Article

Chu ชวนดูหนังข้ามปีต้อนรับปี 2561

Read More »

Article

ความหลากหลายทางศาสนาในเชิงปฏิบัติที่ถูกมองข้ามในจุฬาฯ

Read More »

Article

โรคซึมเศร้า : โลกไม่เศร้าถ้าเข้าใจกัน

Read More »

Chula Life

พากินเมนูหวานเย็นรอบจุฬาฯส่งท้ายปีเก่า

Read More »

Interview

[TEDxChula] รีน่า อิษยา : ส่งต่อพลังความคิดผ่านงานออกแบบ

Read More »

Latest Stories

Article

Chu ชวนดูหนังข้ามปีต้อนรับปี 2561


โดย เมื่อ

คืนข้ามปีแบบนี้หลายคนคงออกไปฉลองตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แต่เราเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่เคาท์ดาวน์อยู่ที่บ้าน และถ้าหากกำลังมองหากิจกรรมทำอยู่ เราขอแนะนำการดูหนังดีๆสักเรื่องข้ามปี โดยวันนี้ CHU จะขอนำเสนอหนังเรื่อง War For The Planet Of The Apes ที่แฝงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อต่างๆไว้ด้วย ศึกตัดสินครั้งสุดท้ายระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และวานร War For The Planet Of The Apes นำพาเรามาสู่บทสรุปส่งท้ายของไตรภาคกำเนิดพิภพวานร อันมีตัวละครเอกเป็นชิมแพนซีนามว่า ซีซาร์ (Caesar) ในส่วนของภาพยนตร์นั้น อัดแน่นด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้นชวนติดตาม ฉากสงครามระหว่างมนุษย์และวานรที่ตื่นตาตื่นใจ งานเทคนิคพิเศษด้านภาพที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังชมการแสดงของวานรจริงอยู่  ถือได้ว่า War For Planet Of The Apes เป็นภาพยนตร์ที่ตอบโจทย์ผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์แนว Sci-Fi ล้ำจินตนาการได้ดีเลยทีเดียว แต่ถ้าหากลองนำภาพยนตร์เรื่องนี้มาวิเคราะห์ตีความความหมายเบื้องลึกให้ดีแล้ว เราจะพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยการแฝงสัญญะทางศาสนาเอาไว้มากมาย [บทความต่อไปนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์หลายๆเรื่อง] มีทฤษฎีที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเด็นนี้ คือ รูปแบบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ War For The Planet Of The Apes มีความใกล้เคียงกับเรื่องราวของ หนังสืออพยพ (Book Of Exodus) ในพระคัมภีร์ไบเบิล โดยมีซีซาร์เป็นตัวละครที่จำลองมาจาก โมเสส (Moses) ข้อสนับสนุนประการแรกของทฤษฎีนี้คือ กำเนิดและพื้นเพของตัวละครซีซาร์ซึ่งพิจารณาจากภาพยนตร์ภาคก่อนหน้าของไตรภาคร่วมด้วย ซีซาร์นั้นเกิดในแล็บทดลองของบริษัทวิจัยและผลิตยาโดยมีมนุษย์เป็นผู้คอยควบคุม เปรียบเทียบกับชีวิตของโมเสสที่กำเนิดเป็นชนชั้นที่ถูกกดขี่ ต่อมาซีซาร์ถูกเลี้ยงดูอย่างดีเยี่ยงมนุษย์โดยนักวิทยาศาสตร์ เหมือนกับที่โมเสสถูกชุบเลี้ยงให้เติบโตมาในชนชั้นกษัตริย์ จนภายหลังซีซาร์เริ่มเรียนรู้ได้ว่าเผ่าพันธุ์วานรนั้นต่ำชั้นกว่ามนุษย์ ซีซาร์จึงมุ่งหมายที่จะปลดปล่อยวานรให้เป็นอิสระไม่อยู่ใต้มนุษย์อีกต่อไป เช่นเดียวกับโมเสสที่พบว่าชาวฮิบรูนั้นถูกชาวอียิปต์กดขี่มาโดยตลอด จึงเป็นประสงค์ของโมเสสที่จะปลดปล่อยพวกเขาเหล่านั้นให้เป็นอิสระ อีกประการหนึ่ง นั่นคือในช่วงใกล้บทสรุปของเรื่อง เหตุการณ์หิมะบนยอดเขาถล่มใส่กองทัพมนุษย์ อันเป็นผลให้กองทัพมนุษย์ไม่สามารถไล่ติดตามวานรได้อีกต่อไป เหตุการณ์นี้ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์โมเสสแหวกทะเลที่อิงจากในหนังสืออพยพได้อย่างชัดเจน ซึ่งผลสรุปของเหตุการณ์ทั้งสองเรื่องราวก็คือ การหลุดพ้นจากการไล่ตามและโอกาสสำหรับการปักรากสร้างฐานที่อยู่ใหม่ของกลุ่มอพยพ การแฝงสัญญะทางศาสนาในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นใน War For The Planet Of The Apes เป็นเรื่องแรก หากแต่ว่าสิ่งนี้เคยเกิดขึ้นในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังหลายต่อหลายเรื่องมาก่อนแล้ว  อย่างภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter เองก็เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ดังที่มีการแฝงสัญญะทางศาสนาเอาไว้ โดยสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ แฮร์รี่ พอตเตอร์มีฐานะเป็นทั้งผู้พิทักษ์และผู้ปลดปล่อยพ่อมดบริสุทธิ์ให้รอดจากศาสตร์มืด โดยที่ก่อนจะสำเร็จลุล่วงได้นั้น แฮร์รี่ต้องเผชิญกับความตายแล้วฟื้นคืนชีพกลับมา และผู้ไถ่บาปที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพระเยซูคริสต์ (Jesus Christ) นั่นเอง จากภาพยนตร์ที่ยกมาทั้งหมดนี้ ทำให้เราได้เห็นว่าศาสนา ความเชื่อหรือตำนานเทพต่างๆนั้นล้วนแต่สามารถเป็นแรงบันดาลใจ หรือมีอิทธิพลต่อผู้สร้างผลงานได้  หรือนี่อาจจะเป็นการสื่อสารในเชิงศาสนา ความเชื่อของผู้สร้างผลงาน ผ่านชิ้นงานที่พวกเขาเหล่านั้นสร้างขึ้นมาก็เป็นได้

Article

ความหลากหลายทางศาสนาในเชิงปฏิบัติที่ถูกมองข้ามในจุฬาฯ


โดย เมื่อ

ในรั้วจามจุรีแห่งนี้ มีกิจกรรมต่างๆให้พวกเราตื่นตาตื่นใจมากมาย  เป็นที่น่าชื่นชมที่จุฬาฯเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเปิดกว้างทางศาสนา และมีการใส่ใจความแตกต่างทางศาสนา เพื่อให้สังคมสามารถอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข   อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จุฬาฯจะมีวัฒนธรรมแบบพหุวัฒนธรรม และความแตกต่างทางศาสนาก็ได้รับการใส่ใจ แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็สามารถเกิดความ “ไม่สบายใจ” ของบางคนได้ เสียงสะท้อนจากผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนถึงกิจกรรมบางอย่างในคณะ หรือในระดับมหาวิทยาลัยที่ไม่เอื้อต่อหลักศาสนา โดยผู้ปฏิบัติอาจจะคำนึงไม่ถึงโดยไม่ตั้งใจ โดยเราจะขอยกตัวอย่างมาเป็นลำดับข้อต่อไปนี้ และเสนอข้อคิดเห็นในการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เห็นมโนทัศน์ของปัญหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับแนวทางการแก้ปัญหา 1.กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ เช่น กิจกรรมรับน้อง หรือกิจกรรมเชียร์ เป็นต้น สามารถพบได้ว่ามีรูปแบบการใช้ถังน้ำร่วมกันในการแจกจ่ายน้ำดื่มแก่น้องๆปีหนึ่ง (หรือแม้แต่รุ่นพี่เอง) ซึ่งอาจมีประเด็นได้รับแจ้งว่า นอกจากอาจพบปัญหาทางสุขภาวะแล้ว นิสิตมุสลิมบางคนก็เกิดความไม่สบายใจก็เกิดปัญหาดังกล่าว เพราะบางที ผู้ที่ดื่มน้ำหรือใช้หลอดร่วมกัน ก็อาจรับประทานหมูมาก่อน จึงหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากถังร่วมดังกล่าว ซึ่งทำให้นิสิตมุสลิมผู้นั้นเสียความเสมอภาคในการเข้าถึงน้ำดื่มนั่นเอง โดยทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากมีการใช้ภาชนะบรรจุน้ำแยกสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งผู้จัดกิจกรรมสมควรจะจัดสรรให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น 2.กิจกรรมในเชิงคณะนิยมอื่นๆ เช่น การแสดงตนเป็นนิสิตคณะนั้นๆ เพื่อสร้างความเป็นกลุ่มสังคมในคณะ โดยต้องผ่านพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งอาจขัดต่อหลักศาสนาบางศาสนา (มักมีการทำความเคารพรูปเคารพหรือสัญลักษณ์) ถึงแม้จะมีการแยกผู้ที่มีข้อห้ามทางศาสนาออกไปจากกิจกรรมดังกล่าว โดยการให้เหตุผลว่าเพราะเข้าใจถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่หากมองในเชิงวิพากษ์แล้ว แทนที่จะแยกพวกเขาออกไปเพื่อที่จะได้ไม่ต้องกระทำสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนาตน จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ หากกลุ่มผู้จัดกิจกรรมสามารถออกแบบกิจกรรมให้รองรับทุกศาสนา แทนการคัดแยกผู้ที่ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เพราะข้อห้ามทางศาสนา เนื่องจากการที่บอกว่าเข้าใจความแตกต่างทางศาสนาจึงคัดแยกพวกเขาออกไป แล้วเหตุผลที่จัดกิจกรรมเชิงคณะนิยมดังกล่าวเพื่อหวังความสามัคคีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในคณะของตนจะยังประสบความสำเร็จอยู่หรือ เพราะมีการ “คัดแยก” ผู้ที่แตกต่างออกไปแต่ต้นอยู่แล้ว จากที่ได้นำเสนอมานั้น เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นภาพของปัญหาความแตกต่างทางศาสนาที่เกิดขึ้นในเชิงปฏิบัติ ซึ่งทั้งนี้ จุฬาฯได้มีความเปิดกว้างทางศาสนาอยู่แล้ว ซึ่งที่จริงแล้วก็เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ไม่นับถือศาสนา หรือผู้ที่นับถือศาสนาในลักษณะ “ตามทะเบียนบ้าน” อีกด้วย แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังพบเห็นได้อยู่ ซึ่งอาจเกิดจากความไม่เข้าใจ หรือการที่ปัญหานี้ยังไม่เคยหยิบมาพิจารณาอย่างจริงจัง ได้แต่หวังว่า ประเด็นเหล่านี้จะถูกนำไปคิดหาทางแก้ไขโดยผู้ที่มีอำนาจในการจัดกิจกรรมต่างๆ โดยทั้งนี้หากเราเชื่อว่าสังคมพหุวัฒนธรรมในจุฬาฯเป็นสังคมที่เราปรารถนาให้บังเกิดขึ้น เราก็ต้องใส่ใจเรื่องประเด็นเหล่านี้ ในลักษณะการนำใจเขามาใส่ใจเรามิใช่หรือ   ที่มารูป : https://dentist.kku.ac.th/news.php?id=207

Article

โรคซึมเศร้า : โลกไม่เศร้าถ้าเข้าใจกัน


โดย เมื่อ

เป็นโรคซึมเศร้า จริงหรอ? คำว่าโรคซึมเศร้า เรามักจะหมายถึง major depressive disorder (MDD) สังเกตว่าใช้คำว่า disorder ซึ่งแต่ก่อนมักใช้กับโรคที่ยังหาสาเหตุของการเกิดโรคไม่ได้  แต่ตอนนี้เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาท serotonin ในสมองลดลง คนส่วนมากเคยรู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวังอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต แต่โรคซึมเศร้าทางการแพทย์ที่ถูกต้องจะต้องมีอารมณ์เศร้าเกือบทุกวันโดยเฉพาะในตอนเช้า หมดความสนใจในกิจวัตรประจำวันและความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง และจะต้องเคยมีช่วงที่เกิดอาการอย่างว่าติดต่อกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ อาจมาพร้อมอาการข้างเคียงเหล่านี้ คือ เหนื่อยล้า รู้สึกไร้ค่าหรือผิดเกือบทุกวัน ไม่มีสมาธิ ขาดความแม่นยำในการตัดสินใจ นอนไม่หลับแต่หลับทียาว มีความคิดค่าตัวตาย น้ำหนักลดมากกว่า 5% ในหนึ่งเดือน มีโรคที่คล้ายกับโรคซึมเศร้า Dysthymia เป็นรูปแบบที่เบากว่าแต่เรื้อรังกว่า MDD คือต้องมากกว่า 2 ปีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามคนสามารถมีภาวะซึมเศร้าเต็มรูปแบบในขณะที่มี dysthymia ก็ได้ แบบว่าเป็นทีเดียวพร้อมกันเลยสองโรคเลย นี่เป็นแค่การอธิบายให้พอเห็นภาพของคำว่าโรคซึมเศร้า ทางการแพทย์นั้นยังมีเกณฑ์อื่นอีกหลายข้อและมีอีกหลายโรคที่คล้ายกัน วินิจฉัยแยกโรคได้ยาก ดังนั้นหากสงสัยตัวเองให้พบแพทย์และอย่าเดาเอง ใครคิดว่าไกลตัว จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า พ.ศ. 2546:  ประเทศไทยมีคนเป็นโรคซึมเศร้าเกือบ 9 แสนคนจากประชากรไทย 63 ล้านคน มีปัญหาการฆ่าตัวตาย 1.8 ล้านคน พ.ศ. 2551: ความชุกของโรคซึมเศร้าของคนอายุ 45 ปีเท่ากับ 29.2% และเพิ่มขึ้นตามอายุ พ.ศ. 2553: อัตราการเป็นโรคซึมเศร้าในโรงพยาบาลคือ 11.5% ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาชีวิตคู่ สภาพจิตใจและประวัติเคยมีอาการซึมเศร้า พ.ศ. 2557: เก็บข้อมูลคนไข้ที่มามาหมอด้วยอาการซึมเศร้า พบว่าเป็น MDD 88% dysthymia 12% และมี 50% เป็นทั้งสองอย่าง พ.ศ. 2559: มีคนฆ่าตัวตายมากกว่า 5,000 คนต่อปีซึ่งมากกว่าการถูกฆ่าซึ่งมี 3,000-3,800 คนต่อปี ปัจจัยเสี่ยง หมอต้องถามคนไข้เรื่องประวัติที่มีปัจจัยประกอบเสี่ยงอยู่ประจำ เพื่อเป็นเหตุผลในการมั่นในว่าคนที่มาหาเราน่าจะเป็นโรคที่สงสัยจริง และเป็นข้อดีสำหรับคนไข้เองเพราะจะได้ตระหนักถึงโอกาสการเป็นโรคของตัวเอง ปัจจัยที่แก้ไขไม่ได้ เช่น เพศหญิงซึ่งมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าผู้ชาย 70% และอายุยิ่งมากยิ่งเพิ่มโอกาสการเป็นโรคซึมเศร้า และปัจจัยที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งถ้าเราไปหาหมอ หมอก็จะหาวิธีบำบัดหรือหลีกเลี่ยง เช่น รักษาประวัติโรคเก่าทางจิตใจ เลิกกับแฟนเก่ามาก็พาไปกินดินเนอร์หนึ่งมื้อ(ล้อเล่นนะ) ปัจจัยอื่นที่น่าจะพบบ่อยในรั้วมหาลัยได้แก่ บุคลิกบางอย่าง เช่น มีความมั่นใจสูง พึ่งพาคนอื่น มองโลกในแง่ร้าย เจอเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจรุนแรง เป็นเพศที่สังคมไม่ยอมรับ ครอบครัวแตกแยก ติดยา   ภาวะแทรกซ้อน อ้วน นำไปสู่หัวใจ เบาหวาน เจ็บ ปวดทางกาย แอลกอฮอล์และติดยา มีปัญหาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย   เมื่อไหร่ต้องขอความช่วยเหลือ แนวโน้มในรอบห้าปีที่ผ่านมาบอกว่าคนไทยเจ็บป่วยทางจิตเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 1.5 ล้านคนโดยยังไม่รวมบางส่วนที่ไม่ยอมมารับบริการ สาเหตุหนึ่งคือภาพลักษณ์ของการไปหาหมอจิตเวชไม่ดี มองว่าทุกคนที่ไปหาหมอคือโรคจิตซึ่งไม่จริง หมอจิตเวชเหมือนที่ปรึกษาที่วางใจได้คนหนึ่งและสามารถจ่ายยาได้ด้วยถ้าจำเป็น หาหมอทันทีหรือถ้ารู้สึกลังเล ให้ลองคุยกับเพื่อนหรือคนรัก เขาอาจช่วยคุณได้ “ท่านสามารถช่วยคนที่มีภาวะซึมเศร้า ไม่ให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้… และเมื่อป่วยก็รักษาหายได้” world health day 2017 ที่มารูปภาพ : http://life1019.com/2015/08/its-ok-to-not-be-ok/ http://issue247.com/health/ways-to-tell-the-difference-between-sadness-anddepression/

Chula Life

พากินเมนูหวานเย็นรอบจุฬาฯส่งท้ายปีเก่า


โดย เมื่อ

ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เราเชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาของกินอร่อยๆไว้ทานฉลองกับครอบครัวหรือเพื่อนๆ CHU! จึงรวบรวมเมนูคากิโกริและปังเย็นแสนอร่อยรอบรั้วจุฬาฯที่รับรองว่าถูกใจทุกเพศทุกวัย  ให้เหล่านักชิมสายหวานเย็นได้ไปลองกันดู ร้านหน้ายิ้ม ตั้งอยู่ที่ : ซอยจุฬาฯ 48 บริเวณหอยูเซ็นเตอร์ เวลาเปิดบริการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. ถ้าเดินเล่นแถวจุฬาฯแต่ไม่รู้ว่าจะแวะไปนั่งหลบร้อนที่ร้านไหน เราแนะนำให้มาที่นี่เลย ร้าน “หน้ายิ้ม” คาเฟ่เล็กๆ บรรยากาศน่านั่งที่ตกแต่งร้านด้วยไม้สีอ่อน ทางร้านมีเมนูหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ขนมปังปิ้ง ฮันนี่โทสต์ และวาฟเฟิล แต่อีกหนึ่งเมนูที่เป็นเมนูขึ้นชื่อของร้านนี้ก็คือ “ปังเย็น” โดยมีปังเย็นภูเขาไฟโอวัลตินเป็นเมนูแนะนำของร้าน ปังเย็นภูเขาไฟโอวัลตินเป็นน้ำแข็งใสเกล็ดละเอียดกำลังดี ราดด้วยนมฉ่ำๆกลิ่นหอมหวาน โรยด้วยผงโอวัลติน ซีเรียล วางทับบนขนมปังที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทานคู่กับวิปครีม เหมาะกับการชวนเพื่อนมาทานด้วยกัน 3-4 คน เราไปลองชิมมาแล้วรับรองว่าดับร้อนได้จริงแน่นอน คะแนน : 4/5   ร้าน Under Glass Café ตั้งอยู่ที่ : ซอยจุฬาฯ 6 โครงการ NapLap ชั้น 2 เวลาเปิดบริการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. หนึ่งในร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ในโครงการ NapLab ที่นอกจากการตกแต่งร้านที่สวยงามเหมาะกับการถ่ายรูปแล้ว รสชาติของของหวานที่นี่ก็ยังอร่อยมากอีกด้วย สำหรับเมนูที่เป็นพระเอกของร้านนี้คือ “ชาเขียวถั่วแดงคากิโกริ (Matcha Redbean Kakigori)” หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นกับชื่อเมนูแบบนี้ แต่มันคือเกล็ดน้ำแข็งไสรสนมที่โรยด้วยผงชาเขียวและถั่วแดง ข้างในมีถั่วแดง คอร์นเฟลก เสิร์ฟคู่กับชาเขียวและโมจิไส้ถั่วแดงที่เหนียวนุ่ม รสชาติของชาเขียวถั่วแดงคากิโกรินี้ไม่หวานจนเกินไป มีกลิ่นหอมบวกกับความขมปนหวานของชาเขียว เมื่อกินคู่กันแล้วอร่อยละมุนลิ้นสุดๆ คะแนน : 5/5   ร้าน Sweet Circle ตั้งอยู่ที่ : สวนหลวงสแควร์ ซอยจุฬาฯ 5 เวลาเปิดบริการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. เป็นอีกหนึ่งร้านที่มีลูกค้าแน่นที่สุดในโครงการสวนหลวงสแควร์ เพราะนอกจากเมนูบัวลอยที่ครองใจนิสิตจุฬาฯแล้ว ที่ร้าน Sweet Circle ก็ยังมีเมนู “ปังเย็น” ที่ช่วยคลายความร้อนอีกด้วย เมนูปังเย็นที่อยากจะแนะนำของร้านนี้คือ “Choco Oreo” เป็นเมนูเกล็ดหิมะราดด้วยนม มีไอศกรีมรสช็อกโกแลตอยู่ด้านบน ตกแต่งด้วยโอรีโอ ข้างใต้ของปังเย็นมีขนมปังชิ้นเล็กหั่นพอดีคำ รสชาติของนมและโอรีโอเข้ากันได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าคุ้มกับการต่อคิวเพื่อฝ่าฟันเข้ามาลองชิมของหวานในร้านแน่นอน คะแนน : 3.5/5   สุดท้ายนี้อยากบอกเพื่อนๆ ว่า Don’t concern too much about calories เรียนเหนื่อยแล้ว ก็พักผ่อนบ้าง ให้รางวัลตัวเองส่งท้ายปีเก่า ลองชวนเพื่อนๆ ไปชิมเมนูหวานเย็นให้ชื่นใจดูบ้างก็ดีนะ และที่สำคัญอย่าลืมออกกำลังกายดูแลสุขภาพกันด้วย

Interview

[TEDxChula] รีน่า อิษยา : ส่งต่อพลังความคิดผ่านงานออกแบบ


โดย เมื่อ

พลังความคิดที่ยิ่งใหญ่คงไม่สามารถส่งต่อสู่ผู้คนมากมายได้ หากขาดพื้นที่และเวทีในการแสดงออก เวทีและพื้นที่กิจกรรมในงาน TED X Chula นั่นล้วนผ่านการออกแบบ จากฝ่าย Stage and Event managers ทั้งสิ้น หนึ่งในนั้นคือ รีน่า หรือ อิษยา กิจเจริญ นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ปี3 Stage and Event Managers ของ TEDxChula เธอทำงานด้วยความเชื่อว่า การออกแบบก็เหมือนกับการสื่อสารด้วยภาษา เมื่อเราถามถึงแรงบันดาลใจในการเลือกเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ เธอตอบว่า “ความตั้งใจหลักของเราก็คือ การถ่ายทอดและส่งต่อความคิดดีดีที่ควรค่าแก่การแบ่งปัน ผ่านการออกแบบเพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้มากยิ่งขึ้น” ในการออกแบบเวที TED x Chula นั่นมีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เช่น Themeงาน องค์ประกอบโดยรวมของเวที เป็นต้น ซึ่งปีนี้ทีม Stage and Event managers มีแนวคิดในการออกแบบเวทีว่า จะเน้นให้ตัวเวทีช่วย support speaker และให้มีความโดดเด่นเข้ากับ theme  “ด้วยธีมของ Ted x chulalongkornU ปีนี้ คือ strive forward คอนเซ็ปของงานก็คือ การมี movement สอดแทรกเข้าไปในทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นทั้งตัวเวที หรือในส่วนของงานจัดแสดง“    รีน่ากล่าว ส่วนแนวคิดในการสร้างสรรค์งานจัดแสดง รีน่าเผยว่า จะเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กันของผู้เข้าชมเป็นหลัก รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอีกด้วย “ผู้ร่วมงานจะได้สนุกไปกับงานจัดแสดงต่างๆในงาน ทุกคนจะได้มีโอกาส พูดคุย ทำความรู้จักกับบุคคลที่มีความสนใจเหมือนๆกัน เรียนรู้ถึงสภาพสังคมปัจจุบันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะ strive forward ไปกับเรา“ งานออกแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยความงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสื่อสารอะไรบางอย่างด้วย งานออกแบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยความงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสื่อสารอะไรบางอย่างด้วย ก็เหมือนกับการทำcontent เผยแพร่ให้ผู้ชมในงาน “มันไม่ใช่ว่าเราจะวางโต๊ะตรงไหน หรือวางเก้าอี้ยังไง แต่เป็นการคำนึงถึงประโยชน์ และ ความประทับใจที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับกลับบ้านไป” ท้ายที่สุด TED x Chula ทำให้เธอ ได้ฝึกฝนในสิ่งที่ร่ำเรียนมา ทำให้มีประสบการณ์ในการทำงานมากขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใดคือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้เริ่มทำอะไรใหม่ๆ ก้าวออกจาก comfort zone ที่เคยเป็น

Interview

[TEDxChula] ต้า ภาณุ : ความท้าทายของงานกราฟิก


โดย เมื่อ

ตัวลูกศรสีแดงซ้อนทับสลับกัน เหมือนกำลังพุ่งไปหาเป้าหมายอะไรบางอย่าง สะท้อนถึงธีมงานของ  TEDxChulalongkornU ในปีนี้ ที่มีชื่อว่า Strive Forward เหล่านี้ล้วนเป็นงานของฝ่ายกราฟิก ที่ต้องสร้างสรรค์งานศิลป์ให้ออกมาตรงกับคอนเซปต์และสะท้อนความเป็น TEDx ให้มากที่สุด ต้า-ภาณุ ตรีธวัชชัยวงศ์ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในทีมงานออกแบบงานกราฟิกต่างๆ ที่ปรากฎสู่สาธารณชน “เราเชื่อว่า TED เป็นพื้นที่สำหรับการกระจายความคิดดีๆ ไอเดียแปลกใหม่ เป็นช่องทางที่ขยายไอเดียเล็กๆเหล่านั้นให้เกิด impact กับสังคมได้จริงๆ หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆในสังคม ดังนั้น เราจึงตั้งใจสมัครเป็นส่วนหนึ่งของทีม ด้วยศักยภาพและความสนใจส่วนตัวในเรื่องของกราฟิกดีไซน์ เมื่อมีโอกาสเราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อสิ่งดีดีผ่าน TEDx” ต้าเล่าถึงความเชื่อของตัวเองที่มีต่อ TEDx ต้ายังเสริมอีกว่า “การได้มาคลุกคลีกับTEDx กับผู้คนที่มีความเชื่อคล้ายๆกัน สร้างแรงบันดาลใจให้ผมหลายอย่าง ทั้งในเรื่องการทำเพื่อสังคม ส่งต่อสิ่งดีๆ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่สังคมปัจจุบันกำลังต้องการ ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า คุณไม่ได้กำลังทำหรือช่วยเหลือสังคมเพียงคนเดียว แต่มีคนอีกมากที่กำลังสรรสร้างความเชื่อเหลือ การให้ ในแบบที่แต่ละคนถนัด” สำหรับงานกราฟิกแล้ว แนวทางของการทำกราฟิกคงจะต้องทำตามธีมที่ระบุไว้ รวมถึงต้องดึงความโดดเด่นของงานตัวหนังสือผ่านสัญลักษณ์สีแดงและสีขาวของ TEDx แต่สำหรับต้า งานกราฟิกที่เขาทำให้ TEDx จะต้องมีกลิ่นไอของความแปลกใหม่และเอกลักษณ์ในงานของเขาลงในงานกราฟิกที่ออกมา “ เรื่องความเรียบง่าย สีแดง ขาว ดำและเทา แต่แฝงไปด้วยความมีพลัง เกิด impact ต่อคนที่ให้คือองค์ประกอบหลักในการทำงาน อีกส่วนหนึ่งคือพยายามนำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่ให้เข้ากับธีม อย่างปีนี้ นำเสนอในธีม Strive forward เราก็มีความพยายามในการสื่อให้ตรงตามธีม ซึ่งจะเห็นได้จาก logo และ artwork ต่างๆ” ความท้าทายของงานกราฟิกไม่ได้มาจากตัวงานที่ยาก แต่มาจากคนจำนวนมากที่มาทำงานร่วมกัน ต้ายังเล่าถึงปัญหานี้และการแก้ปัญหาที่เขาเคยเจอว่า “การทำงานอาสาสมัครกับผู้คนที่หลากหลายจำนวนมากเป็นความท้าทายอยู่แล้ว ปัญหาในเรื่องความไม่เข้าใจกัน เรื่องการทำงานภายใต้เวลาที่จำกัด แต่ด้วยความเชื่อว่าอาสาสมัครทุกคนที่มาทำงานนี้ มี passion คล้ายๆกัน จึงทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก้ไขได้ไม่ยาก ทุกคนมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมต่อกันได้ ความพยายามเข้าใจกันและกัน และพร้อมที่จะสนับสนุนกัน เป็นสิ่งที่ช่วยลดและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น” ความท้าทายของงานกราฟิกไม่ได้มาจากตัวงานที่ยาก แต่มาจากคนจำนวนมากที่มาทำงานร่วมกัน เมื่อถามถึง TEDx ที่ชอบที่สุดในปีนี้ เขาตอบว่า “ก็คงเป็นของพี่อาร์ต ในยุคสมัยปัจจุบันที่ Technology พัฒนาไปไกลเกินจะคาดการณ์ได้ มนุษย์เรามีความสะดวกสบายมากขึ้น จริงไหมครับ แต่มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ เพียงแค่ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนทั่วไป ไม่ได้ต้องการความสะดวกสบายอะไรมากนัก เทคโนโลยีกลับเข้าไม่ถึงกลุ่มคนกลุ่มนี้ ผมเชื่อว่าผู้พิการควรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่การเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้นของผู้พิการยังเป็นไปได้ยากและมีปริมาณน้อย ทอร์คนี้อาจจะทำให้ใครหลายๆคนหันมาสนใจและทำความเชื่อของผมให้กลายเป็นจริงก็ได้นะครับ” นี่ก็คงเป็นบทสรุปความเชื่อของต้าที่มีต่อ TEDx  

Latest Publications

CHU! Magazine
ฉบับที่ 5 มีนาคม 2560
CHU! Magazine
ฉบับที่ 4 ตุลาคม 2559
CHU! Magazine
ฉบับที่ 3 พฤษภาคม 2559
CU Health Fair Booklet
มีนาคม 2559
CHU! Magazine
ฉบับที่ 2 พฤศจิกายน 2558
CHU! Magazine
ฉบับที่ 1 ตุลาคม 2558
CU Today
ปีที่ 6 ฉบับที่ 4 มีนาคม 2558
CU Today
ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 มกราคม 2558
CU Today
ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 ตุลาคม 2557