้าสิ่งที่สมองคาดเดาไว้ตรงกับความรู้สึกที่มากระทำจริงๆ การตอบสนองจะถูกกดให้ลดลง เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า distal inhibition สรุปว่าที่เราหัวเราะตอนโดนจั๊กจี้นั้น เป็นเพราะเราคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าใครจะมาจั๊กจี้เราเมื่อไรและยังไง ต่างจากเวลาที่เราจั๊กจี้ตัวเอง เพราะเรารู้ล่วงหน้าทุกอย่างทั้งตำแหน่ง จังหวะ หรือแรงที่ใช้ คนส่วนใหญ่จึงจั๊กจี้ตัวเองให้หัวเราะได้ไม่เท่ากับโดนคนอื่นจั๊กจี้ จริงอยู่ว่า การที่เราจั๊กจี้ตัวเองแบบ knismesis ก็พอเกิดความรู้สึกเสียวๆ ได้ แต่ไม่มีทางเสียวเท่าคนอื่นทำให้หรอก ที่เราหัวเราะตอนโดนจั๊กจี้นั้น เป็นเพราะเราคาดเดาล่วงหน้าไม่ได้ว่าใครจะมาจั๊กจี้เราเมื่อไรและยังไง ตอนหลับจั๊กจี้ได้มั้ย? เห็นเพื่อนนอนสบายๆ อยู่ ถ้าจั๊กจี้เอวแรงๆ แล้วเขาสะดุ้งตื่นมาก็คงไม่แปลก แต่ถ้าเราจะลูบเบาๆ ให้พอรู้สึกแต่ไม่ถึงกับตื่น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เวลาเราใช้ขนนกเขี่ยเท้าคนที่หลับอยู่ เราจะพบว่าเขาชักเท้าหนีบ้าง เปลี่ยนท่านอนบ้าง ละเมอบ่นๆ บ้าง แต่จบเหมือนกัน คือเขาจะยังนอนต่อไป ซึ่งแตกต่างจากคนที่ตื่นอยู่ ที่น่าจะต้องลุกขึ้นมาตบหัวเราแน่นอน นี่เลยเป็นอีกวิธีหนึ่งในการดูว่าเขาหรือเธอหลับจริงหรือไม่ด้วยนะ แล้วหมาแมวจั๊กจี้บ้างหรือเปล่า? หลายคนชอบแสดงความรักต่อสัตว์สี่ขาด้วยการสัมผัส น้องหมาน้องแมวพอเห็นเจ้าของ ก็ชอบชวนเล่นด้วยการนอนเอกเขนกยกขาชี้ฟ้าให้เกาพุง และน้องหมาแมวจะดิ้นไปมาสีหน้าดูมีความสุข นี่ก็ตอบโจทย์แล้วว่าหมาแมวก็จั๊กจี้ได้นะ เพียงแต่การแสดงออกของเขาไม่เหมือนเราเท่านั้นเอง จริงอยู่ว่าการหัวเราะออกเสียง 555 มีเฉพาะในคน แต่สัตว์ชั้นสูงหลายชนิดก็หัวเราะได้เช่นกัน แต่ด้วยเส้นเสียงที่ยังไม่พัฒนาดีเท่ามนุษย์ การหัวเราะของพวกเขาคือ การเปล่งเสียงที่จะบอกว่าเขามีความสุข ซึ่งอาจได้ยินได้บางครั้ง ต่างสัตว์ก็ต่างเสียงกันไป จั๊กจี้ไปทำไม จั๊กจี้มีประโยชน์ด้วยเหรอ? พฤติกรรมที่หลงเหลืออยู่หลังจากผ่านกาลเวลามาจนถึงจุดสูงสุดของวิวัฒนาการนั้น โดยมากมักจะมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ในกรณีของจั๊กจี้ จะเป็นสัญญาณประสาททำให้เจ้าของร่างกายปกป้องตัวเองจากสิ่งที่น่าจะเป็นภัย เช่นแมลงตัวเล็กๆ ที่อาจมาไต่บนผิวเรา และเป็นการแสดงความสัมพันธ์ ให้เกิดความสนิทสนมผ่านการสัมผัส เช่นเวลาแม่เล่นจับตัวหัวเราะกับทารกน้อย หรือการจั๊กจี้เล่นกันในหมู่เพื่อน จั๊กจี้ทำให้ร่างกายปกป้องตัวเองจากสิ่งที่น่าจะเป็นภัย เช่นแมลงตัวเล็กๆ และทำให้เกิดความสนิทสนมผ่านการสัมผัส ตกลงจั๊กจี้เป็นเรื่องตลกหรือโหดร้าย? คนโดนจั๊กจี้คงจะดิ้นไปมา ถึงจะไม่อยากหัวเราะลั่น ก็ต้องกลั้นไว้ด้วยความทรมาน การถูกจั๊กจี้ไม่ได้สัมพันธ์กับความสุขเสมอไป ในประวัติศาสตร์มีการทรมานคนโดยการจั๊กจี้ด้วยวิธีหลากหลาย เพราะการทรมานเหล่านี้เริ่มต้นด้วยความรู้สึกจั๊กจี้ในตอนแรก และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเจ็บในเวลาต่อมา คนเจ็บแล้วยังคงหัวเราะได้มีอยู่ไม่เยอะหรอกนะ ดังนั้นการจั๊กจี้อย่างเดียวจึงไม่น่าทำให้หัวเราะนานได้ ________________________________ ขอขอบคุณข้อมูลโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศักนัน พงศ์พันธุ์ผู้ภักดี ภาพประกอบโดย ศิรดา ธารีรัตนาวิบูลย์ (ศิลปกรรมศาสตร์) แหล่งอ้างอิง Samuel S. Tickle. Journal of the American Academy of Dermatology. 2004;50(1):93–97. StateMaster – Encyclopedia: Tickling [Internet]. Statemaster.com. 2016 [cited 24 August 2016]. Available from: http://www.statemaster.com/encyclopedia/Tickling Hildred L. in Java: A Theoretical Paradox. Indonesia. 1968;4:93-104. SELLERS J. Why are some people more ticklish than others? [Internet]. HowStuffWorks. 2015 [cited 24 August 2016]. Available from: http://health.howstuffworks.com/human-body/parts/why-are-some-people-more-ticklish-than-others.htm Leuba C. Tickling and Laughter: Two Genetic Studies: The Pedagogical Seminary and Journal of Genetic Psychology: Vol 58, No 1. The Pedagogical Seminary and Journal of Genetic Psychology 1941;68:201-209. Simpson M. Voice of Students: Why can’t you tickle yourself?. Western Journal of Medicine 2001;174(6):425. Blakemore S, Wolpert D, Frith C. Central cancellation of self-produced tickle sensation. Nature Neuroscience 1998;1(7):635. Blakemore S, Frith C, Wolpert D. Spatio-Temporal Prediction Modulates the Perception of Self-Produced Stimuli. Journal of Cognitive Neuroscience. 1999;11(5):551-559. Provine R. Laughing, Tickling, … Continued

Article

Re-Entrance: ก้าวหน้า หรือ ถอยหลัง?


โดย เมื่อ

เป็นข่าวฮือฮากันไปนะครับกับเรื่องราวของ รองศาสตราจารย์ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่ที่นำเอาแนวคิดของการเอ็นทรานซ์ในอดีตเข้ามาปรับใช้ ทำให้เกิด “ประโยชน์” สูงสุดกับตัวผู้เรียน และสอดคล้องกับปรัชญาการศึกษาและหลักสูตรสถานศึกษาที่มีอยู่ แต่ เอ๊ะ? เรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่ เพราะอะไรถึงต้องเปลี่ยนด้วย คอลัมน์นี้จะตอบทุกคำถามที่คุณอยากรู้! ฤๅนี่คือจุดจบของแอดมิชชัน? เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมเรื่องการสอบเข้าเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และผู้แทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยการสอบเข้าดังกล่าวนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าส่งผลให้เกิดการเหลื่อมล้ำในกลุ่มนักเรียนที่มีฐานะแตกต่างกัน เกิดปัญหาการจองที่นั่งในมหาวิทยาลัย และมักจะนำไปสู่การสละสิทธิ์เมื่อทราบผลการคัดเลือกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกแบบรับตรง หรือแอดมิชชันก็ตาม ซึ่งหลังจากที่ได้ประชุมกันแล้วก็ได้แนวทางการแก้ไขออกมา นั่นก็คือการรวบการสอบทั้งหมดให้เหลือเพียงครั้งเดียว (ใช้ระยะเวลาจัดประมาณ 6 – 8 สัปดาห์) และปรับการคัดเลือกให้เหลือเพียงเคลียริ่งเฮ้าส์ (Clearing House) แต่ปรับเป็น 2 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งงดการคัดเลือกแบบรับตรงทุกรูปแบบอีกด้วย ท่านปลัดกระทรวงยังกล่าวอีกว่า การจัดสอบแบบนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียนโดยตรง กล่าวคือ  ลดค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ เพราะจัดสอบประเภทละครั้งเท่านั้น  นักเรียนสามารถโฟกัสกับการเรียนในชั้นเรียนจนจบชั้น ม.6 ไม่ต้องไปนั่งเรียนพิเศษให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย การจัดเคลียริ่งเฮ้าส์ 2 ครั้งจะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาได้มากขึ้น คือกว่า 90% ส่วนอีก 10% สามารถไปสมัครสอบกับสถานศึกษาที่มีที่นั่งว่างอยู่ได้ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัวเลยทีเดียว รวบการสอบทั้งหมดให้เหลือเพียงครั้งเดียว (ใช้ระยะเวลาจัดประมาณ 6 – 8 สัปดาห์) และปรับการคัดเลือกให้เหลือเพียงเคลียริ่งเฮ้าส์ (Clearing House) แต่ปรับเป็น 2 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีมาตรการให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งงดการจัดการคัดเลือกแบบรับตรงทุกรูปแบบอีกด้วย เอ็นทรานซ์สะท้านทรวง ก่อนที่จะไปต่อ อยากจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเอ็นทรานซ์กับคนที่เกิดไม่ทัน หรือเกิดทันแต่ไม่ทันได้รู้จักมันกันซะก่อน (บางคนอาจจะคิดว่าเราต้องแก่มากแน่ๆ บอกเลยว่าคุณคิดผิด!) แรกเริ่มเดิมทีการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั้นจัดแยกตามมหาวิทยาลัย เกิดปัญหาการสอบหลายครั้ง และการจองที่นั่งกันในแบบปัจจุบัน จนกระทั่ง พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (หรือมหิดลในปัจจุบัน) ได้จัดสอบร่วมกันเป็นครั้งแรก พบว่ามีทั้งเสียงที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีการเปลี่ยนแปลงมากมายกระทั่งเรื่องราวจบลงเมื่อทบวงมหาวิทยาลัยเข้ามารับหน้าที่ในการจัดสอบคัดเลือกใน พ.ศ. 2516 โดยคิดคะแนนจากการจัดสอบวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะ 100% เต็ม และเลือกได้ 6 อันดับ ซึ่งนับจากนั้นก็มีพัฒนาการในการจัดสอบเรื่อยมา ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กไม่สนใจเรียนในห้องเรียน มุ่งเรียนแต่กวดวิชานอกห้องเรียนเท่านั้น กระทั่ง พ.ศ. 2543 ที่มีการแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 3 ส่วน คือ การสอบวิชาพื้นฐานและวิชาเฉพาะ 90% ความสามารถทั่วไป (GPA) 5% และความสามารถเมื่อเทียบกับเพื่อน (PR) อีก 5% ระบบการคิดคะแนนในระบบนี้ การจัดสอบจะกินเวลา 3 วัน/ครั้ง จัดในช่วงเดือนมีนาคม และตุลาคมของทุกปี ทั้งนี้ นักเรียนสามารถสอบกี่ครั้ง และกี่วิชาก็ได้ โดยเลือกคะแนนที่ดีที่สุด และสามารถเก็บคะแนนนั้นไว้ใช้ได้ 2 ปี และเมื่อผ่านการสอบคัดเลือกแล้ว ก็จะมีการสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย เช่นเดียวกับแอดมิชชันในปัจจุบัน จากการศึกษาแหล่งข้อมูลที่กล่าวถึงการสอบเอ็นทรานซ์พบว่ามีข้อดี ข้อเสีย โดยสรุป ดังนี้ ข้อดี  มุ่งกระจายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ  ผู้ที่มีสิทธิ์สอบ คือผู้ที่จบการศึกษาระดับ ม.6 หรือเทียบเท่า  วิชาที่ใช้จัดสอบเป็นวิชาเฉพาะศาสตร์ ซึ่งทำให้ทางมหาวิทยาลัยมั่นใจว่าจะได้นิสิตนักศึกษาที่มีคุณสมบัติและความสามารถในระดับหนึ่ง ลดปัญหาการออกกลางคัน  การดำเนินการสมัครสอบเกิดขึ้นผ่านระบบของทางโรงเรียน หรือดำเนินการผ่านไปรษณีย์ ลดปัญหาการเข้าถึง internet (ซึ่งในขณะนั้นยังมีความยุ่งยาก และไม่รวดเร็วเหมือนปัจจุบัน) ข้อเสีย นักเรียนเกิดความเครียดที่เกิดจากการเตรียมสอบโดยถ้วนทั่วกัน นักเรียนไปกวดวิชาเพื่อเพิ่มคะแนนสอบและคะแนนในห้องเรียน และเป็นอัตราส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม GPA ที่นำมาร่วมคำนวณด้วย ขาดมาตรฐานที่ใช้ในการเทียบกับนักเรียนคนอื่น และ PR เองก็ไม่ได้แยกคิด ต้องเลือกคณะที่ต้องการสอบเข้า ก่อนที่จะสอบจริง ทำให้ไม่สามารถเทียบกับคะแนนของปีก่อนได้ จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา พบว่าการสอบเอ็นทรานซ์และแอดมิชชันนั้นมีจุดประสงค์ และเป้าหมายที่เหมือนกัน คือ ขยายโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศให้สามารถเข้าเรียนในคณะและมหาวิทยาลัยเป้าหมายได้ตามระดับความสามารถ (ซึ่งเอาเข้าจริงก็พ่วงกับดวงด้วย) อีกด้านหนึ่งคืออายุของผลข้อสอบที่เท่ากันคือ 2 ปี ส่วนการแบ่งวิชาเฉพาะออกตามสาขาวิชาต่างๆ ก็มีความคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ว่าการสอบเอ็นทรานซ์นั้นเปิดวิชาเฉพาะกว่า 30 วิชา ส่วนของแอดมิชชันมีเพียง 7 วิชาเท่านั้น (ซึ่งหากนับรวมภาษาต่างประเทศแต่ละภาษาด้วยก็จะเป็น 13 วิชา) เอ็นท์ฯ กับแอดฯ มีจุดประสงค์เหมือนกันคือ ขยายโอกาสให้กับนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งมีอายุของผลข้อสอบที่เท่ากันคือ 2 ปี จุฬาฯ กับแนวทางการสอบเข้าแบบใหม่ ขณะที่มีข่าวนี้ออกมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ต้องการขยายโอกาสทางการศึกษาและลดการเรียนพิเศษนอกห้องเรียน แต่คำถามที่สำคัญจริงๆ คือมันเป็นไปได้จริงหรือไม่ เพราะว่าหากลดการสอบลงเหลือครั้งเดียว ย่อมทำให้เด็กเกิดความเครียดมากขึ้น อันเกิดจากการสอบที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้น และหากข้อสอบที่ใช้วัดยังเป็นที่กังขาในด้านมาตรฐานของมันอยู่เช่นนี้ นอกจากจะไม่ลดแล้ว ปัญหาการเรียนพิเศษจะยิ่งเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเหมือนสมัยที่ยังคงใช้การคัดเลือกแบบเอ็นทรานซ์ ในมุมของจุฬาฯ หากระบบการสอบแบบนี้ได้ถูกนำมาใช้จริง ย่อมส่งผลต่อการรับตรงแบบ ‘พิเศษ’ ต่างๆ เช่น โครงการโอลิมปิกวิชาการ (คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในโครงการสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาและวรรณคดีไทย (คณะอักษรศาสตร์) โครงการคัดเลือกนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษระดับชาติทางศิลปะ โครงการคัดเลือกนักเรียนผู้มีความสามารถดีเด่นระดับชาติทางกีฬา โครงการจุฬาฯ-ชนบท และอื่นๆ รวมกว่า 20 โครงการ โครงการพิเศษเหล่านี้ย่อมจะต้องถูกปิดตัวลงไป หากแบบสอบมาตรฐานที่ใช้วัดยังเป็นที่กังขาในด้านมาตรฐานของมันอยู่เช่นนี้ นอกจากไม่ลดแล้ว ปัญหาจะยิ่งเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม นอกจากเป็นการตัดโอกาสแล้ว ยังทำให้ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ หรือมีความสามารถในด้านนั้นๆ สูง ไม่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น นายประพงษ์ (นามสมมติ) มีความสามารถพิเศษด้านศิลปะ คือการวาดรูปเหมือน สามารถวาดรูปและลงสีได้สมบูรณ์ ซึ่งความสามารถนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อในคณะศิลปกรรมศาสตร์ หรือครุศาสตร์ สาขาวิชาศิลปะ ได้อย่างไม่ยากนัก แต่พอไม่มีการรับตรงแบบพิเศษแล้ว ประพงษ์ก็ต้องใช้ความรู้ในด้านอื่นประกอบการสอบเข้าด้วย และหากประพงษ์อ่อนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ในสนามสอบเขาจึงทำคะแนนออกมาได้ไม่ดีพอที่จะเรียนต่อคณะในฝันได้ แต่เอาเข้าจริงแล้วระบบแบบนี้ก็น่าจะลดปัญหาการจองที่นั่งได้อยู่บ้าง เพราะว่าการมีระบบเคลียริ่งเฮ้าส์ถึง 2 ครั้งทำให้เด็กมีโอกาสได้ ‘เลือก’ ในสิ่งที่อยากเรียนได้ หากในครั้งแรกจัดไว้ 4 อันดับ แต่ผลออกมาไม่ได้คณะ และ/หรือ มหาวิทยาลัยที่ต้องการ เราก็สามารถวางแผนการจัดอันดับใหม่ให้เหมาะสมและถูกใจคนเรียนอย่างเราได้ ทั้งนี้อาจต้องอาศัยข้อมูลเชิงสถิติ หรือการให้การปรึกษาจากครูแนะแนวหรือผู้ปกครองประกอบด้วย ซึ่งพอได้เข้าศึกษาแล้วย่อมทำให้มีผู้ที่สละสิทธิ์หรือซิ่วในอัตราส่วนที่ลดลงด้วย   อย่างไรก็ตาม ผลจากกระแสการวิพากษ์วิจารณ์และการเสนอแนะในประเด็นและแง่มุมต่างๆ ของการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงการให้ความสนใจและความเป็นห่วงของกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีต่อระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันที่ไม่ว่าใครก็มองว่ายังคงต้องได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอีกมาก แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร หวังว่าทุกคนจะให้ความสำคัญกับการศึกษาไทย เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการปรับทิศทางการศึกษาให้เป็นไปอย่างที่ทุกคนต้องการ   แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน การเปรียบเทียบผลการทำนายของโมเดลการคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาระหว่างวิธีการสอบร่วมกับวิธีการคัดเลือกเองของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล การรับสมัครคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าศึกษา โดยวิธีรับตรง จุฬาฯ ปี60  ศธ.เตรียมฟื้นเอ็นทรานซ์ แก้เด็ก ม.ปลายวิ่งรอกสอบตรง ส่อโละแอดมิชชั่น ระบบ Entrance กับ Admission อันไหนดีกว่ากัน ต้องใช้แต้มม.ปลาย!! อดีตเลขาฯ กกอ.หนุนใช้ ‘เคลียริงเฮาส์’ 2 รอบ แต่ต้องใช้คะแนนม.ปลายกันเด็กทิ้งห้อง-สกัดกวดวิชา แหล่งที่มาของภาพ เอ็นทรานซ์ วัดใจ หรือ แอดมิชชั่น … Continued

Article

ฟรีแลนซ์: จำเป็นอะไรต้องทำงานหนักขนาดนี้?


โดย เมื่อ

ฟรีแลนซ์: จำเป็นอะไรต้องทำงานหนักขนาดนี้? ฟรีแลนซ์เป็นหนังดัง ถามใครก็คงจะรู้จัก ฟรีแลนซ์เป็นหนังดี อันนี้ก็ค่อนข้างยืนยันได้จากจำนวนสุพรรณหงส์ที่มีสลักชื่อหนังเรื่องนี้ และฟรีแลนซ์ก็เป็นหนังโดน นั่นสิ ทำไมฟรีแลนซ์เป็นหนังโดนใจวัยรุ่นทั่วประเทศ? ต้องไม่ใช่แค่เพราะว่าหนังสนุก และไม่ใช่แค่เพราะหน้าหล่อๆ สวยๆ ที่โดนทำให้ยับเยินของซันนี่ ใหม่ ดาวิกา และวี วิโอเล็ตแน่นอน แต่เราคิดว่าเพราะมันแทงใจดำของใครหลายคน ด้วยการนำปัญหาเรื่องความสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า work-life balance มาพิจารณาอย่างละเอียดอ่อนในทุกๆ ด้าน เรื่องราวสะท้อนเทรนด์แห่งการปั่นงานข้ามวันข้ามคืน ที่เล่าผ่านเรื่องของ ยุ่น กราฟิกดีไซเนอร์ฟรีแลนซ์ ผู้ที่เลือกปล่อยให้ส่วนอื่นของชีวิต (แม้แต่การนอน) ละลายหายไปกับ M-150 และกาแฟเซเว่น เพื่อทำงานที่เป็นไปไม่ได้ จนร่างกายเริ่มส่งสัญญาณไม่พอใจ และนำไปสู่การ ‘หยุดพัก’ แล้วกลับมาพิจารณาหาความหมายของการทำงานดูดีๆ สักที หลังจากหนังเข้าฉายและดังระเบิดเถิดเทิง ก็มีใครหลายคนที่เทียบ ‘ความยุ่น’ กับระดับความบ้างาน ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่หาได้ไม่ยากเลยท่ามกลางเด็กจุฬาฯ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำกิจกรรมเยอะๆ จนถ้าได้เงินจากกิจกรรมทั้งหมดที่ทำอยู่ ก็คงจะลาออกจากชีวิตการศึกษาไปแล้ว (บังเอิญว่างานฟรีทั้งนั้น) ในมหาลัยใหญ่ๆ แห่งนี้ โอกาสในการทำกิจกรรมวิ่งเข้าหาพวกเราทุกทิศทาง ทั้งจากสไลด์ของอาจารย์ บอร์ดหน้าตึกคณะ คำชักชวนจากเพื่อนพี่น้อง หรือแม้แต่วิ่งเข้าหาจริงๆ อย่างใบปลิวบนรถป๊อป และก็จะมีนิสิตจำนวนหนึ่งที่ยิ้มร่าคว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ มาถึงวันหนึ่งก็พบว่าตัวเองกลายเป็นยุ่นไปซะแล้ว ทุกคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเองที่เลือกจะบ้างานอย่างไม่คิดชีวิต อยากเก่งขึ้น อยากเป็นที่ยอมรับ อยากไล่ตามความฝัน อยากมีความสุข ถ้าจะพูดให้เหมาะกับชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยมากขึ้น บางคนก็อาจจะทําเพื่อคณะ ชมรม หรือ สังกัดของตน หรือไม่บางคนก็อาจจะมีเหตุผลง่าย ๆ เพียงแค่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนผู้น่าสงสาร จนบางครั้งความคิดที่จุดให้เราเริ่มทำงานพวกนั้น ก็กลับมาทำเป็นตัวรั้งให้เราไม่อาจหยุดทำงานได้ กิจกรรมในมหาวิทยาลัยเหล่านี้อาจจะมีไว้ให้ฝึกแบกรับงานก็จริง ทว่ามันก็มีไว้ฝึกแบกรับงานอย่างพอดีเช่นกันนะ หนึ่งในฉากที่โดนใจเราที่สุดในหนังฟรีแลนซ์ คือฉากที่ยุ่นมองปฏิทินที่ไม่มีเดดไลน์ส่งงานอะไรเลย แล้วยิ้ม พร้อมกับคิดว่า มีอะไรให้ทำเต็มไปหมดเลย เพราะบางทีเราเองยังลืมไปแล้วว่าความสุขในการทำงาน อาจจะไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีความสุขในการพักผ่อนมาคอยคั่น แล้วคุณล่ะ ยังจำความสุขเวลาที่มองปฏิทินโล่งๆ ได้หรือเปล่า?   ขอขอบคุณภาพจากภาพยนตร์ ฟรีแลนซ์: ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ โดยบริษัท GTH จำกัด

ปิดโหมดสีเทา